บทที่ 663 ข้านั้นไร้เทียมทาน ทำตามที่เจ้าเห็นชอบเถิด!
หนีไปหรือ?
ชายชราในชุดคลุมเทารู้สึกอับอายไม่น้อย เขาจ้องมองไปที่เมืองเต๋าอี้ที่อยู่ไม่ไกลอย่างเย็นเยือก “มาดูกันว่าเจ้าจะมุดหัวได้สักกี่น้ำ!”
หลังจากนั้นเขาก็หายไป
ในเมือง
เยี่ยฉวนส่ายศีรษะและถอดถอนใจ “ไม่ง่ายเลยที่จะหลอกลวงเหล่ายอดฝีมือ!”
ณ มุมมุมหนึ่ง เยี่ยฉวนกำลังไตร่ตรองบางสิ่ง
แท้จริงแล้วเขารู้ดีว่าคนนอกพวกนั้นคงคาดเดาว่าหอคอยแห่งเรือนจำได้ตกอยู่ในกำมือของสถานศึกษาเต๋าอี้ ทว่าพวกเขาไม่อาจหาญพอจะไปที่สถานศึกษาเพื่อที่จะเอ่ยขอมันมา กระนั้นกลับกล้าพอที่จะมาเอาจากเขา!
ฉะนั้นการส่งผ่านความเป็นปฏิปักษ์นี้ช่างไร้ประโยชน์ยิ่งนัก คนพวกนี้อย่างไรก็ไม่ปล่อยเขาไป!
เยี่ยฉวนดูเหมือนจะนึกถึงอะไรบางอย่างได้ เขาจึงเอ่ยออกมาด้วยเสียงต่ำ “ท่านผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสอง ท่านช่วยข้าต่อสู้ได้หรือไม่ขอรับ?”
“ไม่!” ผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสองปฏิเสธอย่างแน่วแน่
“เหตุใดเล่า?” เยี่ยฉวนฉงนใจเล็กน้อย
ผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสองตอบเสียงเบา “เพื่อฟื้นฟูกำลังวังชา!”
เยี่ยฉวนยิ้มอย่างขมขื่น
ผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสองไม่สามารถต่อสู้ได้และคนที่อยู่ชั้นสี่ก็เช่นกัน……เยี่ยฉวนทำได้เพียงพึ่งพาตนเองเท่านั้น!
ทว่าเขาไม่สามารถต่อกรกับคนพวกนั้นได้!
ตอนนี้เขาทำได้เพียงแค่ใช่เล่ห์เหลี่ยม!
เวลานี้เองผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสองพลันกล่าวขึ้นมา “เจ้าสามารถหยิบยืมกระบี่เล่มขวาสุดจากในสามเล่มที่อยู่บนยอดหอคอยได้”
ได้ยินเช่นนั้นเยี่ยฉวนก็ถึงกับประหลาดใจขึ้นมาในทันทีและจากนั้นก็พูดขึ้นอย่างฉับไว “หยิบยืมหรือ? มิใช่ว่ากระบี่เล่มนั้นต้องใช้กำราบหอคอยหรือ?”
ผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสองตอบเสียงเบา “หอคอยนี้ถูกกำราบด้วยกระบี่แห่งแสงที่เป็นร่างแปลงของนาง มันอาจไม่เป็นอันตรายในเวลาไม่นาน ฉะนั้นเจ้าสามารถหยิบยืมไปได้ แน่นอนว่าด้วยกำลังของเจ้าในปัจจุบันนี้ เจ้าอาจจะไม่สามารถปลุกกระบี่ได้!”
เยี่ยฉวนกดเสียงต่ำ “ท่านผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสอง คือ……ท่านอย่าได้หลอกลวงข้าเลย หากข้าดึงกระบี่ออกมาและหอคอยทลายลง จากนั้นข้าคงสูญสิ้น!”
“ไสหัวไปได้แล้ว!”
ในฉับพลันนั้นเสียงอันกราดเกรี้ยวก็ดังขึ้นมาจากชั้นสอง
เยี่ยฉวนยิ้มเยาะ “อย่าได้โกรธเคือง อย่าได้โกรธเคือง ข้าผิดไปแล้ว!”
ผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสองไม่ได้ตอบโต้
เยี่ยฉวนเร้นกายอย่างเงียบเชียบด้วยพลังชี่โกลาหล จากนั้นก็ออกค้นหาสถานที่ที่ปราศจากผู้คนแล้วค่อยเข้าไปในหอคอยแห่งเรือนจำ
ชายหนุ่มไต่ขึ้นไปจนถึงยอดหอคอย ขณะนี้ เบื้องหน้าของเขาคือกระบี่ทั้งสาม ซึ่งแต่ละเล่มนั้นมอบความรู้สึกที่แตกต่างให้กัน
ท้ายที่สุดสายตาคนก็จับจ้องไปที่กระบี่เล่มขวาสุด ระหว่างที่จ้องมองกระบี่นี้ เยี่ยฉวนรู้สึกสองจิตสองใจก่อนจะยื่นมือขวาไปวางไว้ที่ด้ามกระบี่
กระบี่นั้นสั่นเทิ้มน้อยๆ เช่นเดียวกับทั่วทั้งหอคอยแห่งเรือนจำนี่
เยี่ยฉวนค่อยๆ ดึงมันออกมาอย่างเบามือ กระบี่ก็ถูกดึงออกมาในไม่ช้า
ช่างง่ายดายนัก!
ตัวเยี่ยฉวนเองนั้นค่อนข้างประหลาดใจ เหตุเพราะมันง่ายจนเกินไป!
เวลานี้เองกระบี่สั่นไหวน้อยๆ ทว่าเสียงที่ดังมาจากกระบี่เบาๆ นั้น จู่ๆ กลับดังสนั่นขึ้นมา ในเวลาต่อมาแรงผลักกระบี่ที่มองไม่เห็นก็ก่อตัวขึ้นเหนือศีรษะของเยี่ยฉวนในบัดดล ทั่วทั้งร่างของคนนั้นรวดร้าวไปหมด!
เยี่ยฉวนรู้สึกกลัวจนต้องรีบเสียบกระบี่กลับไป!
หลังจากที่กระบี่ถูกปล่อยไป แรงผลักกระบี่ที่มองไม่เห็นก็เลือนหายไปทันใด
เยี่ยฉวนผ่อนคลายลง ตอนนี้หัวใจของเขาเสมือนกับคลื่นกำลังม้วนตัว!
ยามที่จับกระบี่เมื่อครู่นั้น เขาก็รู้สึกเหมือนร่างกายถูกสูบพลังออกไป
ไร้พลัง!
ความรู้สึกของความไร้พลังอย่างสุดซึ้ง!
ยิ่งไปกว่านั้นกระบี่นี่ก็มีอำนาจล้นเหลือเสียจนเขาไม่สามารถรองรับมันได้!
พลังแห่งฟ้าดินนั้นไม่แข็งแกร่งพอที่จะทัดเทียมแรงผลักดันของกระบี่ได้!
เป็นกระบี่ที่น่าขนลุกยิ่ง!
บัดนั้นเสียงของผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสองพลันดังขึ้น “ตอนนี้เจ้าไม่สามารถใช้กระบี่เล่มนี้ได้ ไม่แม้แต่ครั้งเดียว!”
เยี่ยฉวนพยักหน้ารับ และเขาดูเคร่งเครียดขึ้นมา
ความน่ากลัวของกระบี่เล่มนี้นั้นเกินกว่าเขาจะหยั่งถึง ณ บัดนี้เขายังไม่สามารถจับกระบี่ไว้ด้วยซ้ำ อย่าว่าแต่ใช้มันเลย!
เลวร้ายยิ่งนัก!
เยี่ยฉวนในตอนนี้รับรู้แล้วเช่นกันว่าตัวเขานั้นเล็กจ้อยเพียงไหน
เขาไม่สามารถถือกระบี่ได้เสียด้วยซ้ำ!
เมื่อคิดได้เช่นนี้เยี่ยฉวนก็ยิ้มอย่างขมขื่น แม้เขาจะรู้สึกเหมือนถูกตอกย้ำ ทว่าเขาก็ไม่เสียกำลังใจ! เหตุเพราะเขายังเยาว์วัยนัก ตราบเท่าที่ตัวยังมุมานะพยายาม จะไม่มีสิ่งใดเป็นไปไม่ได้ในภายภาคหน้า!
แม้เยี่ยฉวนจะไม่สามารถใช้กระบี่ได้ เขาก็ไตร่ตรองถึงวิธีการเอาไว้……
ราวหนึ่งถ้วยชาผ่านไป เยี่ยฉวนก็ออกมาจากหอคอยแห่งเรือนจำ จากนั้นก็ออกไปจากเมืองนี้อย่างเรียบง่าย หลังจากที่ออกจากเมืองมา ชายหนุ่มเข้าไปยังบริเวณทิวเขา เขาได้เรียนรู้จากผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสองว่ามีคนหกถึงเจ็ดคนสะกดรอยตามเขา ในหมู่คนนั้น คนหนึ่งมีปราณที่คลุมเครือและแม้แต่ผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสองก็ไม่สามารถจับสัมผัสได้
หลังจากเข้ามาในทิวเขา เยี่ยฉวนพลันเร้นกายไป
ไม่ช้าชายชราในชุดคลุมเทาก็ปรากฏกาย ณ บริเวณที่เยี่ยฉวนหายตัวไป
มีเพียงชายชราในชุดคลุมเทาเท่านั้น!
ชายชราในชุดคลุมเทาขมวดคิ้ว “เขาหายไปอย่างไร้ร่องรอยได้อย่างไร……”
เมื่อพูดถึงสิ่งนี้สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปในทันใด ด้วยเหตุที่มีชายในชุดดำปรากฏกายต่อหน้าเขา
ชายในชุดดำกำลังยืนอยู่เบื้องหน้าตรงนี้และปรากฏกายอย่างเงียบเชียบอย่างไร้ซึ่งลมปราณใดๆ ชายชราแทบจะไม่สามารถจับสัมผัสการมีอยู่ของอีกฝ่ายได้!
ใบหน้าของชายชราในชุดคลุมเทาพลันหดกลับไป
ชายในชุดดำหันหลังให้ชายชราในชุดคลุมเทา เขาเอามือไพล่หลังเอาไว้ ส่วนเสียงก็ติดจะแหบเล็กน้อย “ท่านตามหาเขาอยู่หรือ?”
ชายชราในชุดคลุมเทาจ้องมองชายในชุดดำ “เจ้าคือใคร?”
ชายในชุดดำกล่าวอย่างเฉยเมย “ท่านคิดว่าข้าเป็นผู้ใดเล่า?”
ชายชราในชุดคลุมเทาหรี่ตาลง “เจ้ามาเพื่อสมบัติขั้นสุดยอดของเยี่ยฉวนเช่นกันหรือ?”
ชายในชุดดำยิ้มเยาะ “พอเสียที! จงออกมา!”
รอบด้านนั้นเงียบงัน!
ชายในชุดดำกล่าวอย่างเย็นชา “เจ้าต้องการให้ข้าเชิญเจ้าออกมาหรืออย่างไร?”
“เจ้าช่างกล้าดีนัก!”
ตอนนั้นเอง เสียงหนึ่งพลันดังขึ้นจากทางขวาของชายในชุดดำ ไม่ช้าชายวัยกลางคนในชุดคลุมอันงดงามก็ปรากฏกายที่ด้านขวาของชายในชุดดำ
ชายวัยกลางคนถือหยกขาวที่เป็นลูกกลมสองลูกในมือ หยกทรงกลมสองลูกนั้นชนกันไปมาเบาๆ เรื่อยๆ ทำให้เกิดเสียงอันแสบแก้วหูเวลามันกระทบกัน
ชายวัยกลางคนจ้องมองไปที่ชายชุดดำและยิ้มเยาะ “ให้ข้าคาดเดา ท่านคงเป็นชายผู้หนุนหลังเยี่ยฉวนใช่หรือไม่?”
ชายในชุดดำกล่าวอย่างแผ่วเบา “เหล่าคนที่ต้องการสมบัติขั้นสุดยอดจงออกมาให้หมดและจงประกาศว่าพวกเจ้ามาจากแห่งหนใด!”
ชายวัยกลางคนหัวเราะ “เจ้าจะสังหารพวกข้าในคราเดียวหรือ?”
จากนั้นคนก็จ้องมองที่ชายในชุดดำและยิ้มออกมา “ข้าคงต้องกล่าวบางสิ่ง เจ้านั้นแปลกประหลาดยิ่งนัก ทว่าหากเป็นเช่นนี้ต่อไปข้าเกรงว่าเจ้าจะข่มขวัญพวกข้าไม่ได้!”
ชายในชุดดำกล่าวอย่างแผ่วเบา “เจ้าช่างมั่นใจนัก”
ชายวัยกลางคนแย้มยิ้มน้อยๆ “ความมั่นใจนี่มาจากความแข็งแกร่ง”
ขณะที่ปากพูดไปตาก็ทอดมองไปรอบๆ “ดูแล้วพวกเขาคงไม่เต็มใจที่จะออกมา เช่นนั้นก็ขอให้ข้าได้เป็นผู้เริ่ม! ข้า โม่หยานเสี่ยว ผู้ปกครองแห่งสำนักชางเสี่ยว”
ชายในชุดดำพลันชี้ออกไปทางซ้ายด้วยมือขวาของเขา “กว่า 30 จั้งข้างหน้านี้ ชายชราผู้นั้น จงหยุดจ้องมองเสีย เจ้าจงออกมา!”
หลังจากความเงียบพักหนึ่ง ชายชราก็ปรากฏกายตรงที่ชายในชุดดำชี้ไป
เมื่อเห็นเช่นนั้น ดวงตาของโม่หยานเสี่ยวก็หรี่เล็กลงและชายชราก็จ้องเขม็งไปทางชายในชุดดำ
ชายในชุดดำเอ่ยออกมา “ท่านมาจากกองกำลังใด!”
ชายชรากำลังจะกล่าวออกมาและบัดนั้นเองโม่หยานเสี่ยวกลับหัวเราะออกมา “กู่เซียนเฟิง หัวหน้าผู้อาวุโสแห่งสำนักไถอี้”
ชายชราจ้องมองโม่หยานเสี่ยวอย่างเย็นชาและไม่ได้กล่าวสิ่งใด
ณ เวลานั้นชายในชุดดำพลันชี้ไปด้านหน้า “กว่าสามร้อยจั้งห่างออกไป เจ้าคนที่สวมชุดขาวนั่นน่ะ จงออกมา!”
เมื่อสิ้นเสียง ชายวัยกลางคนในชุดคลุมขาวก็ปรากฏกาย
เมื่อเห็นคนผู้นั้น กู่เซียนเฟิงและโม่หยานเสี่ยวต่างขมวดคิ้วน้อยๆ
ชายวัยกลางคนในชุดคลุมขาวจ้องมองไปที่ชายชุดดำ “นับถือ นับถือ!”
ชายในชุดดำกล่าว “เจ้ามาจากกองกำลังใด!”
ชายวัยกลางคนในชุดคลุมขาวเอ่ยเสียงแผ่ว “ฟางฉานจากชุมนุมหวั่งเฉิง”
ชายในชุดดำผงกศีรษะน้อยๆ “ที่เหลือทั้งสาม พวกเจ้าจะออกมาด้วยตัวเองหรือต้องให้ข้าเชิญออกมากัน?”
“น่าสนใจ!”
เสียงเสียงหนึ่ง อยู่ๆ ก็ดังขึ้นมาไม่ห่างไกลจากชายในชุดดำนัก และไม่ช้านานชายชราผมขาวก็ปรากฏกายในฉับพลัน
ชายชราผมขาวแย้มยิ้มน้อยๆ “ดูท่าแล้ววันนี้ข้าได้พบกับยอดฝีมือไร้เทียมทาน! ข้าช่างใคร่รู้เกี่ยวกับตัวตนของท่านนัก”
ขณะที่พูดไปอยู่นั้น เขาก็ชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะออกมา “ข้าลืมแนะนำตัว! ข้าเป็นผู้บำเพ็ญเพียรสันโดษ ไร้ซึ่งสำนัก ข้ามาเพื่อสมบัติขั้นสุดยอด”
ชายในชุดดำค่อยๆ กำหมัดของตนแน่นขึ้น “แล้วพวกเจ้าอีกสองคนเล่า?”
ไม่ช้าชายทั้งสองในชุดคลุมดำก็ปรากฏกายจากด้านข้าง พวกเขายืนอยู่ด้วยกัน ดูเหมือนว่าจะมาด้วยกันตั้งแต่แรก
ชายในชุดดำพยักหน้าน้อยๆ และกล่าวออกมา “มีอีกหนึ่งคน……เหตุใดหัวหน้าผู้อาวุโสแห่งสถานศึกษาเต๋าอี้จึงได้ขี้ขลาดตาขาวนัก?”
หลังจากนั้นชายชราก็ปรากฏกายเงียบๆ จากด้านหนึ่ง
นั่นคือหัวหน้าผู้อาวุโสแห่งสถานศึกษาเต๋าอี้ เขาจ้องเขม็งไปที่ชายในชุดดำ “ข้าสามารถเรียกเจ้าว่าอะไรได้?”
ชายในชุดดำส่ายศีรษะน้อยๆ “ท่านหัวหน้าผู้อาวุโส ท่านมาที่นี่เพื่อปกป้องเยี่ยฉวนหรือท่านมาต่อสู้แย่งชิงสมบัติขั้นสุดยอดดังเช่นพวกเขากัน?”
ชายชราเอ่ยถามเสียงเบา “แล้วมันมีเหตุประการใดที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหรือ?”
ชายในชุดดำหัวเราะเบาๆ “แน่นอน ถ้ามันเป็นตามประการแรกที่ข้าได้กล่าวไป ก็ถือว่าเป็นการดี หากเป็นประการหลัง ไม่แน่ว่าข้าอาจเข้าไปทำลายล้างสำนักเสียวันนี้!”
ได้ยินเช่นนี้ทุกคนที่อยู่ในพื้นที่ล้วนตะลึงงัน ชายในชุดดำนี่ก็มาจากสถานศึกษาเต๋าอี้หรือ?
หัวหน้าผู้อาวุโสจ้องเขม็งไปที่ชายในชุดดำ “เจ้าไม่มีวันเป็นคนของสถานศึกษาเต๋าอี้ได้ เจ้าคือใครกันแน่?”
ทุกคนล้วนจับจ้องไปที่ชายในชุดดำ แน่นอนว่าทุกคนนั้นสงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับชายในชุดดำที่อยู่ๆ ก็ปรากฏกายผู้นี้!
น้อย……น้อยคนยิ่งนักที่พวกเขาจะจับสัมผัสไม่ได้ ทว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ในสองเหตุการณ์เท่านั้น หนึ่งคือความแข็งแกร่งคนคนนั้นเหนือชั้นกว่าพวกเขามากนัก และอีกหนึ่งคือใครคนนั้นมีวิชาบ่มเพาะพลังชี่ที่พิสดาร
ชายในชุดดำส่ายศีรษะน้อยๆ “อย่าได้พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้ก่อนเลย มาพูดคุยเกี่ยวกับเยี่ยฉวนจะดีกว่า เขาคือศิษย์ของข้า ในวันนี้ที่ร่างอวตารของข้าปรากฏกายก็เพื่อ……”
“ร่างอวตาร!”
ในอีกด้านหนึ่งโม่หยานเสี่ยว ผู้ปกครองแห่งสำนักชางเสี่ยว พลันถลันพูด “เจ้าพูดว่าเจ้าเป็นร่างอวตารเช่นนั้นหรือ?”
ได้ยินเช่นนั้นสีหน้าของทุกคนในพื้นที่ก็ดูเปลี่ยนไปอย่างยากที่จะเข้าใจ!
ชายในชุดดำกล่าวเสียงเบา “เจ้าคิดว่าอย่างไร?”
โม่หยานเสี่ยวหัวเราะ “ข้าคงต้องกล่าวว่าเจ้านั้นพิสดารยิ่งนัก พวกข้าแทบจะไม่สามารถจับสัมผัสของเจ้าได้ วิธีการนี้ช่างเยี่ยมยอด ทว่าตรงนี้ไม่มีผู้ใดที่จะเกรงกลัวไปได้มากกว่านี้หรอก เจ้าขอให้พวกข้าออกมา หากเจ้าไม่สำแดงความแข็งแกร่งของเจ้า ข้าไม่คิดว่ามันจะเป็นความคิดที่เข้าท่านัก”
ชายในชุดดำหัวเราะ “เช่นนั้นหรือ พวกท่านคงคิดว่าข้าน่าหวั่นเกรงใช่หรือไม่?”
โม่หยานเสี่ยวเอ่ยเสียงเบา “พวกข้ารู้ว่าเหตุที่เยี่ยฉวนนั้นแข็งแกร่งยิ่งนักก็เพราะเขาจะต้องมีผู้หนุนหลัง! ทว่าวันนี้พวกเขาต้องการที่จะรู้ให้ได้ว่าผู้ที่หนุนหลังเจ้าหนุ่มนั่นน่ะแข็งแกร่งเท่าไร”
ชายในชุดดำเอ่ยถาม “พวกท่านอยากจะเห็นหรือ?”
โม่หยานเสี่ยวหัวเราะก่อนจะกล่าว “จงสำแดงให้พวกข้าได้เห็น!”
ทุกคนล้วนจ้องมองไปที่ชายในชุดดำ!
บัดนั้นชายในชุดดำกางมือขวาออกมา ฉับพลันนั้นเอง กระบี่ก็ปรากฏขึ้นในฝ่ามือของเจ้าตัว ไม่นานนักกระบี่เล่มนั้นก็สั่นเทิ้มน้อยๆ แล้วค่อยเริ่มส่งเสียงกู่ร้องออกมาจากผืนฟ้า!
ครืน!
ด้วยเสียงของกระบี่เล่มนี้ สุญญากาศและผืนดินโดยรอบมากกว่าสิบๆ ลี้พลันปริแตก และในเวลาเดียวกันนั้นเอง แรงผลักดันกระบี่ที่มองไม่เห็นอยู่ๆ ก็ปรากฏอยู่รอบกายชายชุดดำ ด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ทุกคนที่อยู่โดยรอบเขาดูเหมือนจะถูดกดข่มด้วยเขานับพันๆ ลูก!
ทุกคนล้วนกริ่งเกรง!
บัดนี้ชายในชุดดำกล่าวขึ้นทันควัน “ข้านั้นไร้เทียมทาน ทำตามที่เจ้าเห็นชอบเถิด พวกเจ้าสามารถช่วยกันสู้ได้!”
ทุกคน “……”
……
