Skip to content

หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ 609


บทที่ 609 มีบางสิ่งที่ต้องทำให้สำเร็จลุล่วง!

หลังได้ยินคำของเยี่ยฉวน ทุกคนในหอล้วนส่ายศีรษะและยิ้มออกมา

ไม่ช้าไม่นานทุกคนก็ออกไปจนหมด

ภายในโถงมีเพียงเจี้ยนซ่วนและเฉินเป่ยฮั่น

เฉินเป่ยฮั่นจ้องมองไปที่อีกฝ่ายแล้วหัวเราะ “ศิษย์พี่ใหญ่ ข้าไม่คาดคิดว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ ในยามที่ท่านไม่ได้ดำรงอยู่ในสำนัก ท่านจะบรรลุเป็นมหาเซียนกระบี่แล้ว!”

เจี้ยนซ่วนส่ายศีรษะ “เหลือเพียงครึ่งทาง แต่ข้าอาจติดขัดอยู่ในขั้นนี้ไปชั่วชีวิตก็เป็นได้!”

เฉินเป่ยฮั่นพยักหน้าน้อยๆ “ยิ่งไปยังจุดที่สูงขึ้น ความลำบากยากเข็ญก็ยิ่งมากตาม!”

เมื่อพูดถึงสิ่งนี้เขาก็ดูเหมือนครุ่นคิดได้ถึงบางสิ่งจึงถามออกไป “ท่านคิดอย่างไรกับเด็กหนุ่มผู้นั้น?”

เจี้ยนฉวนเงียบงันไปชั่วครู่ จากนั้นจึงตอบ “อุปนิสัยของเขานั้นไม่เหมาะสมจะเป็นเจ้าสำนัก”

เฉินเป่ยฮั่นส่ายศีรษะ “ครั้งนี้ศิษย์พี่และข้าดูจะเห็นต่าง!”

เจี้ยนซ่วนมองไปที่เฉินเป่ยฮั่นที่กล่าวออกมาพร้อมรอยยิ้ม “ข้าได้สังเกตการณ์เขา ชายผู้นี้เป็นเจ้าสำนักแห่งสถาบันศึกษาฉางหลานในแผ่นดินชิง และสถาบันนั้นได้รับการจัดการดูแลอย่างดีโดยเจ้าหนุ่มคนนั้น แม้อุปนิสัยของเขาจะน่าขัดเคืองใจอยู่บ้าง แต่นั่นเป็นเพียงตอนที่เขาอยู่ต่อหน้าศัตรูเท่านั้น เขายังคงให้คุณค่ากับความสัมพันธ์ระหว่างคนของเขาอย่างมากยิ่ง”

พูดถึงตรงนี้คนก็หยุดชะงักไปครู่หนึ่งและกล่าว “สำหรับอุปนิสัยที่เกินขอบเขตนี่… ตราบที่เขาแข็งแกร่งมากพอ คงไม่เป็นเรื่องใหญ่อันใดนัก”

เจี้ยนซ่วนมองไปที่เฉินเป่ยฮั่น “อุปนิสัยของเขานั้นคล้ายคลึงกับตัวข้าตอนเมื่อก่อนนัก เจ้าไม่รู้สึกหวั่นเกรงหรือ?”

เฉินเป่ยฮั่นส่ายศีรษะ “ก่อนนี้ข้าเคยคิดว่าอุปนิสัยของเขาช่างคล้ายคลึงท่าน แต่ท้ายที่สุดข้าพบว่ามันแตกต่างกันยิ่งนัก ประการแรกคือเขาหาได้ใคร่อวดภูมิ เขาตระหนักถึงวิธีการปรับตัวต่อสถานการณ์ และบางคราเขาไม่เพียงไร้ยางอายแต่ยังใช้อุบายเล่ห์เหลี่ยมเช่นกัน… กล่าวคือเขาช่างเจ้าเล่ห์เพทุบาย! ประการที่สอง……”

พูดถึงตรงนี้ก็จ้องมองเจี้ยนซ่วน “พวกเราต้องการบุคคลที่สามารถกำราบทั้งผู้ที่อยู่ภายในและภายนอกได้”

ได้ยินสิ่งนี้เจี้ยนซ่วนก็นิ่งเงียบไป

ไม่ว่าในสำนักหรือกองกำลังใด ผู้นำจำต้องสามารถกำราบผู้คนที่อยู่เบื้องล่างได้

บัดนี้สำนักชางเจี้ยน เว้นแต่เยี่ยฉวนก็มีเพียงซางเยว่ ซึ่งซางเยว่สามารถกำราบคนภายในได้แต่ไม่สามารถกำราบคนนอกได้!

ทว่าเยี่ยฉวนสามารถข่มได้ทั้งภายในและภายนอก!

ในเวลานี้เฉินเป่ยฮั่นพลันหัวเราะออกมา “แท้จริงแล้วยังมีอีกประการหนึ่ง นั่นคือเขาไม่แยแสต่อตำแหน่งเจ้าสำนัก”

ด้วยคำกล่าวนี้ทำให้เขาจำต้องส่ายศีรษะและยิ้มออกมา “ตราบที่บุคคลผู้นี้ไม่ตายไว อนาคตภายหน้าของเขาจะไม่จำกัดอยู่เพียงสำนักชางเจี้ยน!”

เจี้ยนฉวนเงียบงันไปชั่วขณะ จากนั้นก็ลุกขึ้นมา “มันขึ้นอยู่กับเจ้า!”

จากนั้นเขาจึงหันกลับและออกจากหอไป

ด้านในโถง เฉินเป่ยฮั่นทอดถอนหายใจและไม่มีผู้รู้ได้ว่าเขาใคร่ครวญอะไรอยู่

……

ณ คฤหาสน์อวิ๋นเจี้ยน

หลังจากที่เยี่ยฉวนกลับมาที่คฤหาสน์อวิ๋นเจี้ยน หลินฉงอวิ่นก็ติดตามมาด้วย

ข้างในมีเพียงเยี่ยฉวนกับหลินฉงอวิ่น และเยว่ฉีที่อยู่ส่วนในสุดของคฤหาสน์

เบื้องหน้าเยี่ยฉวน หลินฉงอวิ่นกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “ท่านมั่นใจแล้วหรือไม่ที่จะไม่ไปกับข้า?”

ทันทีที่วิกฤติกาลสิ้นสุดลง คนพูดก็ปรารถนาที่จะพาเยี่ยฉวนออกจากโลกชิงฉางเหลือเกิน หากเยี่ยฉวนตกลงจะไปด้วย เขาคงมั่นใจได้ว่าสามารถพาเยี่ยฉวนกลับไปที่ปราการสุญญดาราได้อย่างสำเร็จลุล่วง

ด้วยเป็นการยากนักที่จะไล่ตามผู้คนภายใต้ท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ไพศาลนี่!

เยี่ยฉวนส่ายศีรษะ “ท่านผู้อาวุโส ข้าต้องการพบนางเช่นกัน……แต่ด้วยความสัตย์จริง ตอนนี้ข้าไม่สามารถไปได้”

วิกฤติของสำนักชางเจี้ยนนั้นยังคงไม่ถูกขจัดไปสิ้น และเขายังมีอีกหลายสิ่งอย่างที่ต้องทำ หลินฉงอวิ่นผ่อนลมหายใจเสียงต่ำ “ข้าไม่สามารถให้คำมั่นสัญญาที่จะปกป้องท่านได้หากท่านยังอยู่ที่นี่”

เยี่ยฉวนสองจิตสองใจและถามออกไป “นางสบายดีหรือไม่?

หลินฉงอวิ่นฝืนยิ้ม “นางย่อมสบายดี หากแต่สภาวะอารมณ์ของนางนั้น… ยากที่จะกล่าว!”

จนถึงบัดนี้เขาไม่มีวันลืมเลือนวันแรกที่สตรีคนลึกลับมาเยือนปราการสุญญดาราได้!

ทรงพลัง!

ความรู้สึกต่อสตรีนางนั้นที่ตราตรึงอยู่ในใจเขาคือความรู้สึกถึงอำนาจกดขี่ อำนาจกดขี่อันทรงพลัง และยังแข็งแกร่งอย่างน่าเหลือเชื่อ!

ได้ฟังคำของหลินฉงอวิ่นอยู่ๆ เยี่ยฉวนก็หวนนึกถึงด้านวางอำนาจกดขี่ของสตรีผู้นั้น… เขาคงต้องยอมรับว่าอารมณ์ของนางนั้นน่าหวั่นใจ!

เขายังคงระลึกได้ว่านางต้องการจะทำลายล้างโลกชิงฉางด้วยการโจมตีครั้งเดียว!

ในตอนนั้นเอง หลินฉงอวิ่นก็เอ่ยเสียงแผ่วเบา “ในเมื่อไม่ปรารถนาจะไปจากที่นี่ในตอนนี้ ข้าจะติดตามท่านระหว่างที่ยังคงอยู่ในโลกแห่งนี้ไปอีกพักหนึ่ง! ข้าได้ขอให้ชินเจิ้นกลับไป จนถึงหนึ่งเดือนอีกครึ่ง ผู้แข็งแกร่งแห่งปราการสุญญดาราจะมาถึงที่นี่……”

เยี่ยฉวนลังเลใจก่อนจะถามออกไป “พวกเขาสามารถเอาชนะได้หรือไม่?”

หลินฉงอวิ่นหัวเราะ “ท่านรู้หรือไม่ว่าจักรวาลนั้นกว้างใหญ่ไพศาลเพียงไร?”

เยี่ยฉวนส่ายศีรษะ

หลินฉงอวิ่นชี้ไปข้างบนแล้วกล่าว “จักรวาลอันกว้างใหญ่นั้นไร้ที่สิ้นสุด ลึกลงไปในจักรวาลที่กว้างขวางนี้มีดินแดนจักรวาลดวงดาวมากมายอยู่ และในหมู่ดินแดนจักรวาลดวงดาวเหล่านั้นมีโลกจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน บางที่ก็มีสิ่งมีชีวิต ในขณะที่บางที่ก็หาได้มีสิ่งมีชีวิต และปราการสุญญดาราของพวกข้าก็คอยปกปักดูแลดินแดนจักรวาลสุญญดาราที่กว้างใหญ่กว่าโลกของท่านถึงอย่างน้อยที่สุดเป็นสิบๆ เท่า!”

กว้างใหญ่กว่าเป็นสิบๆ เท่า!

เยี่ยฉวนตะลึงงันในใจและเอ่ยถาม “โลกชิงฉางที่ข้าดำรงอยู่แท้จริงแล้วมันช่างเล็กจ้อยนักเช่นนั้นหรือ?”

หลินฉงอวิ่นหัวเราะ “แน่นอน เล็กจ้อยยิ่งนัก”

ด้วยคำพูดนี้ เขาจึงตอบรับอย่างแผ่วเบา “แท้จริงแล้วเมื่อยิ่งความกล้าแกร่งของท่านมีมากเพียงไร ท่านย่อมพบว่าตัวท่านเองนั้นเล็กจ้อยเพียงนั้น เหตุเพราะยามท่านแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ท่านจะต้องพบสิ่งต่างๆ ก่อนที่ข้าจะได้พบนาง ปราการสุญญดาราของพวกข้านั้นมีอำนาจเหนือดินแดนจักรวาลดวงดาวอื่นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในปราการสุญญดารา พวกข้านั้นถือว่าเป็นผู้ไร้เทียมทาน ทว่านางจวนจะทำลายล้างพวกข้าสิ้นด้วยการโจมตีครั้งเดียว……”

จากนั้นคนพูดก็ส่ายศีรษะ “บุคคลนั้นควรถ่อมตนทุกเมื่อ ไม่ว่าท่านจะยิ่งใหญ่แค่ไหน มักมีบุคคลที่แข็งแกร่งกว่าท่านอยู่เสมอ!”

ได้ยินคำเหล่านี้ เยี่ยฉวนรู้สึกสะเทือนอารมณ์

เขาเคยได้เห็นผู้แข็งแกร่งมามากมาย!

ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดคือสตรีลึกลับคนนั้น กระนั้นนางก็ไม่ได้ประมือกับเขา ฉะนั้นเมื่อเผชิญหน้ากับนาง เขาจึงไม่ตระหนักถึงความรู้สึกของความไร้อำนาจ

อย่างไรเสีย ยามเผชิญหน้ากับชายผมขาวก่อนหน้า เขารับรู้ถึงความรู้สึกแห่งความไร้สิ้นพลังอำนาจ!

การเผชิญหน้ากับผู้แข็งแกร่งนั้น เขาไม่สามารถทำสิ่งใดได้เลย!

หากไม่ใช่เพราะค่ายกลกระบี่ของสำนักชางเจี้ยน พวกเขาคงสิ้นชีวิตกันหมดแล้ว!

ตอนนี้หลินฉงอวิ่นดูเหมือนจะตระหนักถึงสิ่งที่เยี่ยฉวนกำลังครุ่นคิดจึงหัวเราะออกมา “อย่าได้ดูแคลนตนเองนัก ท่านได้บรรลุขั้นนี้ด้วยอายุเพียงเท่านี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากจะเกิดยิ่งนัก ท่านคงรู้ว่าผู้ที่จะบรรลุถึงขั้นนั้นได้ต้องบำเพ็ญตนถึงอย่างน้อยพันๆ ปี หากท่านมีเวลามากพอ ท่านจะไม่เป็นรองเขาเป็นแน่ ใช่หรือไม่?”

เยี่ยฉวนตรึกตรองแล้วฉีกยิ้ม “ดูสมเหตุสมผล……แท้จริงแล้วข้านั้นยอดเยี่ยมยิ่งนัก!”

“……”

หลังจากนั้นสักพักหลินฉงอวิ่นก็จากไป

เหลือเพียงเยี่ยฉวนอยู่ในหอ

ตอนนั้นเองเยว่ฉีถึงเดินออกมา หลังจากนั้นจึงปรายตามองไปที่อีกฝ่าย “จงไปที่ยอดเขาเหลียนปี่”

เยี่ยฉวนตะลึงงันและจากนั้นจึงถาม “เหตุใดหรือ?”

เยว่ฉีกล่าวเสียงเบา “หนานข่งเป็นลูกศิษย์ของศิษย์พี่เหลียน”

เยี่ยฉวนนิ่งเงียบไป

เยว่ฉีก้าวไปด้านหน้าคนอีกฝั่ง “หนานข่งทรยศสำนัก และมันเป็นความผิดของเขา เจ้าหาได้ผิดที่สังหารเขา ทว่า… เจ้าเข้าใจสิ่งที่ข้าสื่อความหรือไม่?”

เยี่ยฉวนพยักหน้ารับ “ความประพฤติของบุคคลนั้นสำคัญเสียยิ่งกว่าการบำเพ็ญตน!”

เมื่อหมดธุระ คนสตรีจึงหันหลังและกลับเข้าไปด้านใน

ภายหลังจากความเงียบงันครู่หนึ่ง เยี่ยฉวนออกจากคฤหาสน์อวิ๋นเจี้ยนไปและมาถึงยอดเขาเหลียนปี่

ด้านในคฤหาสน์ปี่เฟิง เหลียนปี่เซียนจ้องมองดูเยี่ยฉวน “มีอะไรหรือ?”

เยี่ยฉวนคำนับน้อยๆ “ข้าได้พบหนานข่งและซางเยว่ก่อนหน้านี้ และหนานข่งไม่ทำให้ข้ารู้สึกว่าเขาจะเป็นคนชั่วช้าได้ เหตุใดเขา……”

เหลียนปี่เซียนมองไปที่เยี่ยฉวนและกล่าวอย่างนุ่มนวล “เหตุเพราะความอิจฉาริษยา เจ้าเข้าใจหรือไม่?”

ความอิจฉาริษยา!

เยี่ยฉวนเงียบงันไปและไม่ได้พูดอะไรอีก

เหลียนปี่เซียนกล่าวอย่างนุ่มนวล “สิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือสิ่งใด? มันเป็นสิ่งที่น่าหวาดกลัวมากที่สุดที่เราไม่สามารถยอมรับผู้อื่นที่เยี่ยมยอดกว่าเราได้ เขาโดนซางเยว่นำหน้าไปในหลายปีที่ผ่านมา และจากนั้นเขาถูกเจ้านำหน้าไปนับตั้งแต่ที่เจ้าเข้ามา อย่างน้อยที่สุดเขาคิดว่าหากเขามุมานะพยายาม เขาคงมีโอกาสในการก้าวข้ามซางเยว่ แต่สำหรับเจ้า……”

พูดถึงสิ่งนี้เขาก็ชำเลืองมองเยี่ยฉวน “สำหรับเจ้า เขาไม่สามารถเห็นความหวังได้อีกต่อไป เจ้าเหนือชั้นเพียงพอที่จะทำให้ชนรุ่นอาวุโสประหวั่นใจ”

เยี่ยฉวนกดศีรษะต่ำลงเล็กน้อย “ข้าไม่เคยไตร่ตรองอย่างลึกซึ้งนัก!”

เหลียนปี่เซียนส่ายศีรษะ “มันไม่ใช่ความผิดของเจ้า เหตุมาจากความละเลยของข้าในหลายปีที่ผ่านมา!”

ระหว่างพูดไปเขาก็มองเยี่ยฉวนไป “หากเจ้าได้เป็นผู้ปกครองในภายภาคหน้า เจ้าจงจำไว้ให้ขึ้นใจว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่บุคคลจะไม่เคยทำสิ่งผิดพลาดเลยในช่วงชีวิตของเขา หลายต่อหลายครั้ง หากศิษย์ของสำนักทำสิ่งผิดพลาด ในฐานะผู้ปกครอง เจ้าอย่าได้ปฏิเสธเขาโดยทันที มันเป็นเรื่องสมควรที่จะให้โอกาสแก้เขาเพื่อทำเรื่องนั้นให้ถูกต้อง”

เยี่ยฉวนพยักหน้า “เช่นนั้นเอง”

เขาตระหนักว่าบุคคลเบื้องหน้าตนยังคงมีความขุ่นแค้นในใจอยู่

อย่างไรเสีย หนานข่งก็เติบโตขึ้นมาด้วยความเอาใจใส่ของอีกฝ่าย ซึ่งเขาคงต้องมีความหวั่นไหวอยู่บ้าง

เหลียนปี่เซียนผงกหัวก่อนจะกล่าว “กลับไปเสีย! และบอกศิษย์น้องหญิงด้วยว่าข้าแยกแยะดีชั่วได้ ถูกย่อมว่าถูก ผิดย่อมว่าผิด มันเป็นความผิดของเขาที่ลอบแทงข้างหลังเจ้า เจ้าไม่ผิดที่สังหารเขา ข้าจะไม่รำพึงรำพันอะไร!”

เยี่ยฉวนทำความเคารพน้อยๆ และหันหลังกลับไป

ด้านในหอนั้น เหลียนปี่เซียนหลับตาช้าๆ หลังจากผ่านไปพักใหญ่เขาส่ายศีรษะและทอดถอนหายใจ “ช่างโง่เขลานัก!”

……

หลังจากออกมาจากยอดเขาเหลียนปี่ เยี่ยฉวนเดินไปที่ยอดเขาจูชี

เขาไม่ได้เสียใจที่สังหารหนานข่งไป

นั่นเพราะหากไม่ใช่ด้วยวิธีบ่มเพาะพลังชี่ฉบับเฉพาะตัว กระบี่ของหนานข่งคงได้สังหารเขาไปแล้ว!

เมื่อหนานข่งเลือกที่จะเป็นศัตรูกับเขา มิตรภาพในวันวานย่อมจางหายไปอย่างแน่นอน

เมื่อกล่าวถึงการปฏิบัติต่อศัตรู เยี่ยฉวนไม่เคยมีความปรานี

สักพัก เยี่ยฉวนก็มาถึงยอดเขาจูชี จ้านเถี่ยจ้องมองไปที่คนอีกฝั่งและเอ่ยขึ้นมาทันควัน “ข้าไม่มีทรัพย์สมบัติอะไรแล้ว! ไปหาเอาที่อื่นไป๊!”

เยี่ยฉวนดูงุ่มง่าม นี่เขาดูเป็นคนเช่นนั้นหรือ? เขาน่ะหรือ?

ชายหนุ่มไม่ได้กล่าวอะไร เขาเอาเพชรน้ำค้างสีม่วงนับร้อยออกมาและวางพวกมันไว้ด้านหน้าจ้านเถี่ย แล้วกล่าว “ในสงครามที่ผ่านมา ท่านนั้นไร้เทียมทานและได้ใช้พลังชี่ไปมาก เพชรน้ำค้างสีม่วงพวกนี้เป็นของขวัญจากข้า ข้าหวังว่าท่านจะยอมรับพวกมันไว้!”

จ้านเถี่ยปราดตามองเพชรน้ำค้างสีม่วงด้านหน้าตนก่อนจะมองไปที่เยี่ยฉวน “พลังชี่นั้นถูกผลาญไปมากนัก เหตุใดเจ้าไม่กล่าวว่าข้าบาดเจ็บอย่างหนักไปเสียเลยเล่า?”

เยี่ยฉวนยิ้มจนเห็นไรฟันก่อนจะหันหลังเผ่นแนบไป

ภายในถ้ำ จ้านเถี่ยจ้องมองไปที่เพชรน้ำค้างสีม่วงที่อยู่เบื้องหน้าเป็นเวลานาน ท้ายที่สุดเขาก็ส่ายศีรษะและแย้มยิ้มออกมา จากนั้นจึงเก็บพวกมันไป

หลังออกมาจากยอดเขาจูชี เยี่ยฉวนก็ไปที่ยอดเขาอื่นเช่นกัน ตอนนี้เขามีเพชรน้ำค้างสีม่วงเหลืออยู่น้อยกว่าสองร้อยก้อนได้

แน่นอนว่าเขาหาได้รู้สึกเศร้าโศกแต่อย่างใด

หลังผ่านไปครึ่งชั่วยาม เยี่ยฉวนกลับไปที่ยอดเขาอวิ่นเจี้ยน มีบุคคลผู้หนึ่งที่อยู่ในคฤหาสน์อวิ่นเจี้ยน ซึ่งนั่นคือท่านอาจารย์กู่แห่งยอดเขาเจิ้นต่าวเป็นแน่

ยอดเขาเจิ้นต่าวถูกทำลายไป นางจำต้องมาอาศัยอยู่ที่นี่ชั่วคราว

เมื่อนางเห็นเยี่ยฉวน สิ่งแรกที่อาจารย์แซ่กู่กล่าวคือ “จงไปทำอาหาร!”

……เยี่ยฉวนหมดคำจะกล่าว

ยามกลางคืน

เยี่ยฉวนกำลังนั่งอยู่ที่ทางเข้าของคฤหาสน์อวิ่นเจี้ยน และเอาศิลาถ่ายทอดสัญญาณออกมา……

จากนั้นสักพักเยี่ยฉวนก็เก็บศิลาถ่ายทอดสัญญาณไปและกล่าวเสียงเบา “มีบางสิ่งที่ต้องทำให้สำเร็จลุล่วง!”

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version