Skip to content

หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ 512


บทที่ 512 ของปลอม! (ปลาย)

ราวสองวันถัดมา เรือเหาะได้ลอยลำมาถึงทะเลบริเวณที่เป็นหมู่เกาะ……

พลันมีเสียงประกาศบนเรือเหาะ “ท่านผู้โดยสาร! เบื้องหน้าที่เห็นเรียกว่าหมู่เกาะสหัสเมฆา บนเกาะแห่งนี้มีกองกำลังและโจรสลัดแวะเวียนมาตลอดฤดูกาล ขอได้โปรดใช้ความระมัดระวัง” ……

ขณะนั้นเยี่ยฉวนเดินออกมาด้านนอกบริเวณดาดฟ้าเรือ ชายหนุ่มมักจะออกมาสัมผัสแสงแดดยามเที่ยงวันเกือบทุกวัน ถึงตอนนี้เขาก็ไม่ได้เปิดเผยใบหน้าที่แท้จริง ทว่าคงสวมผ้าคลุมสีเทาผืนใหญ่ซึ่งคุลมได้ทั้งร่างกาย

ในโลกชิงฉางเรื่องที่สำนักผู้ตรวจการเขตแดนต้องการตัวเยี่ยฉวนนั้นมิใช่ความลับแต่อย่างใด เขาไม่ได้กลัวปัญหาทว่าก็ไม่อยากให้เกิดปัญหาขึ้นอีก

ทำตัวไม่โดดเด่นเข้าไว้จะดีกว่า!

ขณะนั้นบุรุษและสตรีคู่หนึ่งเดินมาหยุดยืนใกล้ๆ เยี่ยฉวน บุรุษนั้นสวมผ้าคลุมสีขาวและในมือถือพัดทำจากหยกขาว บุคลิกหน้าตาดูดีทีเดียว สตรีอีกคนสวมชุดยาวสีเขียวหยก สวยสง่าและงดงาม

ฝ่ายชายหันมามองเยี่ยฉวนอย่างพิจารณาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าและถามยิ้มๆ ว่า “เจ้าก็คงหนีออกมาจากแผ่นดินชิงเหมือนกันล่ะสิ?”

“หนี?”

เยี่ยฉวนเบนหน้ามาทางบุรุษคนถามด้วยความฉงนฉงาย

คนพูดส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “ตอนนี้แผ่นดินชิงล่มสลายจนเกือบหมดแล้ว ตระกูลผู้มีอำนาจและจอมยุทธ์ต่างหาทางหนีออกจากที่นั่นเพื่อไปดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ท้ายที่สุดแล้วดินแดนศักดิ์สิทธิ์ถือว่าเป็นที่ที่มีความสงบที่สุดในโลกชิงฉางในตอนนี้

เยี่ยฉวนฟังพลางพยักหน้า อีกทั้งพอจะเข้าใจอยู่บ้าง

ยามทุกข์ภัยถาโถม ต่อให้ร่ำรวยล้นฟ้าและเป็นตระกูลยิ่งใหญ่เก่าแก่เพียงใดยังยากจะต้านทาน คนเหล่านี้มีความสามารถในการหลีกหนีปัญหา คนทั้งสองที่อยู่ตรงหน้านี่ก็เช่นกัน พวกเขาคงมาจากตระกูลมหาเศรษฐีเก่าแก่สักตระกูลเป็นแน่

ยามนี้คนที่เดือดร้อนจริงๆ มีแต่คนชั้นต่ำที่มีฐานะยากจนเท่านั้น

พลันบุรุษผู้ดีก็พูดขึ้นมาว่า “ความจริงสาเหตุมาจากเจ้าเยี่ยฉวนคนเดียว แผ่นดินชิงจึงตกอยู่ในสภาพเช่นนี้!”

เยี่ยฉวนถึงกับหน้าเหลอ “……”

คนพูดสะบัดพัดที่กำลังถืออยู่และฟาดกับฝ่ามืออีกข้าง นัยน์ตาเป็นประกายอย่างโกรธขึ้ง “ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็แล้วแต่ เพราะเยี่ยฉวนได้สร้างความขัดเคืองให้สำนักผู้ตรวจการเขตแดนจนต้องออกหมายจับ และเพราะมีการออกหมายจับก็เลยทำให้สำนักมารอสูรกับสำนักมารภูตผีแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์เกิดความสนใจ ต่อให้เยี่ยฉวนตายสัก 10,000 ครั้งก็ไม่อาจชดเชยให้กับอาชญากรรมที่มันเป็นคนก่อ!”

ขณะที่เยี่ยฉวนขยับจะอ้าปากโต้แย้งนั้น พลันสตรีที่มาด้วยกันกับอีกฝ่ายพูดทันทีว่า “ท่านพี่ ไม่ควรกล่าวโทษว่าเป็นความผิดของเยี่ยฉวนเลยเจ้าค่ะ ตามความเห็นของข้าคิดว่าควรโทษว่าเป็นความผิดของสำนักผู้ตรวจการเขตแดนมากกว่า เพราะประการแรกพวกเขาทำเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ พวกจอมยุทธ์จากดินแดนศักดิ์สิทธิ์จึงได้กล้าบุกรุกมายังแผ่นดินชิง หากไม่ได้รับอนุญาตมีหรือพวกมันจะกล้า? ประการที่สอง ถึงแม้เยี่ยฉวนจะสร้างความขุ่นเคืองแก่สำนักผู้ตรวจการเขตแดน เหตุใดพวกเขาจึงไม่ลงมือสังหารเสียเอง? ข้าละเป็นห่วงว่าเยี่ยฉวนจะเป็นเพียงแพะรับบาป ให้สำนักผู้ตรวจการเขตแดนใช้เป็นข้ออ้างจนปล่อยให้จอมยุทธ์ต่างถิ่นจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์เข้ามาในแผ่นดินชิงเสียมากกว่า!”

เมื่อได้ฟัง เยี่ยฉวนอดไม่ได้จึงเบนหน้าหันไปทางสตรีผู้พูด สีหน้าบ่งชัดว่าออกประหลาดใจไม่น้อย

บุรุษคู่สนทนาทำเสียงฮึดฮัด “เจ้าไม่รู้อะไร! เพราะเจ้าเยี่ยฉวน สำนักผู้ตรวจการเขตแดนก็เลยโกรธคนทั้งแผ่นดินชิงยังไงล่ะ ถ้าไม่มีมันเรื่องทั้งหมดนี้ก็จะไม่เกิดขึ้น ไอ้เยี่ยฉวนมันเป็นตัวหายนะชัดๆ ไอ้……”

ทันใดนั้น เยี่ยฉวนหันขวับพร้อมฟาดฝ่ามือตบเข้าที่ใบหน้าของคนพูดอย่างแรง

ฉาด!

เสียงตบหน้าดังฉาดสะท้านไปในบริเวณ ร่างของบุรุษผู้ดีลอยละลิ่วกระเด็นไปหลายจั้ง

ภาพที่ปรากฏทำให้ผู้โดยสารที่อยู่บนเรือเหาะต่างอยู่ในอาการตกตะลึง

เสียงร้องดังจากคนข้างเยี่ยฉวน สตรีหันมามองต้นเหตุด้วยสายตาหวาดกลัว “ทะ……ทำไม เจ้าต้องตบหน้าเขา!”

คนถูกถามกลับตอบเสียงเรียบ “ข้าไม่เคยเห็นใครงี่เง่าเหมือนเจ้านั่นมาก่อน เลยอยากสั่งสอนก็เท่านั้น!”

สตรีอีกฝ่ายงงงัน “……”

ไม่ไกลนักคนที่ถูกเยี่ยฉวนตบหน้าจนกระเด็นค่อยยันกายลุกขึ้นยืน พลางยกหลังมือขึ้นเช็ดหยาดโลหิตที่ไหลมุมปาก ขณะที่สายตาอาฆาตจ้องเขม็งมายังชายหนุ่มตรงข้ามราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ “เจ้า……กล้าทำกับข้า รู้ไหมว่าท่านลุงของข้าเป็นผู้รับผิดชอบเรือเหาะลำนี้?”

ขณะที่เยี่ยฉวนหายวาบไปอย่างฉับพลัน ต่อมานั้นเอง–

ฉาด!

คนพูดกระเด็นไปอีกครา

ขณะเดียวกันคนที่ลงมือพูดว่า “คนอย่างเจ้าสมควรโดนอีก!”

บุรุษผู้ดีลุกขึ้นมาอีกครั้ง ครั้งนี้สีหน้าระคนทั้งโกรธทั้งกลัว!

ด้วยเพราะตนไม่สามารถแม้แต่จะโต้กลับสักครั้ง!

เขามีพลังขั้นสุดยอดผสานเทพ!

บุรุษหนุ่มจึงไม่หาญอวดเบ่งว่าตนเหนือกว่า ทันใดนั้นชายชราผู้หนึ่งพร้อมด้วยผู้คุ้มกันอีกหกคนโผล่ขึ้นมาบนดาดฟ้าเรือเหาะตรงมายังที่เกิดเหตุ

ทุกคนมีตัวอักษรปักอยู่บนอกเสื้อด้านซ้ายคำว่า ‘อัปสรเมรัย’

สำนักอัปสรเมรัย!

ถึงแม้สำนักจะประกาศว่าได้ถอนกิจการออกจากแผ่นดินชิงแล้วอย่างสิ้นเชิงก็ตาม หากในความเป็นจริงมิใช่ทั้งหมด ด้วยบางกิจการยังคงดำเนินการอยู่ดังเช่นเรือเหาะนั่นเอง

ชายชราที่เพิ่งมาถึงเดินลิ่วตรงไปยังบุรุษหนุ่มอีกคน เมื่อเห็นว่าอะไรเป็นอะไรสีหน้าเปลี่ยนเป็นขรึมเคร่งไปทันที ก่อนจะหันมาทางเยี่ยฉวน “เจ้าทำเขางั้นหรือ?”

ชายหนุ่มพยักหน้า

อีกฝ่ายเขม้นมองเยี่ยฉวน “เขาบอกเจ้าแล้วว่าเป็นหลายชายของข้า แต่เจ้ายังกล้าลงมือกับเขา ทำอย่างนี้เท่ากับหยามสำนักอัปสรเมรัยของเราเกินไป!”

เยี่ยฉวนส่ายหน้า “ข้าไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกับสำนักอัปสรเมรัย”

หากอีกฝ่ายโต้เสียงเย็น “ไม่ง่ายอย่างนั้น! ในเมื่อเจ้ากล้าลงไม้ลงมือกับคนอื่นบนเรือเหาะ คิดว่าแน่มีคนอยู่เบื้องหลังสินะ ไหนบอกมา”

เยี่ยฉวนสั่นศีรษะ “ข้าเป็นจอมยุทธ์คนธรรมดา!”

เมื่อได้ฟังคำตอบ ชายชราหรี่นัยน์ตาลงเล็กน้อยพลางว่า “ข้าจะให้โอกาสอีกครั้ง ถ้ายังไม่ยอมปริปาก ข้าก็จะไม่ปล่อยเจ้าไป”

ชายหนุ่มนิ่งคิดอยู่ครู่เดียว จากนั้นจึงขยับนิ้วชี้ออกไป พลันแผ่นป้ายสีทองปนดำอันหนึ่งปรากฏต่อหน้าชายชราที่ยืนตรงกันข้ามทันที

แผ่นป้ายที่ว่า เขาได้มาจากจ้าวหอชั้นที่ห้าซึ่งเป็นระดับตำแหน่งที่สูงที่สุดแห่งสำนักอัปสรเมรัยเคยให้ไว้

คนตรงกันข้ามเพ่งตามองสิ่งที่อยู่ตรงหน้าแว่บหนึ่ง พลันหัวคิ้วขมวดมุ่น “ของปลอม!”

พูดไม่พูดเปล่า ยังโยนแผ่นป้ายออกนอกเรือเหาะทันทีพร้อมหันไปออกคำสั่งผู้ติดตาม “จัดการ ฆ่ามันแล้วโยนศพทิ้งจากเรือเหาะเสีย!”

เยี่ยฉวนชะงักงัน “……”

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version