บทที่ 672 กฎแห่งเต๋า! (ปลาย)
“ทำไม?” เมื่อได้ยินเช่นนั้นจึงเกิดเสียงถามด้วยความข้องใจ
เยี่ยฉวนตอบเสียงอ่อน “ระหว่างเราไม่ได้มีเรื่องเคืองแค้นต่อกัน เหตุใดต้องถึงกับฆ่าแกงกันด้วยขอรับ?”
สตรีลึกลับกล่าวทำนองเย้ยหยันแกมประชดว่า “อะไรนะ? อยากจะทำตัวเป็นคนดีขึ้นมาอย่างนั้นหรือ?”
ชายหนุ่มสั่นศีรษะ “ไม่ได้เกี่ยวกับการเป็นคนดีขอรับ เพียงแต่ข้าไม่ได้ขัดแย้งกับนาง เหตุใดจึงต้องฆ่านาง?”
เสียงระเบิดหัวเราะของอีกฝ่ายดังก้องในโสตประสาท “คนที่อ่อนแอย่อมตกเป็นเหยื่อของคนที่แข็งแกร่ง กฎธรรมดาของโลก”
คนฟังพยักหน้าด้วยจำนน “อย่างที่ท่านพูดก็ถูกต้องอยู่หรอก แต่ข้าก็ยังทำไม่ได้อยู่ดี!”
เยี่ยฉวนไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นคนดีเลิศอะไร ทว่าเมื่อจะทำอะไรสักอย่างเขามักมีจุดสำคัญในการตัดสินใจเสมอ
เขาจะไม่ละเลยสิ่งสำคัญนั้นไปอย่างเด็ดขาด
สตรีปริศนาเปลี่ยนจากเสียงหัวเราะมาพูดกับเขาว่า “นางมีกฎแห่งเต๋า ถ้าไม่สังหารนางเสียเจ้าจะนำกฎแห่งเต๋าออกมาได้อย่างไร? ถ้าไม่ได้ครอบครองกฎแห่งเต๋า เจ้าจะสร้างความกล้าแกร่งให้กับตัวเองได้อย่างไร? ถ้าไม่นำกฎแห่งเต๋าออกมา เจ้าจะช่วยชีวิตอาจารย์เยว่ฉีได้อย่างไร?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นชายหนุ่มจึงพูดไม่ออก
หลังจากสังหารคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าแล้ว เขาสามารถครอบครองกฎแห่งเต๋าได้ซึ่งการมีกฎแห่งเต๋าย่อมหมายความว่าเขาสามารถใช้กฎแห่งเต๋าที่สองกลั่นกระบี่และฟื้นสภาพทางกายภาพให้แก่เยว่ฉีได้ด้วย
ทว่าเขาไม่สามารถลงมือกับคนที่นั่งเฉยๆ อยู่ตรงนั้นได้อย่างแน่นอน!
จึงนิ่งไปครู่ใหญ่ พลันเยี่ยฉวนโต้ตอบในใจพลางส่ายหน้าและยิ้มจืดๆ “หากสังหารคนเพื่อฉกฉวยผลประโยชน์ จิตใจของข้าจะไม่มีทางสงบสุขอีกเลย ข้าไม่ทำหรอกขอรับ!”
พูดพลางถอยห่างไปสองสามก้าว
ทันใดนั้นเสียงแห่งกระบี่ในร่างกายส่งสัญญาณดังกรีดแหลม เสียงนั้นดังมาจากกระบี่หนึ่งในสามเล่มซึ่งแขวนอยู่บนยอดหอคอยแห่งเรือนจำ กระบี่ตรงกลาง!
กระบี่สั่นสะท้านรุนแรง ชั่วพริบตาต่อมาพลันปรากฏลำแสงแห่งกระบี่พุ่งวาบ จากนั้นจึงตกใส่บริเวณกลางลำตัวของเยี่ยฉวนอย่างรวดเร็ว
เมื่อรัศมีแห่งลำแสงกระบี่พุ่งเข้าสู่บริเวณกลางลำตัวของเขา ชายหนุ่มถึงกับสั่นสะท้านเป็นเจ้าเข้า ขณะเดียวกันพลังชี่แห่งกระบี่ในกายแผ่ซ่าน พลันต่อมาภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าได้แปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ณ เวลานี้เขากำลังอยู่ในโลกสีเทาหม่นและกว้างใหญ่
เยี่ยฉวนแหงนหน้าขึ้นมอง รูปเงาประหลาดลอยนิ่งอยู่ในอากาศซึ่งห่างจากที่เขายืนไม่สูงมากนักและร่างนั้นเห็นได้ชัดว่ากำลังหันหลังให้ตนเอง ดังนั้นเยี่ยฉวนจึงไม่สามารถมองเห็นได้อย่างถนัดชัดเจน บนบ่าข้างหนึ่งของร่างนั้นมีตัวอะไรสักอย่างคล้ายมนุษย์เกาะอยู่ ร่างนั้นก็ออกจะตะคุ่มๆ เล็กน้อยเช่นกัน ขณะนั้นคนตัวเล็กเอนศีรษะของมันพิงเข้ากับศีรษะของเจ้าของบ่า……
ชายหนุ่มเกือบจะอ้าปากร้องถามออกไป พลันมีเสียงของใครคนหนึ่งดังออกมาจากท้องฟ้า “มนุษย์ ตอบแทนพันธะด้วยกตัญญูและขจัดความชังด้วยการแก้แค้น เมื่อเกิดความชังขึ้นคราใด มันจะต้องหนักหนาสาหัสประหนึ่งข้าสามารถทำลายล้างโลกให้พินาศเทียวหรือ? ทว่าเจ้าไม่ยอมละทิ้งซึ่งเจตนาที่จริงแท้และไม่ทรยศหักหลังต่อสติที่รู้ผิดชอบชั่วดี… เจ้าอาจยึดมั่นในจิตใจที่แท้ของตนและทำให้กระบี่จดจำมัน นั่นคือเคราะห์กรรม”
ว่าแล้วร่างนั้นยกมือข้างขวาขึ้นและโบกเบาๆ พลันรังสีแห่งลำแสงกระบี่พุ่งวาบลงมาจากท้องฟ้า ก่อนที่จะเข้าสู่จุดกึ่งกลางหว่างคิ้วของเยี่ยฉวน ทันใดนั้นระลอกข้อความได้ทยอยไหลหลากเข้าสู่ชายหนุ่มดุจคลื่นใต้น้ำ
ในเวลาเดียวกันเสียงจากฟากฟ้าดังขึ้นอีกครั้งว่า “ข้าฝึกฝนเพลงกระบี่เมื่อครั้งยังเยาว์วัยและอยู่กับข้ามาจวบจนทุกวันนี้ อาจดูเหมือนระดับต่ำไปบ้างด้วยข้าปรับปรุงไว้เพียงเล็กน้อย จงจำไว้ว่าเพลงกระบี่อยู่ที่เจตนาแรกเริ่ม เมื่อพบอุปสรรคเจ้าถึงค่อยนำออกมาใช้ แล้วกระบี่นั้นสามารถทะยานข้ามแผ่นฟ้าและทำลายล้างโลกาได้ในชั่วพริบตา! ถ้าข้าชักกระบี่ออกมาเมื่อใด เมื่อนั้นต่อให้ผืนฟ้าก็อาจถล่มลงพื้นปฐพีเฉกเช่นเดียวกัน!”
หลังจากนั้นไม่นานร่างนั้นก็ค่อยๆ พร่าเลือน
ด้านล่าง เยี่ยฉวนนิ่งอึ้งงงงงันอยู่ที่เดิมเป็นนาน กว่าจะเอื้อนเอ่ยถามออกไปว่า “ผู้อาวุโส ท่านเป็นใคร?”
ทว่าร่างพร่าเลือนได้หายไปอย่างไร้ร่องรอยจนหมดสิ้น
ในเวลานั้นภาพที่ปรากฏแก่สายตาของเขามีการบิดเบือน จากนั้นเขาจึงกลับมายังคฤหาสน์คืนสู่สถานการณ์ ณ ปัจจุบัน
และบัดนี้ในความรู้สึกของเยี่ยฉวนมีเพลงกระบี่ขึ้นมาอีกเพลงกระบี่แล้ว
ตอนนั้นเองสตรีปริศนาที่ชั้นสี่ถอนใจเฮือกก่อนที่จะมีเสียงพูดเปรยออกมาว่า “ท่าทางเมื่อชาติที่แล้วเจ้าคงจะช่วยจักรวาลไว้สินะ หรือไม่ก็บังเอิญเคยช่วยเหลือคนที่มีพลังอำนาจเอาไว้ เหตุใดจึงโชคดีอยู่เรื่อย?”
เยี่ยฉวน “……”
เสียงของสตรีปริศนาบนชั้นสี่ถามมาอีกว่า “แน่ใจนะว่า เจ้าไม่อยากได้กฎแห่งเต๋า?”
เยี่ยฉวนขยับทำท่าจะตอบโต้อยู่พอดี เมื่อสตรีร่างอัคคีที่นั่งอยู่ตรงหน้ากระพือเปลือกตาเปิดลืมตาขึ้นทันที
เมื่อเห็นเข้าชายหนุ่มถอยกรูดไปอย่างรวดเร็ว ขณะที่ถอยห่างไปนั้นพลันเขาร้องถามขึ้นในใจของตนว่า “นางตื่นขึ้นมาได้ยังไง?”
สตรีลึกลับบนชั้นที่สี่เงียบกริบไม่ได้ตอบว่าอะไร
จากนั้นกลับมีเสียงของยอดยุทธ์ที่ชั้นสองตอบมาว่า “นางตื่นอยู่ตลอดเวลาต่างหาก”
เยี่ยฉวนอ้าปากหวอ ใบหน้าบิดเบี้ยวเหยเก “นี่ แม่นางบนชั้นสี่น่ะ ทำไมไม่คิดที่จะบอกข้าเลย?”
สตรีบนชั้นสี่ไม่ตอบโต้ว่ากระไร
ถึงไม่ตอบ ทว่าเยี่ยฉวนก็พอจะเดาคำตอบได้!
ด้วยคนบนชั้นที่สี่มีเจตนาไม่ดีแอบแฝงมาตั้งแต่แรก ถ้าเยี่ยฉวนจู่โจมจริงเขาก็คงตายไปแล้ว! นางคิดที่จะยืมมือสตรีร่างอัคคีสังหารเขานั่นเอง!
สตรีลึกลับบนชั้นสี่นั้นช่างชั่วร้ายจริงๆ!
ชายหนุ่มทิ้งระยะห่างระหว่างตนกับสตรีร่างอัคคีไว้พอสมควร ซึ่งฝ่ายหลังไม่เอ่ยว่ากระไรได้แต่มองนิ่งเฉยอยู่อย่างนั้นเอง
ทว่าเยี่ยฉวนก็ยังสัมผัสได้ถึงพลังกดดันที่มองไม่เห็น!
แกร่งกล้าเหลือเกิน! นางเป็นคนที่มีพลังแกร่งกล้ามากทีเดียว!
เป็นไปได้ว่าคนที่อยู่ตรงหน้าไม่สามารถต่อสู้ได้ในขณะนี้ โชคดีแท้ที่นางไม่อาจฉวยจู่โจมได้ในทันทีทันใด
คนร่างอัคคีลุกโชนถามเสียงเย็นเยือก “เหตุใดเจ้าจึงไม่เชื่อคำพูดของนางและจู่โจมข้าล่ะ?”
ได้ยินคำถามทำให้เยี่ยฉวนถึงกับตะลึง ตอบไม่ถูกเอาเลยทีเดียว!
อะไรกันวะ?
เหตุใดนางจึงได้ยินบทสนทนาระหว่างเขากับสตรีลึกลับบนชั้นที่สี่? นางรู้เรื่องหอคอยแห่งเรือนจำด้วย งั้นหรือ?
เพียงคิดเท่านี้ทำเอาชายหนุ่มถึงกับเหงื่อแตกชุ่มหน้าผาก สตรีผู้นี้เป็นใครกันแน่!
หญิงสาวผู้มีร่างอัคคีจ้องคนตรงหน้าพลางตวาดเสียงเข้ม “ตอบ!”
เยี่ยฉวนสูดลมหายใจเพื่อข่มสติอารมณ์ ก่อนพูดเรียบๆ ว่า “อย่างที่เจ้าได้ยินนั่นแหละ ข้ากับเจ้าไม่ได้มีความขัดแย้ง และข้าไม่ได้อยากจะฆ่าเจ้า”
ฝ่ายตรงข้ามมองคนพูดด้วยสายตาแน่วแน่โดยไม่ยอมโต้ตอบ
ทว่าเยี่ยฉวนย้อนถามในใจว่า “ยอดยุทธ์ชั้นสอง เหตุใดนางจึงได้ยินข้าสนทนากับนางปีศาจบนชั้นสี่ด้วยล่ะขอรับ?”
สิ้นคำถาม มีแต่ความเงียบอยู่ชั่วขณะ จากนั้นจึงยอดยุทธ์ที่ชั้นสองบอกมาว่า “นาง… อาจเป็นกฎแห่งเต๋าก็ได้!”
น้ำเสียงเคร่งขรึมอย่างเห็นได้ชัด
เยี่ยฉวน “……”
