บทที่ 429 ไม่มีใครมาทำร้ายคนของข้าได้ทั้งนั้น! (ต้น)
……
บนเนินเขา เหลียนว่านลี่มองเยี่ยฉวนแน่วนิ่งครู่หนึ่ง จึงตอบว่า “เจ้าก็เหมือนคนอื่นทั่วไป!” ……
……
น้ำเสียงยืนยันหนักแน่น ทั้งยังพูดจาไม่เห็นแก่หน้าเขาเลยสักนิด……
..
เยี่ยฉวนหน้าง้ำ เสียงบ่นอุบ “แม่นางเหลียน ดูเหมือนเจ้ายังไม่รู้จักข้าดีพอ! แต่เอาเถอะ ข้าไม่สนใจว่าเจ้าจะรู้สึกยังไงอยู่แล้ว ข้าจะ……”
ทันใดนั้นเหลียนว่านลี่ซึ่งยืนต่อหน้า นางหันขวับมาพร้อมกับเงื้อฝ่ามือขึ้นตวัดตบเยี่ยฉวนอย่างรวดเร็ว
ชายหนุ่มหน้าเผือดวูบ พลันก้าวเท้าออกไปและใช้มือฟาดสกัดฝ่ามือที่พุ่งเข้ามาของเหลียนว่านลี่ ถึงกระนั้น ทันทีที่ปะทะกันพลันสีหน้าของเยี่ยฉวนแปรเปลี่ยนสิ้นเชิง ด้วยคนรู้สึกได้สัมผัสอ่อนนุ่มราวปุยนุ่นก็ปาน!
เยี่ยฉวนตั้งใจจะหยุดยั้งในตอนนั้น ทว่าหญิงสาวอีกฝ่ายกลับคว้าข้อมือของเขาไว้อย่างรวดเร็ว เหลียนว่านลี่ออกแรงกระตุกข้อมือดึงตัวคนให้พุ่งเข้าหา ขณะเดียวกันนางก็เตะกระทุ้งเข้าที่ท้องน้อยของเขาอย่างแรง
เปรี้ยง!
เยี่ยฉวนผงะกระเด็นไปกว่าสามสิบจั้ง!
ชายหนุ่มพูดชักเคือง จึงถามอย่างโกรธๆ “เจ้าเป็นบ้าอะไร?!”
สตรีทอดสายตามองชายหนุ่ม ตอบด้วยน้ำเสียงไม่ส่ออารมณ์ในขณะนั้นชัดเจนนัก “เกิดรู้สึกคันไม้คันมือขึ้นมา อยากจะฟาดคนสักหน่อย!”
ยิ่งได้ยินคำตอบเยี่ยฉวนรู้สึกถึงความโกรธที่พลุ่งขึ้นเป็นริ้ว พลันร่างกายขยับเคลื่อนไหวและทะยานเข้าหาเหลียนว่านลี่ทันที
หญิงสาวสีหน้าเรียบนิ่งดุจไม่รู้ร้อนหนาว เหลียนว่านลี่กดปลายเท้าลงกับพื้นก่อนที่ร่างซึ่งทะยานลอยตัวขึ้นจะเลือนรางและแปลกประหลาดน่าพิศวง ด้วยร่างกายของสตรีกลับพร่าเลือนประหนึ่งช่องอากาศเบื้องหน้ากำลังบิดเบือน!
เยี่ยฉวนพุ่งเข้ามาถึงพร้อมกระแทกหมัดลุ่นออกไป!
แรงปะทะแห่งหมัดอัดแน่นด้วยพลังเคล็ดวิชาต่อสู้อยู่เต็มเปี่ยม!
ทว่าฉับพลันนั้น……
เปรี้ยง!
ร่างของเขากลับเป็นฝ่ายผงะถอยหลังไปอย่างต่อเนื่องไกลกว่าสามสิบจั้งอีกครั้ง!
เยี่ยฉวนชะงักหยุดนิ่งลงกับที่ เขาไม่เคลื่อนออกปะทะอีกเลย ทั้งสีหน้าค่อนข้างเคร่งขรึมกว่าปกติ
เหลียนว่านลี่ไพล่มือข้างขวาไว้ด้านหลังเอ่ยขึ้นว่า “ชักกระบี่ออกมา!”
เยี่ยฉวนไม่ลังเลแม้แต่น้อย จึงสะบัดมือชี้ออกไปพลันลำแสงกระบี่ทะยานวาบ เขามีเจตนาพุ่งตรงเข้าหาคนตรงหน้าโดยแท้จริง
เหลียนว่านลี่ไม่มีทีท่าว่าจะหลบหลีก ทว่าทันทีที่ลำแสงซึ่งพุ่งตรงเข้ามา เพียงระยะห่างจากร่างราวสองชุ่น พลันแสงกระบี่หยุดนิ่งและพร่าเลือนทันที ไม่ใช่สิ ลำแสงกระบี่มิได้พร่าเลือนหากเป็นช่องอากาศนั้นต่างหากที่บิดเบือน และลำแสงกระบี่ถูกสกัดโดยช่องอากาศที่ว่านั่น!
ด้วยเหตุนี้ ลำแสงกระบี่ซึ่งพุ่งเข้ามาจึงกลายสภาพเลือนรางลงทุกทีๆ กระทั่งเลือนหายไปในที่สุด
เยี่ยฉวนนิ่งมองได้แต่เงียบงัน
เหลียนว่านลี่มองดูชายหนุ่มตรงหน้าก่อนจะพูดว่า “พลังผนึกยุทธ์คือสามารถแยกแยะจริงและลวง ความลวงคือการสำเร็จขั้นผนึกยุทธ์แต่ไม่อาจเข้าถึงความลี้ลับของมันก็คือการใช้พลังบรรยากาศ มีเพียงคนที่สำเร็จขั้นผนึกยุทธ์อย่างแท้จริงเท่านั้น จึงเข้าถึงความลี้ลับและสามารถใช้พลังบรรยากาศได้”
นางหันมามองเยี่ยฉวนตรงๆ “ในแผ่นดินชิงมีไม่กี่คนที่ทำได้ แต่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์มีคนที่ทำได้มากมาย เมื่อไปถึงเทือกเขาหว่านชิวเราจะได้พบกับคนพวกนั้น ถ้าเจ้ายังขืนประมาทพลังผนึกยุทธ์อยู่อย่างนี้ เจ้าจะต้องพบกับความเจ็บปวดจากการสูญเสียอย่างแน่นอน”
เยี่ยฉวนนิ่งงันเป็นครู่ใหญ่ ต่อมาชายหนุ่มผงกศีรษะอย่างยอมรับก่อนพูดว่า “ขอบคุณที่ชี้แนะ!”
ไม่ต้องแปลกใจเลยว่าเหลียนว่านลี่เป็นคนหนึ่งที่บรรลุขั้นพลังผนึกยุทธ์แท้จริง!!
แม้ว่าเยี่ยฉวนและเหลียนว่านลี่จะไม่ได้ต่อสู้กันอย่างจริงจัง ได้ประมือกันแค่สองกระบวนท่าเขาก็รู้ซึ้งถึงพลังที่น่าสะพรึงกลัวของขั้นผนึกยุทธ์แท้จริงแล้ว!
เขาไม่ควรมีความคิดฉาบฉวยกับกระบี่เต๋า!
เสียงของเหลียนว่านลี่พูดขึ้นอีกว่า “อีกหนึ่งวันครึ่งพวกเราจะออกเดินทางไปเทือกเขาหว่านชิว แจ้งคนของเราให้เตรียมพร้อมทันที!”
จากนั้นคนพูดจึงกลับออกไปพร้อมด้วยสตรีสวมเกราะ
เมื่อเยี่ยฉวนกลับไปถึงยังหอโถงฉางหลาน เขาจึงเรียกประชุมทุกคนไม่ว่าจะเป็นจี้อันซื่อ โม่อวิ๋นฉี และคนอื่นๆ
ภายในหอโถงแห่งนั้น เวลานี้จึงมีบุคคลสำคัญของฉางหลานมาร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน
ถัดมาอีกหนึ่งชั่วยาม เยี่ยฉวนจึงกลับออกจากหอโถงฉางหลานไป โดยมีผู้ติดตามเพียงสามคนคือจี้อันซื่อ โม่อวิ๋นฉีและไป่เจ๋อ
ชายหนุ่มไม่ได้เรียกกองกำลังขุนศึกเต๋า ด้วยในเวลานี้มีกองกำลังจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์เข้ามามากมาย อีกทั้งยังมีก๊กสำนักต่างๆ กองกำลังขุนศึกเต๋าจึงต้องอยู่ปกป้องแผ่นดินชิงคอยขัดขวางพวกที่รุกรานเข้ามา
บนเรือเหาะ เยี่ยฉวนยืนนิ่งอยู่ที่ส่วนหัวเรือ ท่าทางกำลังครุ่นคิดล้ำลึกโดยมือทั้งสองกำเสาเรือเกร็งแน่น
ปกป้องแผ่นดินชิง!
ชายหนุ่มไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะกลายเป็นคนมีความสามารถถึงขนาดนี้! ด้วยไม่เคยมีความคิดว่าตนเองเป็นวีรบุรุษ หรือคนเก่งกาจมาแต่ไหนแต่ไร!
ทว่าบัดนี้เขาจะได้มีส่วนช่วยปกป้องแผ่นดินชิง!
คิดแล้วเยี่ยฉวนเองก็แทบไม่อยากเชื่อ!
เขากลายเป็นคนยิ่งใหญ่เมื่อไรกัน?
แต่ยังไงเสีย……เขาก็ต้องไป!
แคว้นเจียงเป็นแคว้นถิ่นเกิดและเป็นบ้าน ทั้งเพื่อนสนิทมิตรสหาย คนที่นับเป็นพี่น้องและศิษย์ฉางหลานต่างก็อยู่ที่นั่น
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในแคว้นเจียง เขาได้ตระหนักว่ามีมนุษย์ที่กลายเป็นคนชั่ว! ในธรรมชาติของคนมีความชั่วชนิดไร้ขีดจำกัด!
ถึงกระนั้น คนกล้าแกร่งมากมายที่กำลังมาจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ล้วนไร้ความเป็นมนุษย์จนหมดสิ้นแล้ว พวกมันกลายเป็นจิ้งจอกกระหายเลือด ถ้าเขาขืนปล่อยให้คนเหล่านั้นเหยียบเข้ามาในแผ่นดินชิง ทั้งแคว้นเจียงและแคว้นหนิง เยี่ยฉวนพอจะนึกภาพออกว่าสองแคว้นต้องเผชิญกับความน่าพรั่นพรึงขนาดไหน!
ในโลกของผู้เยี่ยมยุทธ์ มีคนแข็งแรงน้อยคนที่จะให้ความเมตตาต่อคนที่อ่อนแอ ทั้งยังมีบ่อยครั้งด้วยซ้ำไปที่คนแข็งแรงมักกลั่นแกล้งและปล้นชิงเอาจากคนที่อ่อนแอ
เขาไม่ได้อยากเป็นวีรบุรุษคอยช่วยเหลือคนนั้นคนนี้และไม่เคยคิดที่จะเป็น เพียงแค่ต้องการปกป้องคนรอบข้างให้ปลอดภัยก็เท่านั้น!
พูดง่ายๆ แม้แต่พระเจ้าก็ไม่เคยทำร้ายคนของพระองค์!
ขณะนั้นกลิ่นหอมอ่อนๆ โชยมาแตะจมูก สตรีนางหนึ่งปรากฏตัวขึ้นทางด้านข้างเยี่ยฉวน
เหลียนว่านลี่
หญิงสาวชะโงกตัวมองลงไปยังเบื้องล่างใต้เรือเหาะ เสียงพูดแผ่วเบา “ดูสิทั้งแม่น้ำทั้งภูเขาช่างเป็นภาพที่สวยงาม สวยงามอะไรอย่างนี้! ทว่าเบื้องหลังภาพที่สวยงาม มีทั้งความตายและเลือดเนื้อทับถมอยู่มากมายนับไม่ถ้วน”
คนพูดชะงักหยุดหันมองเยี่ยฉวนและว่า “ก่อนหน้านี้ข้าคิดเสมอว่าเป็นเพราะพลังอาจารย์ของเจ้าทำให้แผ่นดินชิงต้องมีอันเป็นไป ต่อมาข้าจึงรู้ว่าที่คิดเช่นนั้นมันผิด ความจริงแล้วสาเหตุที่แผ่นดินชิงต้องเป็นเช่นนี้เพราะสันดานของมนุษย์ต่างหาก คนดีกลายเป็นชั่วและคนชั่วกลายเป็นชั่วกว่าเดิม!”
คุณธรรมและความชั่วร้าย!
เยี่ยฉวนเงียบงัน สีหน้าเหม่อลอย
กระบี่เต๋าของเขามีทั้งพลังปณิธานคุณธรรมและความชั่วร้าย ทว่าอะไรคือคุณธรรม? อะไรคือความชั่วร้าย?
ชายหนุ่มยืนนิ่งอยู่ที่หัวเรือที่เดิม และท่าทางตรึกตรองอยู่ในที
เหลียนว่านลี่มองเยี่ยฉวนนิ่งอยู่ชั่วขณะ จึงแยกกลับไป
นางเข้าใจดีว่าเยี่ยฉวนต้องการเวลาเพื่อศึกษาใคร่ครวญบางสิ่งบางอย่าง
เรือเหาะลำนั้นยังคงแล่นไปเรื่อยๆ และเคลื่อนเข้าใกล้เทือกเขาหว่านชิวขึ้นทุกขณะ
