บทที่ 430 ไม่มีใครมาทำร้ายคนของข้าได้ทั้งนั้น! (ปลาย)
……
ที่สำนักมารโลหิต ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใจกลางแผ่นดินใหญ่……
……
คนราวสามสิบได้มารวมตัวกันอยู่ภายในหอโถง บรรยากาศมีแต่ความเศร้าซึมคละเคล้ากลิ่นคาวโลหิต……
..
ด้านบนสุดของที่ประชุม ชายวัยกลางคนสวมชุดดำบนม้านั่งประจำที่ เขาผู้นี้คือเสวียเยว่ เจ้าสำนักมารโลหิต!
พื้นที่ด้านล่างเบื้องหน้า ชายชราใบหน้าถมึงทึงกำลังบอกเล่าเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในแผ่นดินชิง “อาวุโสแห่งสำนักมารโลหิตถูกสังหารไปพร้อมกับศิษย์ฝีมือดีของเรากว่าสามสิบคนขอรับ พวกเขายังถูกตัดหัวเอาเสียบประจานไว้ที่หน้าประตูเมืองชายแดน ส่วนร่างก็ถูกนำไปทิ้งให้ฝูงสุนัขป่าและแร้งการุมกัดแทะ……”
คนหยุดพูดทันควันก่อนเงยหน้าขึ้นมองเสวียเยว่ “ศีรษะของนายน้อยก็ถูกไอ้เยี่ยฉวนตัดและเสียบประจานไว้ที่ประตูเมืองชายแดนเหมือนกันขอรับ”
ทั่วทั้งหอโถงพลันเงียบกริบ
เสวียเยว่นิ่งฟังสีหน้าเรียบเฉย ไม่มีใครล่วงรู้ว่าเขากำลังคิดอะไร
เมื่อเงียบไปได้สักพัก ชายชราจึงพูดขึ้นอย่างโกรธจัดว่า “เยี่ยฉวนทำเช่นนี้เท่ากับรังแกกันรุนแรงเกินไป เท่ากับไม่เกรงใจสำนักมารโลหิตเลย!”
พลันเงยหน้าพูดกับเสวียเยว่ “ท่านเจ้าสำนัก พวกเราต้องแก้แค้นมันนะขอรับ”
เมื่อนั้นทุกคนในหอโถงพากันพยักหน้าทำนองเห็นด้วยกับคนพูด
เสวียเยว่มองหน้าคนพูด ก่อนจะถามขึ้นว่า “เจ้ารู้ไหมว่าเยี่ยฉวนเป็นใคร?”
คนถูกถามหน้าตาตื่นตะลึงพลางสั่นศีรษะขณะตอบว่า “ข้าจะไปรู้จักคนป่าเถื่อนพวกแผ่นดินชิงนั่นได้อย่างไรขอรับ? ข้า..”
เจ้าสำนักโต้สวนแย้งคำคนชราทันที “คนป่าเถื่อนงั้นหรือ? คนป่าเถื่อนที่เจ้าว่าสามารถสังหารผนึกยุทธ์ทั้งที่เขาเป็นแค่ผสานเทพ! อายุยังไม่เต็มยี่สิบด้วยซ้ำ!”
ชายชราท่าทางสับสนงงงัน “ถ้างั้น……”
เสวียเยว่ค่อยหลับตาลงขณะพูดว่า “พวกเราต้องแก้แค้นสักวันหนึ่ง ทว่าตอนนี้เราสู้มันไม่ได้ต้องหาคนมาช่วย! ข้าจะไปขอความช่วยเหลือจากสำนักมารอสูร แต่ก่อนที่ข้าจะกลับมา ห้ามผู้ใดเข้าไปแผ่นดินชิงเพื่อตามหาเยี่ยฉวนเด็ดขาด!”
หลังจากนั้น คนพูดได้หายวับไปจากสถานที่ทันที
ที่สำนักเหอฮ่วน
เวลานั้นที่สำนักเหอฮ่วนก็ไม่ต่างอะไรกับสำนักมารโลหิต สมาชิกในสำนักแสดงสีหน้าท่าทางดุร้าย
ทันทีที่ได้รับทราบว่าคนผนึกยุทธ์หลายคนของสำนักถูกฆ่าตายหมด
ทั่วทั้งหอโถงเต็มไปด้วยความฮึกเหิม สมาชิกกำลังถกเถียงเรื่องวิธีที่จะต่อสู้กับเยี่ยฉวน รวมทั้งล้างแค้นให้กับผู้เฒ่าเหอฮ่วนและคนอื่นที่ตายลง
ลี่หยวน เป็นชายวัยกลางคนผู้เป็นเจ้าสำนักเหอฮ่วน นับตั้งแต่ที่เริ่มจนกระทั่งตอนนี้ เขาไม่เอ่ยปากพูดเลยทว่าฟังนิ่งเงียบอย่างเดียว
เมื่อเสียงภายในหอโถงค่อยๆ เบาลง ทุกคนจับตาดูปฏิกิริยาของลี่หยวน
ด้วยสิ่งที่ทุกคนรับรู้ไม่ว่าจะทำการใดๆ ก็ตาม ต้องได้รับความเห็นชอบจากคนที่อยู่เบื้องหน้าเสมอ!
เมื่อเห็นว่าทุกคนอยู่ในความสงบแล้ว ลี่หยวนจึงเปิดเปลือกตาและกล่าวขึ้นว่า “ข้าคิดดูแล้วว่าเรื่องนี้มีสองประเด็น ประเด็นที่หนึ่งเยี่ยฉวนกำราบสถานศึกษาฉางมู่ในแผ่นดินชิงและกำจัดกลุ่มดินแดนอันธการให้ออกไปจากแผ่นดินชิงได้ ประเด็นที่สองจนบัดนี้เขายังมีชีวิตอยู่ อีกทั้งสำนักเหมันตอุดรไม่ได้มีคำอธิบายเพื่อให้เกิดความกระจ่างใดๆ ทั้งสิ้น”
ทุกคนในหอโถงหันไปสบตากัน ถึงตอนนี้พวกเขาตระหนักแน่แก่ใจแล้วว่าเรื่องนี้มิใช่ง่ายดาย!
ลี่หยวนมองหน้าแต่ละคนในที่นั้นไล่เรียงทีละใบหน้า “สถานศึกษาฉางมู่แข็งแกร่งกว่าสำนักเหอฮ่วนเรานัก ถึงกระนั้นพวกเขายังทะอะไรเยี่ยฉวนไม่ได้ พวกเจ้ายังคิดว่าเรื่องนี้สามารถจัดการได้ง่ายดายอีกหรือ?”
ชายชราคนหนึ่งถามโพล่งขึ้นทันที “งั้นพวกเราควรปล่อยเลยตามเลยงั้นหรือ?”
คนเจ้าสำนักหันไปมองคนถาม “ถ้าพวกเราขืนต่อสู้กับเขาไป สำนักเหอฮ่วนคงจบสิ้นไม่มีเหลือ!”
ชายชราก้มหน้า นิ่งเงียบ
ลี่หยวนหลับตาลงช้าๆ พลางพูดต่อไปอีกว่า “แจ้งคำสั่งของข้า ศิษย์ของสำนักเหอฮ่วนทุกคนให้ยุติการบุกเข้าไปในแผ่นดินชิง ส่วนการแก้แค้น……ข้าจะสืบเรื่องคนผู้นั้นด้วยตัวเองแล้วค่อยตัดสินใจอีกครั้งว่าจะแก้แค้นหรือไม่!”
จากนั้นเขาก็ผุดลุดขึ้นและหายวับไปจากหอโถงทันที
.
บนเรือเหาะ
เยี่ยฉวนยืนตรงหัวเรือที่เดิม เขายังคงครุ่นคิดเกี่ยวกับปริศนาแห่งคุณธรรมและความชั่วร้าย!
กระบี่แห่งเต๋ามีทั้งคุณและความชั่วร้าย สำหรับเขาแล้วเริ่มที่จะกระจ่างแจ้งในพลังปณิธานกระบี่คุณธรรมและความชั่วร้าย!
ถึงจะฝึกฝนทั้งกระบี่เต๋าและปณิธานกระบี่ด้วยระยะเวลาที่ยาวนาน
เยี่ยฉวนก็ยังไม่มีความแม่นยำในเรื่องแนวคิดแห่งคุณธรรมและความชั่วร้ายสักเท่าไร! ด้วยมีหลายครั้งหลายหนที่คนดีกลายเป็นคนชั่ว และคนชั่วไม่ถึงกับชั่วร้ายอย่างแท้จริง……
ดังนั้นเยี่ยฉวนจึงยืนนิ่งอยู่ในภวังค์ความคิดเป็นเวลาหนึ่งวันกับหนึ่งคืนเต็มๆ เช้าวันถัดไปเรือเหาะได้ทะยานเข้าสู่บริเวณแนวเทือกเขาลูกหนึ่ง
ตลอดการเดินทาง เหลียนว่านลี่รวมทั้งคนอื่นไม่มีใครรบกวนเยี่ยฉวน
ราวหนึ่งชั่วยามต่อมาเรือเหาะจึงหยุดนิ่งลง
เหลียนว่านลี่และอาจั้วผู้ติดตามทะยานลงจากเรือเหาะไปก่อน ด้านหลังมีโม่อวิ๋นฉีและคนอื่นที่เหลือ พร้อมทั้งทั่วปาเซียวเหยาที่วิ่งตามไปด้วย
เด็กสาววิ่งกระหืดกระหอบตามไปจนทันกัน!
ฝั่งตรงข้ามที่ทุกคนอยู่มีภูเขาสองลูกสูงตระหง่าน โดยแยกจากกันด้วยช่องว่างคั่นกลางมีความกว้างหลายสิบจั้ง มีเส้นทางปรากฏระหว่างเขาทั้งสองลูก อีกด้านหนึ่งของภูเขาเป็นท้องทะเลกว้างใหญ่
เส้นทางนี้เป็นหนทางเดียวที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์และแผ่นดินฉางหลานจะเข้าสู่แผ่นดินชิง เส้นทางที่ปรากฏระหว่างภูเขาสองลูกถูกเรียกขานว่าเส้นทางสายไหมสู่แผ่นดินชิง
การเดินทางไปยังแผ่นดินชิงต้องผ่านเส้นทางสายนี้!
เหลียนว่านลี่ยืนอยู่ด้านหน้ากลุ่มคน วันนี้นางสวมผ้าคลุมลวดลายนกเฟิ่งหวงสีดำและสวมมงกุฎนกเฟิ่งหวงดำประดับบนศีรษะ บนใบหน้าแผงขนตายาวงอนหนาขึ้นเล็กน้อย ท่าทีเยือกเย็นและเคร่งขรึม
ทันใดนั้นชายสวมชุดดำคนหนึ่งกำลังมุ่งหน้ามาแต่ไกล ท่าทางรีบรุดมาด้วยความเร็วเต็มพิกัดจึงชั่วพริบตาเดียวเขาได้มาถึงยังเบื้องหน้าเหลียนว่านลี่แล้ว จากนั้นก็ทรุดเข่าลงกับพื้นข้างหนึ่งก่อนรายงานเร็วรี่ “ฝ่าบาท มีกลุ่มคนยอดฝีมือในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่มาจากดินแดนฉางหลาน กำลังจะเข้าสู่เส้นทางสายไหมแผ่นดินชิงแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
เหลียนว่านลี่เอ่ยถามเสียงเรียบ “พวกมันมากันกี่คน?”
ชายสวมชุดดำรายงานแทบไม่ต้องคิด “ในจำนวนคนที่มามีคนขั้นผนึกยุทธ์ 16 คน คนขั้นสุดยอดผสานเทพ 321 คน มีหกกองกำลังชั้นเยี่ยมและจอมยุทธ์จากตระกูลใหญ่หลายคน นอกจากนั้นคนในทำเนียบยอดคนมาด้วยเจ็ดคน รวมทั้งยอดคนลำดับที่ 26 ลำดับที่ 17 ลำดับที่ 15 ลำดับที่ 13 ลำดับที่ 10 และลำดับที่ 4 พ่ะย่ะค่ะ”
“ทำเนียบยอดคนลำดับที่ 4 งั้นหรือ?” เสียงของทั่วปาเซียวเหยาถามมา
เด็กสาวซึ่งยืนฟังอยู่ไม่ไกลกันนัก มองชายสวมชุดดำเขม็งแววตาแสดงว่าประหลาดใจต่อสิ่งที่ได้ยินไม่น้อย
อีกฝ่ายหันมาพยักหน้า “ขอรับ!”
เมื่อได้รับคำตอบยืนยันแน่ชัด ทั่วปาเซียวเหยามีสีหน้าครุ่นคิด พลันหันหน้ามองไปในท้องฟ้าไกลออกไปพลางพึมพำขึ้นว่า “วันนี้ท่าทางอากาศจะไม่เป็นใจ ไม่เหมาะที่จะต่อสู้เสียแล้ว!”
เหลียนว่านลี่ผงกศีรษะ “ข้าว่า……จริงอย่างที่เจ้าพูด! พวกเราถอยก่อน!”
ว่าแล้วคนพูดก็หันหลังขวับ กลับออกไปทันควัน
คนอื่นมองตามด้วยความงุนงง
