บทที่ 506 เขาฝากมาบอกว่าไปตายซะ! (ปลาย)
“ข้าเป็นใคร งั้นหรือ?” ……
ชายวัยกลางคนนิ่งงัน แววตาฉงนงงงวยฉายวาบ จนครู่ใหญ่แววตาจึงเริ่มเปลี่ยนเป็นกระจ่างชัดขึ้น “เหลียนหย่วน ข้าคือเหลียนหย่วน ฮ่องเต้เหลียนหย่วน.” ……
“ฮ่องเต้เหลียนหย่วน?”
ชายชราคนตรงข้ามขมวดคิ้วนิ่วหน้า “ใครกัน ข้าไม่เคยได้ยินชื่อนี้.”
อีกฝ่ายผู้ที่มีนามว่าเหลียนหย่วนพลันสะบัดมือข้างขวา.
เปรี้ยง!
จู่ๆ ชายชรากระเด็นหวือห่างไปราวหลายร้อยลี้โดยไม่ทันตั้งตัว!
เมื่อหยุดชะงักลงในที่ไกลกว่าร้อยลี้ ชายชราจ้องเขม็งแววตาแฝงความหวาดหวั่นไปยังเหลียนหย่วน “เจ้า.”
เหลียนหย่วนหน้านิ่งเช่นเคย “ผู้ทรงเกียรติลู่แห่งสำนักผู้ตรวจการเขตแดนอยู่ไหม?”
พลันต่อมาชายวันกลางคนผู้หนึ่งทะยานมาปรากฏตรงเบื้องหน้าเหลียนหย่วน
ที่แท้คนที่เข้ามาใหม่คือผู้ทรงเกียรติลู่แห่งสำนักผู้ตรวจการเขตแดนนั่นเอง!
ผู้ทรงเกียรติลู่จ้องหน้าเหลียนหย่วนแน่แน่ว “ส่วนเจ้าคือ.?”
ฝ่ายเหลียนหย่วนส่ายหน้า “ข้าขี้เกียจอธิบายแล้วว่าข้าคือใคร ข้าเพียงมานี่เพื่อนำคำพูดฝากบอกของคนผู้หนึ่ง”
“เขาเป็นใคร?” อีกฝ่ายย้อนถาม
เหลียนหย่วนตอบว่า “เยี่ยฉวน!”
เยี่ยฉวน!
เพียงได้ยินชื่อ ผู้ทรงเกียรติลู่หรี่นัยน์ตาลงอย่างครุ่นคิด แววตาเยือกเป็นประกายวาวคมกริบ “คำพูดว่าอะไร?”
เหลียนหย่วนตอบซุ่มเสียงธรรมดา “เขาฝากมาบอกว่า ให้ไปตายซะ!”
“กล้าดียังไง!”
ผู้ทรงเกียรติลู่สีหน้าเหี้ยมเกรียม พลังบีบบดมหาศาลพุ่งตรงมายังเหลียนหย่วน ในขณะนั้นเองทั้งพื้นที่ว่างเปล่าและทั่วท้องฟ้ากว้างใหญ่ยังเกิดสั่นหวั่นไหวรุนแรง
หากทว่าถึงจะเผชิญหน้ากับพลังบีบบดอันน่าสะพรึงกลัว แต่สีหน้าของเหลียนหย่วนกลับไม่แปรเปลี่ยนเลยแม้แต่น้อย!
กระแสคลื่นพลันพุ่งออกจากฝ่ามือข้างขวา เกิดเป็นสายฟ้าสีเงินยวงอันทรงพลังที่พุ่งวาบ ฉับพลันต่อมาพลังกดดันก็หายวับไปทันทีอย่างไร้ร่องรอย
ข้างฝ่ายผู้ทรงเกียรติลู่มองดูด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
ชายแปลกหน้าหาใช่คนมีขั้นพลังธรรมดาสามัญไม่!
ผู้ทรงเกียรติลู่จ้องเหลียนหย่วนสายตาแน่วนิ่ง “เจ้าเป็นใครกันแน่?”
อีกฝ่ายหาใส่ใจตอบคำถามเพียงส่ายหน้าช้าๆ “ข้ารับคำพูดมาเท่านั้น เมื่อบอกแล้วข้าก็จะไป”
หลังจากนั้นคนพูดทำท่าหันกลับไปตามที่บอก ในขณะนั้นเองผู้ทรงเกียรติลู่ทะยานออกไปขวางหน้าเหลียนหย่วน ฝ่ายตรงข้ามพูดเสียงเย็นเยียบ “เจ้ามีฝีมือไม่เลว ทว่าคงไม่มีปัญญาจะสยบข้าได้!”
ผู้ทรงเกียรติลู่โต้เสียงห้าว “เจ้ากับเยี่ยฉวน.”
เหลียนหย่วนสั่นศีรษะ “ข้าไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเขา ที่มานี่เพื่อนำคำพูดมาบอกเขาฝากมาบอกเจ้าว่าให้ไปตายเสีย ก็แค่นั้น”
จากนั้นคนพูดไม่รอฟังคำตอบจากผู้ทรงเกียรติลู่ และทะยานไปถึงถึงสุดขอบฟ้าหายลับจากสายตาไปในเวลาอันรวดเร็ว
ผู้ทรงเกียรติลู่ยืนนิ่งขึงหน้าชาอยู่ตรงที่เดิม ไม่เคยมีใครดูถูกได้ถึงขนาดนี้!
พักใหญ่กว่าผู้ทรงเกียรติลู่จะค่อยๆ ข่มจิตใจให้สงบเยือกเย็นลง เขาเบนหน้าสายตาทอดมองเลยไปไกลแสนไกล “เจ้าออกไปสืบว่าเยี่ยฉวนอยู่ที่ไหนได้ความว่าอย่างไร?”
จากที่ที่คนมองออกไปเมื่อครู่พลันปรากฏมีชายสวมชุดดำคนหนึ่ง ชายคนดังกล่าวค้อมตัวแสดงคารวะต่อคนถาม “หลังจากออกไปจากแคว้นเจียง เขาได้หายตัวไปไม่มีใครรู้ว่าอยู่ที่ไหนขอรับ!”
ผู้ทรงเกียรติลู่จึงพูดอย่างใจเย็น “ตามหามันต่อไปแต่อย่าทำอะไรวู่วาม อีกอย่างเขามีน้องสาวอยู่คนหนึ่งใช่ไหม?”
ชายสวมชุดดำผงกศีรษะ “น้องสาวชื่อเยี่ยหลิง เวลานี้มีสถานะเป็นธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักเหมันตอุดร พลังของนางนับว่าร้ายกาจยิ่งนัก มีอายุเพียงเท่านี้หากสามารถสำเร็จขั้นผนึกยุทธ์ระดับแท้จริงแล้ว ถ้านางยังคงพัฒนาขั้นพลังได้อย่างรวดเร็วต่อไป ความร้ายกาจของนางจะเหนือกว่าเยี่ยฉวนพี่ชายอย่างแน่นอน”
หลังจากเงียบงันไปครู่หนึ่ง ผู้ทรงเกียรติลู่เอ่ยถามขึ้นมาว่า “ความสัมพันธ์ของสองพี่น้องเป็นอย่างไร?”
“ใช้ได้เลยทีเดียว!”
เสียงคนสวมชุดดำพูดต่อไป “ตั้งแต่เด็กพวกเขาเติบโตมาด้วยกัน จึงมีความรักใคร่กลมเกลียว น้องสาวเยี่ยหลิงเปรียบเสมือนไข่ในหินของเยี่ยฉวน! เพราะน้องคนนี้ในตอนนั้นเยี่ยฉวนถึงกับยอมเป็นอริกับฉางมู่……”
ผู้ทรงเกียรติลู่พึมพำเสียงแผ่ว “ถ้าเราได้เยี่ยหลิงมาอยู่ในกำมือ เราก็จะได้เยี่ยฉวนไปในตัว……”
อีกฝ่ายจึงพูดต่อด้วยน้ำเสียงขรึมเคร่งว่า “ผู้ทรงเกียรติลู่ เยี่ยหลิงมีสถานะเป็นธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักเหมันตอุดร สำนักนั้นไม่มีทางส่งนางให้สำนักผู้ตรวจการเขตแดนของเราอย่างแน่นอน แม้ว่าสำนักเหมันตอุดรจะไม่แข็งแกร่งเท่าสำนักเรา แต่ไม่ควรไปกระตุกให้พวกเขาหันมาต่อต้านเราในเวลานี้ อย่างน้อยในช่วงที่ฝ่าบาทกำลังฟื้นพลัง มีศัตรูน้อยไว้ก่อนน่าจะเป็นการดีกว่านะขอรับ!”
“ทำไมเราจะต้องกระตุกให้สำนักเหมันตอุดรหันมาต่อต้าน?” ผู้ทรงเกียรติลู่พูดเสียงแหบห้าว
“ท่านหมายความว่าอะไรขอรับ?” ชายสวมชุดดำย้อนถาม
ผู้ทรงเกียรติลู่หัวเราะหึๆ ก่อนพูดว่า “ข้ามีหลานชายอยู่คนหนึ่ง ถึงมันจะเป็นคนไม่เอาไหนแต่มีรูปร่างหน้าตาดี คงไม่ผิดนักถ้าข้าจะขอธิดาศักดิ์สิทธิ์ให้หลานชายของข้าคนนี้”
คนฟังมีทีท่าลังเล จากนั้นจึงถามไปว่า “ถ้าธิดาศักดิ์สิทธิ์ไม่ยินยอมล่ะขอรับ?”
อีกฝ่ายตอบด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมจริงจัง “เราไม่ได้ต้องการชีวิตของเยี่ยหลิง หากสำนักเหมัตอุดรไม่ตกลง แสดงว่าพวกมันไม่รู้อะไรควรอะไรไม่ควร! หลังจากนั้นเราก็ส่งคนไปกดดัน ไม่นานพวกเขาคงรู้เองว่าควรทำตัวยังไง ข้าไม่เชื่อว่าสำนักเหมันตอุดรจะกล้าทำตัวเป็นศัตรูกับสำนักผู้ตรวจการเขตแดนของเรา เจ้าจัดหาของกำนัลพร้อมกับยื่นข้อเสนอการแต่งงานส่งไปให้สำนักเหมันตอุดร ทีนี้เราจะได้รู้กันเสียทีว่าพวกเขาคิดยังไง!”
ว่าแล้วคนพูดจึงหันหลังกลับและจากไป
ต่อมาชายสวมชุดดำได้ขยับตามออกไปอย่างเงียบๆ ด้วยเช่นกัน
ณ หุบเขาหนานเหลียน เยี่ยฉวนยังคงกำลังฝึกฝนวิชากฎเต๋าแห่งความว่าเปล่าซึ่งได้รับมา!
ใช้พลังสุญญากาศ!
ในป่าทึบ เยี่ยฉวนกำลังยืนหันหน้าเข้าหาต้นไม้ใหญ่ ที่ด้านหลังเหน็บหีบกระบี่ ทันใดนั้นเองกระบี่เล่มหนึ่งทะยานวาบออกจากหีบที่บรรจุ จากนั้นกระบี่ได้ตวัดฟันฉับเข้าที่ต้นไม้โบราณซึ่งอยู่ห่างไปราว 60 ลี้
ในขณะที่กระบี่ห่างจากต้นไม้โบราณราว 4 ลี้เห็นจะได้ พลันเยี่ยฉวนยกมือข้างขวาขึ้นสูงและกำมือเข้าหากันทันที “เรือนจำ!”
ทันใดนั้นบริเวณแสกหน้าระหว่างหัวคิ้ว กฎเต๋าแห่งสุญญากาศเริ่มสั่นสะเทือนน้อยๆ เมื่อกระบี่บินของเยี่ยฉวนพลันชะงักหยุดกลางอากาศ และจากนั้นไม่ว่าเขาจะเร่งกระตุ้นอย่างไร กระบี่ก็ไม่อาจเคลื่อนไหวได้แม้สักกระผีกเดียว!
เรือนจำสุญญากาศ!
