บทที่ 513 ทำบัดสีบัดเถลิงกับภูตสุกรได้ลงคอ! (ต้น)
เยี่ยฉวนชะงักนิ่งอย่างตกตะลึง!……
ตาเฒ่านั่นไม่รู้จักแผ่นป้ายนี้งั้นหรือ?……
เขาไม่รู้จักได้ยังไง?
แผ่นป้ายนี้มีเป็นแผ่นป้ายแสดงสถานะระดับสูงสุดในสำนักอัปสรเมรัยเลยทีเดียว! เขากลับโยนทิ้งไปเสียเฉยๆ อย่างนั้น……
ทันทีที่สิ้นเสียงสั่งการของชายชรา ยามรักษาการณ์ของสำนักอัปสรเมรัยจำนวนหนึ่งกรูกันเข้ามาหมายต่อสู้กับเยี่ยฉวน พลันสตรีคนที่ยืนหน้าส่งเสียงห้ามไว้เสียก่อน “เดี๋ยวก่อน!”
จากนั้นสตรีได้ก้าวออกไปหยุดอยู่บื้องหน้าชายหนุ่ม ในขณะเดียวกันนางยกมือเนียนเรียบสะบัดออกครั้งหนึ่ง แผ่นป้ายคนสำคัญซึ่งชายชราโยนทิ้งย้อนกลับมายังเรือเหาะอีกครั้ง ก่อนจะค่อยๆ ทะยานลงวางนิ่งบนฝ่ามือของสตรีที่ยื่นออกไปรอรับ
ยามนี้สตรีตกเป็นเป้าสายตาของทุกคน ซึ่งก้มมองแผ่นป้ายสีดำครู่หนึ่งมือข้างนั้นเริ่มสั่นน้อยๆ
เสียงชายชราที่ยืนข้างเรียกมาแผ่วเบา “คุณหนู จะทำอะไรขอรับ?”
คนถูกถามไม่ตอบขณะเบนสายตาไปมองเยี่ยฉวน และเอ่ยถามหางเสียงสั่นไม่มั่นคงนัก “คุณชาย นี่คือแผ่นป้ายคนสำคัญมิใช่หรือ?”
เยี่ยฉวนตอบเสียงเรียบ “เจ้าลองเดาสิ!”
อีกฝ่ายหุบปากสูดลมหายใจลึก ก่อนจะละสายตาจาคนตรงหน้าไปทางชายชรา ฝ่ายหลังจึงรีบเดินมารับแผ่นป้ายคนสำคัญไปดูอย่างรวดเร็ว ภายหลังจากพิจารณาอยู่ชั่วครู่ มือที่ถือสิ่งของเริ่มสั่นจนเห็นได้ชัด
แผ่นป้ายคนสำคัญ!
เขาไม่รู้จักเพราะตนเองเคยแต่ได้ยินชื่อเท่านั้น
แผ่นป้ายคนสำคัญแสดงสถานะภาพสูงสุดของสำนักอัปสรเมรัย ผู้ที่ถือได้ครอบครองแผ่นป้ายดังกล่าวต้องมีทั้งเงินและสถานภาพที่สูงไปพร้อมกัน!
ชายชรามีตำแหน่งเป็นเพียงผู้ดูแลเล็กๆ คนหนึ่ง จะเคยมีโอกาสได้พบปะกับคนประเภทนั้นได้อย่างไร? อีกนัยหนึ่งเขาไม่เคยคิดว่าคนที่ถือแผ่นป้ายคนสำคัญจะมาเป็นผู้โดยสารบนเรือเหาะลำนี้เลยด้วยซ้ำ
ยิ่งกว่านั้นเยี่ยฉวนยังใช้ห้องพักชั้นธรรมดาด้วย!
สายตากวาดเลยไปทางเยี่ยฉวน ทำเอาตัวสั่นขึ้นมาตลอดเวลา สีหน้าแสดงความสำนึกผิดขณะละล่ำละลักขอโทษ “คุ……คุณชาย……คือว่าข้า……ข้าขออภัยเป็นอย่างสูง……”
ทว่าชายหนุ่มโบกมือเป็นเชิงห้าม และชี้ไปที่หญิงสาวคนที่ยืนอีกข้างพลางว่า “นับแต่นี้ไปนางจะมาทำหน้าที่ผู้ดูแลเรือเหาะลำนี้”
สตรีเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ก่อนจะสั่นศีรษะพร้อมกับรีบปฏิเสธเป็นพัลวัน “ไม่ ไม่ได้ ข้าไม่มีคุณสมบัติพอที่จะทำแบบนั้น!”
แต่เยี่ยฉวนกลับกล่าวเรียบๆ “ข้าคิดว่าเจ้าเป็นคนรอบรู้มีไหวพริบดี”
พลันชายชราที่อยู่อีกด้านทำท่าเหมือนต้องการจะพูดอะไรบางอย่าง ทว่าเยี่ยฉวนยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้หุบปากและสั่งว่า “พวกเจ้าจะไปไหนก็ไป”
อีกฝ่ายจึงไม่กล้าขัดจำต้องทำตามแต่โดยดี เขารีบค้อมตัวคารวะต่อชายหนุ่ม และก่อนออกไปยังไม่ลืมลากตัวบุรุษหนุ่มที่ยืนใกล้ไปด้วยกัน
คงเหลือสตรีซึ่งมีท่าทีลังเล นางจึงตัดสินใจเอ่ยขึ้นว่า “คุณชายเรื่องผู้ดูแลเรือเหาะนี่……”
เยี่ยฉวนพูดสวนขึ้นทันที “ท่านลุงกับพี่ชายของเจ้าเป็นคนที่มองอะไรตื้นๆ และยังยโสโอหัง สมควรแล้วที่จะกลับไปเป็นคนธรรมดา ถ้าพวกเขามีอำนาจขึ้นมา รังแต่จะสร้างความเดือดร้อน”
สตรีตรงกันข้ามนิ่งเงียบไปเป็นนาน ในที่สุดจึงพยักหน้าและตอบว่า “เข้าใจแล้ว”
ชายหนุ่มผงกศีรษะทำนองอนุญาต “เจ้าก็ไปได้แล้ว!”
อีกฝ่ายยังลังเลเหมือนไม่แน่ใจอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงพูดขึ้นว่า “ข้าชื่อโม่เหลียน ท่านเรียกข้าว่าอาเหลียนก็ได้ ถ้าอยากจะได้อะไรบอกข้าได้ตลอดเวลา”
คนพูดกล่าวจบแล้วจึงค้อมกายคารวะอำลาและกลับออกไปเป็นคนสุดท้าย
บนดาดฟ้าเรือเหาะ ชายหนุ่มยืนนิ่งมือทั้งสองข้างไพล่หลัง อยู่ในอาการสงบนิ่งอย่างใช้ความคิด
อีกเพียงวันเดียวเท่านั้นที่คนของสำนักผู้ตรวจการเขตแดนจะใช้วิธีคลุมถุงชนเยี่ยหลิงไปเป็นเจ้าสาว ถ้าเรือเหาะเดินทางด้วยความเร็วเท่าที่เป็นอยู่ ไม่เกินคืนนี้เยี่ยฉวนต้องถึงดินแดนศักดิ์สิทธิ์แน่ หากไม่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเสียก่อนเขาน่าจะไปถึงที่นั่นตรงเวลา
ชายหนุ่มครุ่นคิดพลางมือค่อยกำหมัดเข้าหากัน ความวิตกกังวลส่งให้จิตใจร้อนรุ่มดังไฟสุมก็ปาน
เยี่ยหลิง!
เขาไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าสำนักเหมันอุดรจะยืนหยัดในการปกป้องเยี่ยหลิงอยู่หรือไม่ ถ้าสำนักเหมันตอุดรเกิดถอดใจจากเยี่ยหลิงและยอมให้นางแต่งงาน……
อย่างไรก็ตามเยี่ยฉวนต้องไปให้ถึงดินแดนศักดิ์สิทธิ์ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้!!!
เขาจะไม่มัวรอความหวังให้ใครมาคอยปกป้องน้องสาวของตัวเอง!
ขณะที่เรือเหาะทะยานอยู่เหนือน่านฟ้าหมู่เกาะสหัสเมฆานั่นเอง พลันตาข่ายขนาดมหึมาแผ่กางเหนือเรือเหาะ ก่อนจะถูกปล่อยลงมาคลุมเรือเหาะไว้ทั้งลำทันที
พลันในเวลาต่อมาปรากฏเรือเหาะสีดำจำนวนสี่ลำทะยานตรงเข้าล้อมกรอบเรือเหาะลำนั้นไว้โดยรอบ
“กองกำลังโจรสลัด!”
เสียงตื่นตระหนกของผู้โดยสารบนเรือเหาะคนหนึ่งตะโกนออกมา ชายชราคนที่ถูกเยี่ยฉวนปลดออกจากตำแหน่งวิ่งถลันเข้าที่ส่วนหัวเรือ แววตาแสดงความหวาดกลัวฉายชัด
ชายหนุ่มสวมผ้าคลุมงดงามวิจิตรตระการตาลอยตัวอยู่บนอากาศเหนือบริเวณที่เยี่ยฉวนและคนอื่นๆ กำลังยืนอยู่ คนที่กำลังลอยตัวเหลือบมองลงไปยังกลุ่มคนขณะทำท่าจะพูดนั้นเอง ทันใดนั้นเยี่ยฉวนตะโกนออกไปว่า “หลีกไปให้พ้น”
เมื่อได้ยินเข้าทุกคนที่อยู่บนเรือเหาะลำเดียวกันไม่ว่าจะเป็น ชายชรา สตรีที่ชื่ออาเหลียนรวมทั้งคนอื่น ต่างพากันหันขวับมาทางเยี่ยฉวน สีหน้าแววตาของทุกคนบ่งชัดว่ากำลังตระหนกตกใจจนขวัญกระเจิง
คนสวมผ้าคลุมวิจิตรตระการตาที่ลอยตัวบนอากาศเหลือบมองมาที่เยี่ยฉวนด้วยสายตาแน่วนิ่ง ก่อนเอ่ยวาจาพลางสีหน้าเหี้ยมเกรียม “เจ้าสินะที่สั่งให้ข้าหลีกไปให้พ้น?”
เยี่ยฉวนส่ายหน้าก่อนตอบว่า “ข้าเปลี่ยนใจแล้ว”
จากนั้นจึงยกมือขึ้นและสะบัดไปทางชายคนที่ลอยตัว
ฉึก!
ฉับพลันแสงแห่งกระบี่พุ่งวาบเจาะเข้าที่บริเวณกึ่งกลางระหว่างคิ้วของชายคนนั้น
ต่อมาร่างคนที่ในอากาศค่อยร่วงลงสู่พื้นอย่างช้าๆ
ยามนี้มีแต่ความเงียบทุกคนนิ่งงันไม่มีปริปาก
ชายหนุ่มประกบฝ่ามือเข้าหากันและเคลื่อนไหวรวดเร็ว พลันลำแสงกระบี่พุ่งวาบตวัดเฉือนตาข่ายที่ครอบคลุมเรือเหาะจนขาดกระจุย จากนั้นจึงหันไปสั่งอาเหลียนว่า “เดินหน้าต่อไป อย่าหยุด!”
อาเหลียนชะงักไปชั่วครู่ ทันทีที่เรียกสติได้จึงหมุนตัวหันกลับและตะโกนบอกคนอื่น “อย่างหยุด เดินหน้าเต็มที่!”
เรือเหาะทะยานมุ่งหน้าต่อไป
เมื่อไกลออกไปสักระยะหนึ่ง พลันปรากฏมีเรือเหาะจำนวนหกลำพุ่งเข้ามาขวางทางเบื้องหน้าลำที่เยี่ยฉวนโดยสารมา……และบนเรือเหาะทั้งหกลำนั้นเอง ทันใดนั้นยอดฝีมือนับสิบสิบพลันผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด
คนเหล่านี้ล้วนเป็นคนที่มีขั้นพลังผนึกยุทธ์!
เพียงได้ประจักษ์เต็มสองตา ผู้โดยสารที่มาบนเรือเหาะลำเดียวกับเยี่ยฉวนพากันหน้าซีดปากสั่น
ด้วยบนเรือเหาะลำนี้มีเพียงสองยอดฝีมือขั้นผนึกยุทธ์!
ชายชราสีหน้าลังเลอย่างเห็นได้ชัด พร้อมรีบโค้งแล้วโค้งอีกให้กับคนบนอากาศ พลางอ้อนวอน “นายท่าน ข้าเป็นผู้ดูแลแห่งสำนักอัปสรเมรัย พวกท่านช่วยเห็นแก่สำนักอัปสรเมรัย……”
ทันใดนั้นเยี่ยฉวนถีบตัวทะยานขึ้นสู่อากาศทันที ต่อมาไม่นานมีเสียงร้องระงมแว่วมาจากในระยะไกลจากนั้นศีรษะชุ่มโลหิตศีรษะหนึ่งค่อยๆ หล่นลงมา
หลังจากนั้นอีกเพียงไม่กี่อึดใจ ชายหนุ่มจึงย้อนกลับไปที่เรือเหาะลำเดิม ที่ไกลออกไปศีรษะคนหลายศีรษะทยอยร่วงจากอากาศลงสู่พื้นเบื้องล่าง
ภาพที่ปรากฏต่อหน้าทำให้ผู้โดยสารต่างยืนนิ่งตัวแข็งทื่อ
เยี่ยฉวนร้องสั่งพลางเก็บกระบี่โดยไม่ใส่ใจอื่นใดอีก “เดินหน้า เร่งความเร็วสุดกำลัง!”
พลันเรือเหาะได้ออกตัวพุ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็ว
