บทที่ 493 ความผิดหวังอย่างแรง! (ต้น)
……
ออกไป!……
……
ทุกคนบนยอดเขา โม่อวิ๋นฉีและคนอื่นหันมามองเยี่ยฉวนเป็นตาเดียว……
..
ลู่จิ้วเก๋อเอ่ยเตือนสติ “อย่าบ้าตามแรงกระตุ้นหน่อยเลย!”
เยี่ยฉวนสั่นศีรษะ “แรงกระตุ้นเหล่านั้นทำอะไรข้าไม่ได้หรอก”
ขณะนั้นเขาก้มหน้าลงไปมองผู้คนที่อยู่เบื้องล่าง “คนพวกนี้ไม่ควรค่าแก่การที่ทั้งข้าและเจ้าจะเอาชีวิตไปเสี่ยง พวกเราไม่ใช่ยอดมนุษย์สิ่งที่จะปกป้องได้ก็มีแค่ตัวของตนเองเท่านั้น”
ทุกคนได้แต่เงียบงัน
ผิดหวังอย่างแรง!
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเวลานี้ทุกคนรู้สึกผิดหวังอย่างแรง
แน่ละเพราะมีเยี่ยฉวนและสถานศึกษาฉางหลาน แคว้นเจียงจึงยังอยู่อย่างสงบร่มเย็น ทว่าในตอนนี้ไม่ใช่ว่าพวกเขาถูกขับไสไล่ส่งโดยสำนักผู้ตรวจการเขตแดน ทว่ากลายเป็นพลเมืองที่พวกเขาเคยปกป้องนั่นเอง
โม่อวิ๋นฉีส่ายหน้าพลางถอนใจเฮือก “ศัตรูที่กล้าแกร่งไม่น่ากลัวเท่าพวกเดียวกันที่โง่เขลา”
ว่าแล้วคนพูดเหลือบมองมายังเยี่ยฉวน “ถ้างั้นข้าถามหน่อยว่าถ้าพวกเราออกไปแล้ว เราจะไปที่ไหนกัน?”
เยี่ยฉวนตอบว่า “นับจากนี้ให้แยกย้าย!”
“แยกย้าย!”
สายตาของทุกคนแสดงความพิศวงสงสัย
พลันโม่อวิ๋นฉียื่นหลังมือเข้าไปแต่บริเวณหน้าผากของเยี่ยฉวน พลางพึมพำว่า “หัวโขมยพี่เยี่ย เจ้า……เป็นอะไรหรือเปล่า?”
ทันใดนั้นเจี้ยนชูชูซึ่งอยู่อีกด้านส่งเสียงสนับสนุนว่า “พวกเราสมควรแยกย้าย!”
คนอื่นหันไปมองเจี้ยนชูชู ขณะที่หญิงสาวพูดเสียงอ่อนเบา “เวลานี้สำนักผู้ตรวจการเขตออกมาเคลื่อนไหวด้วยตนเอง ดังนั้นหลายต่อหลายสิ่งย่อมแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง พวกเราทำได้อย่างเดียวคือปกป้องตัวเองด้วยการแยกย้ายไปเสีย!”
ปกป้องตัวเอง!
เยี่ยฉวนพยักหน้า “ครั้งนี้มิใช่การแตกสานซ่านเซ็นจริงๆ ทว่าจะแบ่งคนทั้งหมดออกเป็นหลายส่วน ทุกคนจะออกจากที่แจ้งเข้าสู่ที่มืดและตั้งหน้าตั้งตาพัฒนาฝีมือด้วยตัวเอง”
โม่อวิ๋นฉีนิ่งคิดชั่วขณะจากนั้นจึงพูดว่า “ฟังดูเข้าท่า ตอนนี้สถานศึกษาฉางหลานของเราตกเป็นเป้าหมายของสำนักผู้ตรวจการเขตแดน และเราไม่มีกำลังพอที่จะต้านทานได้ไหว หนทางที่ดีที่สุดคือแบ่งกำลังออกเป็นหลายส่วน”
ถึงตอนนี้ทุกคนพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
เจี้ยนชูชูจึงพูดต่อให้ว่า “ถ้าฉางหลานยังมัวแต่ติดกันอยู่อย่างนี้ ไม่เพียงแต่มีศัตรูอย่างสำนักผู้ตรวจการเขตแดนแห่งเดียว ทว่ายังมีศัตรูอย่างพวกผู้ฝึกยุทธ์จากดินแดนศักดิ์สิทธิ์……และสถานการณ์กลับกลายเป็นหนีเสือปะจระเข้ ถ้าอย่างนั้นสู้เราถอยเสียดีกว่าและหาที่ซุ่มฝึกฝนพลัง อย่างนี้ก็ไม่เลวนักหรอก”
ชายหนุ่มพยักหน้าทำนองเห็นด้วย “เอาอย่างนี้แหละ! หลังจากแยกย้ายกันออกไปจากฉางหลานแล้ว ทุกคนหาที่หลบซ่อนและเร่งฝึกฝนพัฒนาฝีมือ ส่วนข้ามีเรื่องจะต้องไปจัดการ เมื่อเสร็จธุระแล้วข้าจะเรียกทุกคนกลับมารวมตัว และหวังว่าถึงตอนนั้นทุกคนจะอยู่ครบไม่มีใครหายไป!”
พลันสาวน้อยเจี้ยนชูชูเดินออกไปหยุดอยู่เบื้องหน้าเยี่ยฉวน “อย่าปล่อยให้เราต้องคอยนานละ!”
จากนั้นสาวน้อยก็ออกจากสถานที่ไปเป็นคนแรก
เยี่ยฉวนหันมาอีกทาง ซึ่งลู่จิ้วเก๋อ โม่หยวนและเฟิ่งหลานยืนรวมกลุ่มกัน
ชายหนุ่มเอ่ยกับคนทั้งสามด้วยเสียงนุ่มนวลแผ่วเบา “พวกท่านทั้งสาม เห็นทีมีแต่พวกท่านที่จะช่วยดูแลศิษย์ฉางหลานที่เหลือเหล่านี้ขอรับ”
โม่หยวนเป็นคนตอบพลางยิ้มน้อยๆ “อันที่จริงข้าตั้งใจไว้ว่าจะพาพวกเขาออกท่องยุทธภพให้ได้สักครั้ง”
เยี่ยฉวนผงกศีรษะ จากนั้นเขาขยับยกนิ้วชี้ก่อนชี้ออกไป พลันวงแหวนสัมภาระวงหนึ่งปรากฏออกเบื้องหน้าโม่หยวน “ภายในวงแหวนสัมภาระนี้บรรจุสุดยอดศิลาจิตวิญญาณร้อยล้านชิ้น ถึงแม้ว่าการถอยครั้งนี้เป็นเพียงชั่วครั้งชั่วคราว แต่ก็ไม่ควรชะลอการฝึกให้เนิ่นนาน”
อีกฝ่ายไม่ปฏิเสธและรับไป จากนั้นจึงเก็บงำไว้เป็นที่เรียบร้อยก่อนที่เขาและเฟิ่งหลานจะกลับออกไป
เยี่ยฉวนหันไปเผชิญหน้ากับลู่จิ้วเก๋อ ฝ่ายหลังพูดเบาๆ ว่า “สำนักผู้ตรวจการเขตแดนไม่ยอมปล่อยเจ้าไปง่ายๆ ตอนนี้พวกมันอาจไม่กล้าฆ่าเจ้าก็จริง ด้วยเวลาที่จำกัด พวกมันยังกล้าที่จะพุ่งเป้าหมายต่อเจ้าอย่างต่อเนื่อง นั่นย่อมหมายความว่าถึงแม้ ณ ตอนนี้พวกมันอาจไม่กล้าทำอันตรายต่อเจ้าแต่ภายหน้ามันทำแน่”
ชายหนุ่มพยักหน้า “เข้าใจแล้ว”
จากนั้นเขาขยับนิ้วมือและดีดออกไป พลันที่เบื้องหน้าลู่จิ้วเก๋อมีวงแหวนสัมภาระทะยานวาบออกมาปรากฏ “ในวงแหวนอันนี้มีสุดยอดศิลาจิตวิญญาณห้าร้อยล้านชิ้น กองทัพขุนศึกเต๋าแห่งฉางหลานต้องรบกวนท่านช่วยเป็นธุระดูแลพวกเขาด้วย”
สตรีตรงหน้าเก็บวงแหวนนั้นแล้วจึงตอบให้ว่า “ไม่ต้องเป็นห่วง เมื่อได้พบกันอีกครั้งเจ้าจะต้องประหลาดใจทีเดียว ดูแลสุขภาพ!”
จากนั้นคนพูดจึงหันกลับออกไป
ครานี้ถึงคิวของโม่อวิ๋นฉีและไป๋เจ๋อ ทั้งสองก้าวเท้ามาหยุดยืนต่อหน้าเยี่ยฉวนและเป็นโม่อวิ๋นฉียกมือขึ้นตบบ่าคนตรงหน้าเบาๆ “เมื่อใดที่เจ้าต้องการความช่วยเหลือขอให้บอก เจ้าไป๋เจ๋อกับข้าจะรีบมาหาในทันใด เพราะงั้นถ้าเจอกันอีกครั้งข้าจะเป็นฝ่ายไล่ตีเจ้าบ้าง”
“ถ้าเจ้าทำไม่ได้ จะว่าไง?” ไป๋เจ๋อหันมาถามทันที
อีกฝ่ายหันขวับมาตวาดเสียงลั่น “หุบปากน่า!”
จากนั้นไม่นานทั้งสองก็วิ่งออกไปวิวาทชกต่อย เมื่อทิ้งระยะไปไกลพอควรโม่อวิ๋นฉีจึงหันกลับมาโบกมือให้เยี่ยฉวน……
จึงเหลือเพียงทัวป้าเหยียนและจี้อันซื่อเท่านั้น
เยี่ยฉวนไปหยุดที่เบื้องหน้าจี้อันซื่อและเอ่ยกับอีกฝ่ายว่า “ข้ารับปากอาจารย์ใหญ่จี้ว่าจะทำให้ฉางหลานเป็นสถานศึกษาชั้นนำในโลกชิงฉาง ข้าจะรักษาสัญญาที่ให้ไว้!”
หญิงสาวพยักหน้า นางเงียบไปชั่วขณะจึงค่อยพูดขึ้นว่า “ข้าไม่มีที่ไป!”
ไม่มีที่ไป!
ชายหนุ่มจึงบอกว่า “ถ้างั้นเจ้าก็อยู่ที่นี่”
อีกฝ่ายเงยหน้ามองคนพูดทันควัน เยี่ยฉวนยิ้มให้จากนั้นเขาจึงดึงเอาหีบสีทองใบหนึ่งออกมาและส่งให้อีกฝ่าย ภายในหีบบรรจุหุ่นคนสิบสองมนุษย์ทองคำนั่นเอง!
ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆ “สบายใจได้ถึงพวกเราจะไปแล้ว ตราบใดที่ข้ายังมีชีวิตอยู่ไม่มีใครหน้าไหนกล้าบุกมาที่นี่!”
พลันนั้นเสียงของทัวป้าเหยียนพูดขึ้นว่า “กลับไปกับข้า!”
จี้อันซื่อหันขวับไปมองทัวป้าเหยียน ฝ่ายหลังจึงขยายความให้ว่า “กลับไปแคว้นหนิงกับข้า พวกเราจะได้ต่างฝ่ายต่างช่วยดูแลกัน ขืนเจ้าอยู่ที่นี่ต่อไปถึงยังไงปัญหาอาจตามมาอีกก็ได้”
หญิงสาวอีกฝ่ายนิ่งฟังอย่างใช้ความคิด จากนั้นจึงพยักหน้าตกลง
ทัวป้าเหยียนหันไปพูดกับเยี่ยฉวน “เจ้าจะทำอะไรต่อไป?”
ชายหนุ่มตอบ “ข้าต้องตามหาบางสิ่งและเมื่อพบแล้ว ข้าจะกลับมาหาพวกเจ้า”
ฝ่ายสตรีผงกศีรษะช้าๆ “งั้นข้าจะคอย!”
ต่อมานางจึงเดินออกไปพร้อมกับจี้อันซื่อ ทว่าเดินไปเพียงสองสามก้าวจี้อันซื่อชะงักฝีเท้าหยุดเดิน นางย้อนกลับไปยังเยี่ยฉวนและหยิบวงแหวนสัมภาระอันหนึ่งออกมา จากนั้นจึงยื่นให้ต่อหน้าชายหนุ่ม เมื่ออีกฝ่ายรับไปแล้วนางรีบหันกลับและดึงแขนของทัวป้าเหยียนพาออกจากที่นั่นไปอย่างรวดเร็ว
ในวงแหวนสัมภาระนั้นเต็มไปด้วยสารพัดอาหาร……
เยี่ยฉวนเห็นแล้วให้ยิ้มอย่างรู้สึกขำในใจพลางส่ายหน้าน้อยๆ ก่อนจะเก็บสิ่งนั้นเข้าที่
