Skip to content

หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ 687


บทที่ 687 รับสัมผัสทั่วทั้งร่างกาย!

ภายในเมืองเซียนเจี้ยน ผู้คนนั้นจับจ้องไปที่พวกเขา

นี่เรียกว่าเสมอหรือ?

บนลานประลองนั้นเอง ชายคนผู้นำจ้องมองไปที่เยี่ยฉวนที่หายลับไปไกลแสนไกล นิ่งเงียบไป

และชายหนุ่มกับหญิงสาวที่อยู่อีกด้านหนึ่งก็เงียบงันไปเช่นกัน

เหตุเพราะพวกเขารู้ว่าเยี่ยฉวนนั้นออมมือให้ มากไปกว่านี้ยังช่วยปกป้องชื่อเสียงของสำนักเซียนเจี้ยนอีกด้วย

หากฝ่ายเยี่ยฉวนโจมตีตนอย่างจริงจัง ไม่ใช่ว่าตนจะขายหน้าเท่านั้น แต่สำนักเซียนเจี้ยนก็จะเสื่อมเสียชื่อเช่นกัน

ซึ่งเยี่ยฉวนไม่ได้กระทำสิ่งเหล่านี้!

ตอนนั้นเอง ชายผู้ที่ได้เผชิญหน้ากับเยี่ยฉวนพลันกล่าว “เขาแข็งแกร่งยิ่งนักและยังไม่ได้แสดงความสามารถที่แท้จริงอีกด้วย!”

พูดจบหันกลับและจากไป

ในเมืองเซียนเจี้ยน หมู่ชนค่อยๆ สลายไป พวกเขาสามารถยอมรับผลในครั้งนี้ได้ตราบเท่าที่สำนักเซียนเจี้ยนไม่พ่ายแพ้

……

ยามที่เยี่ยฉวนจากเมืองเซียนเจี้ยนไปได้ไม่นาน หลี่ชิงและชายชราอีกคนก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเขา

เยี่ยฉวนคำนับน้อยๆ “เคารพท่านผู้อาวุโส”

เมื่อเห็นเช่นนั้นคนทั้งสองก็ผงกศีรษะน้อยๆ ในใจ

หลี่ชิงปราดมองเยี่ยฉวน “วัตถุประสงค์ของเจ้าในการมาเยือนครั้งนี้ก็เพื่อกระบี่เท่านั้นหรือ?”

เยี่ยฉวนฝืนยิ้ม “เป็นไปตามที่ท่านว่าขอรับ ไม่มีกระบี่ในสถานศึกษา และข้ามีเรื่องบาดหมางกับหอวาณิชไท่เฮ่อ ข้าทำอะไรไม่ได้นอกเสียจากมาที่นี่ หากข้าทำให้เกิดความขุ่นเคือง โปรดอภัยให้ข้าด้วยท่านผู้อาวุโสหลี่”

หลี่ชิงเงียบงันไปชั่วครู่ จากนั้นจึงเบี่ยงนิ้วชี้ออกไป แหวนสัมภาระตกลงตรงหน้าเยี่ยฉวน

เยี่ยฉวนชำเลืองมองมัน มันมีกระบี่ขั้นสวรรค์อยู่สิบสองเล่ม ซึ่งทั้งหมดพวกอยู่ในระดับสูง

เยี่ยฉวนจ้องมองไปที่หลี่ชิงด้วยความฉงนใจ “สิ่งนี้คืออะไรหรือขอรับ?”

หลี่ชิงกล่าว “เป็นการขอบคุณที่ไม่ได้สังหารเขาคนนั้นก่อนหน้านี้ หากเจ้ามีเวลาในคราวหน้า จงมาที่สำนักเซียนเจี้ยนเพื่อที่จะติดต่อพวกเขา!”

สิ้นคำ คนก็หันกลับและจากไป

เยี่ยฉวนแย้มยิ้มน้อยๆ อยู่ตรงนั้นและเก็บแหวนสัมภาระไป ไม่ช้าก็ควบกระบี่ทะยานหายไปที่สุดขอบฟ้า

ในที่ที่ลับสายตานั้น หัวหน้าผู้อาวุโสและคนอื่นๆ ทอดมองการจากไปของเยี่ยฉวนและพยักหน้าให้กันอย่างเงียบๆ

ข้างๆ หัวหน้าผู้อาวุโสนั้น ชายชรากระซิบอย่างแผ่วเบา “ชายผู้นี้……ไม่เพียงแต่มากด้วยพรสวรรค์และไร้ยางอายยิ่ง แต่ยังตระหนักรู้ว่าควรจะทำตัวเช่นไร……หลังจากนี้สำนักเซียนเจี้ยนจะไม่ชิงชังเขาทว่าจะเห็นคุณค่าของเขาแทน……”

ยามที่พูดไปเขาก็จ้องมองไปที่หัวหน้าผู้อาวุโส

หัวหน้าผู้อาวุโสกล่าว “กลับกันเถิด!”

ไม่ช้าทุกคนก็แยกย้ายกันไป

เยี่ยฉวนกลับมาที่สถานศึกษาเต๋าอี้ บัดนี้กลุ่มขั้นเทพมีกันทั้งสิ้นสิบห้าคนแล้ว ทั่วทั้งสาขาภายในนั้นมีศิษย์น้อยกว่าสี่สิบคน!

หลังจากกลับมาที่สาขาภายในนั้น เยี่ยฉวนก็เริ่มการบำเพ็ญเพียร

เพื่อที่จะฝ่าขั้นทลายสุญตา!

เขารับรู้ได้อย่างแน่ชัดว่าลำดับขั้นพลังที่เขาเป็นนั้นไม่เพียงพอ เหตุเพราะวิชากระบี่อันทรงพลังบางวิชาจำเป็นต้องมีขั้นพลังเกื้อหนุน

เขามีกระบี่ขั้นสวรรค์อยู่จวนจะ 70 เล่มได้!

กระบี่ขั้นสวรรค์ 70 เล่ม!

เยี่ยฉวนมาที่ห้องบำเพ็ญเพียร เขานั่งขัดสมาธิอยู่บนผืนดินแล้วจากนั้นก็เอากระบี่ขั้นสวรรค์ทั้งหมดออกมา

เยี่ยฉวนสูดหายใจเข้าลึกก่อนจะเลือกกระบี่ออกมาและแทงมันเข้าไปในร่างของตัวเอง

กลืนกิน!

กลืนกินอย่างบ้าคลั่ง!

ในห้องบำเพ็ญเพียรนั้น พลังชี่ของเยี่ยฉวนเริ่มกล้าแกร่งขึ้นทีละน้อยๆ……

ระหว่างที่เยี่ยฉวนกำลังบำเพ็ญเพียรอยู่นั้น ชายชราคนหนึ่งก็มาที่เมืองเต๋าอี้พร้อมกับยอดฝีมือสองคนที่สวมใส่เกราะสีทองและดำ

ด้านนอกเมืองเต๋าอี้ ชายชราปราดมองเมืองเต๋าอี้ ยิ้มอย่างเย็นชา และเข้าเมืองไป

ราวหนึ่งถ้วยชาผ่านไป คนทั้งสามมายังสถานศึกษาเต๋าอี้

เป็นหัวหน้าผู้อาวุโสที่ออกมาต้อนรับพวกเขาทั้งสาม!

ในหอเต๋าอี้ หัวหน้าผู้อาวุโสปราดมองคนทั้งสามแล้วกล่าว “พวกเจ้าเป็นใครกัน?”

ชายชราหัวเราะ “ข้ามู่เทียน ที่ปรึกษาแห่งตระกูลตู๋กู*[1] ครั้งนี้ข้ามาในนามของตระกูล!”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของหัวหน้าผู้อาวุโสก็แปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย “ตระกูลตู๋กูจากดินแดนสวรรค์หรือ?”

ชายชราผงกศีรษะ “ตามที่ท่านว่า!”

หัวหน้าผู้อาวุโสท่าทางเคร่งเครียดขึ้นมา!

หลังจากนั้นครู่หนึ่งหัวหน้าผู้อาวุโสก็กล่าวขึ้น “พวกท่านมาเยือนที่แห่งนี้ด้วยจุดประสงค์ใดหรือ?”

ชายชราหัวเราะ “ตระกูลตู๋กูของพวกข้าต้องการถามหาถึงคนสองคน”

“ต้องการคนสองคนหรือ?”

หัวหน้าผู้อาวุโสขมวดคิ้ว “ทั้งสองนั้นเป็นใครกัน?”

ชายชรามองตรงไปที่หัวหน้าผู้อาวุโส “เยี่ยฉวน เยี่ยหลิง!”

เมื่อได้ยินเช่นนั้นหัวหน้าผู้อาวุโสนิ่งงันไป หลังจากนั้นครู่หนึ่ง เขาจึงเอ่ยเสียงเบา “ท่านหมายความว่าอย่างไร?”

มู่เทียนกล่าวเสียงต่ำ “ท่านหัวหน้าผู้อาวุโส นี่เป็นเรื่องน่าอับอายสำหรับตระกูลตู๋กู ฉะนั้นข้าจะไม่ชี้แจงสิ่งใดมากนัก ข้ามาที่นี่ในครานี้เพื่อพาพวกเขากลับไป”

หัวหน้าผู้อาวุโสกดเสียงต่ำ “พวกเขาเป็นคนของตระกูลตู๋กูหรือ?”

มู่เทียนยิ้มเยาะ “แน่นอนว่าไม่”

ยามที่เขาพูดอยู่นั้นเขากุมกำปั้นของเขาไว้ “ท่านหัวหน้าผู้อาวุโส โปรดส่งสองคนนี้มาให้ข้าและให้ข้าได้กลับไปเสียที”

หัวหน้าผู้อาวุโสกดเสียงต่ำ “พวกเขาทั้งคู่เป็นศิษย์ของสำนักเต๋าอี้ของพวกข้า”

ได้ยินเช่นนั้นดวงตาของมู่เทียนหรี่เล็กลงน้อยๆ “ท่านหมายความว่าอย่างไรกัน?”

หัวหน้าผู้อาวุโสหัวเราะ “หากพวกเขาเต็มใจที่จะไปกับท่าน พวกเราสถานศึกษาเต๋าอี้จะไม่ขัดขวางท่าน พวกเขาทั้งคู่มีอิสระอย่างสมบูรณ์ ทว่าหากไม่เป็นเช่นนั้นพวกข้าจะไม่ยินยอมให้พวกเขาถูกบังคับนำตัวไป!”

มู่เทียนยิ้มเยาะ “ท่านผู้อาวุโส สถานศึกษาเต๋าอี้จะเข้ามาข้องเกี่ยวกับเรื่องของตระกูลตู๋กูของพวกเราหรือ?”

หัวหน้าผู้อาวุโสส่ายศีรษะ “ข้าไม่มีความสนใจในเรื่องของตระกูลตู๋กู ข้าเพียงหวังว่าท่านจะเข้าใจว่าพวกเขาเป็นศิษย์ของสถานศึกษาเต๋าอี้ของพวกข้าก็เพียงเท่านั้น”

มู่เทียนจ้องเขม็งไปที่หัวหน้าผู้อาวุโส “สรุปแล้วสถานศึกษาเต๋าอี้ไม่เต็มใจที่จะส่งพวกเขามาสินะ!”

สีหน้าของหัวหน้าผู้อาวุโสดูเยือกเย็นเช่นกัน “ท่านจะชิงตัวพวกเขาไปหรือไม่?”

มู่เทียนจ้องมองด้วยความกราดเกรี้ยวเล็กน้อย “หากนี่เป็นยุคสมัยของมู่เต๋าอี้ ตระกูลตู๋กูคงยังเกรงกลัวท่านสักเล็กน้อย ทว่าในตอนนี้… ข้าคงต้องบอกท่านว่า หากท่านไม่ส่งสองคนนั้นมา ท่านจะเสียใจไปชั่วชีวิต”

พร้อมกันนั้นเขาก็หันกลับและจากไป

ตรงหอนั้น สีหน้าของหัวหน้าผู้อาวุโสดูมืดหม่น ไม่มีผู้ใดรู้ได้ว่าเขากำลังครุ่นคิดสิ่งใดอยู่

หลังจากนั้นครู่หนึ่งหัวหน้าผู้อาวุโสก็เอ่ยขึ้นมา “จงรวมตัวผู้ฝึกสอนทั้งหมด”

ไม่ช้านานผู้ฝึกสอนทั้งหมดในสาขาภายในก็มายังหอเต๋าอี้

“ส่งตัวเยี่ยฉวนกับเยี่ยหลิงงั้นหรือ? จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไรขอรับ? หากพวกเราทำเช่นนั้น จุดยืนของพวกเราในดินแดนอุดรจะเป็นอย่างไรกัน?”

“ไม่ได้เด็ดขาด! หากพวกเราส่งตัวพวกเขาไป ผู้คนในดินแดนอุดรคงได้หัวเราะเยาะสถานศึกษาของพวกเราเป็นแน่!”

“ความเสื่อมเสียเกียรติเช่นนี้ต้องไม่เกิดขึ้น!”

“ตระกูลตู๋กูช่างหยิ่งผยองยิ่งนัก หนำซ้ำตอนนี้ยังเข้ามายุ่มย่ามกับเรื่องของดินแดนอุดรอีก!”

“พวกเขาจะไม่ลดละความพยายาม……”

หลังจากนั้นครู่หนึ่งทั่วทั้งหอพลันเงียบงันไป ทุกคนล้วนจ้องมองไปที่หัวหน้าผู้อาวุโส ซึ่งเจ้าตัวก็ยิ้มออกมา “มันช่างหาได้ยากยิ่งนัก ที่ความเห็นของทุกคนนั้นเห็นพ้องในเวลาเดียวกัน”

ระหว่างที่พูดไป คนก็เงยหน้ามองไปด้านนอกที่ไกลแสนไกล “คราวนี้ข้าเกรงว่าตระกูลตู๋กูจะไม่ลดละความพยายาม……จงแจ้งท่านอาจารย์ใหญ่เสีย”

เบื้องล่างนั้นชายชรากล่าวเสียงต่ำ “เป็นเรื่องร้ายแรงเช่นนั้นเลยหรือขอรับ?”

หัวหน้าผู้อาวุโสฝืนยิ้ม “มันรุนแรงยิ่งกว่าที่เจ้าคิด……เจ้ารู้เรื่องตระกูลตู๋กูน้อยเกินไป! ตระกูลนี้มีจุดยืนอันเด็ดเดี่ยวในดินแดนสวรรค์ แม้ในช่วงเวลาที่สถานศึกษาเต๋าอี้ของพวกเรานั้นรุ่งเรืองที่สุด ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเราจะต่อกรกับพวกเขาได้……”

……

ภายในห้องบำเพ็ญเพียรนั้น จนถึงขณะนี้เยี่ยฉวนได้กลืนกินกระบี่ไปกว่า 20 เล่มแล้ว พลังชี่ของเขาค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ด้วยการนี้เวลาผ่านไปทีละน้อยๆ เพียงสามวันต่อมา เยี่ยฉวนก็ได้กลืนกินกระบี่ไปกว่าห้าสิบเล่ม และพลังชี่ของเขาก็แข็งแกร่งกว่าก่อนหน้าอย่างมาก

ในวันที่สี่เยี่ยฉวนที่อยู่ในห้องบำเพ็ญเพียรพลันเปิดตาขึ้น ในดวงตาของเขา กระบี่แห่งแสงสองกลุ่มพุ่งออกมา

ครืน! ครืน!

รอยแตกลึกสองรอยพลันปรากฏขึ้นบนกำแพงที่อยู่ห่างออกไป!

ในเวลาเดียวกัน พลังชี่อันแข็งแกร่งก็แผ่กระจายไปทั่วตัวเยี่ยฉวน

ขั้นทลายสุญตา!

หลังจากกลืนกินกระบี่ขั้นสวรรค์ไปหกสิบเจ็ดเล่ม ในที่สุดเขาก็บรรลุขั้นทลายสุญตา!

เมื่อบรรลุขั้นทลายสุญตาแล้ว เยี่ยฉวนก็ดันมือขวาของตนไปด้านหน้า ชั่วครู่หนึ่งพื้นที่ว่างตรงฝ่ามือของเขาก็แตกร้าวไปในทันที จากนั้นพลังมืดก็หลั่งไหลออกมาจากรอยร้าวของพื้นที่ว่างนั่น

เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังมืดนั้น เยี่ยฉวนท่าทางคร่ำเครียดขึ้นเล็กน้อย เขาตระหนักได้แล้วว่าเหตุใดขั้นทลายสุญตาถึงแข็งแกร่งกว่าขั้นควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริง! พลังมืดนั้นกล้าแกร่งอย่างมาก แม้แต่เขาเองก็รู้สึกยำเกรง

โดยที่ไม่ต้องคิดคำนึงให้มากความ หลังจากที่บรรลุขั้นทลายสุญตา เยี่ยฉวนดำเนินการฝึกฝนวิชากระบี่ต่อ!

จนตอนนี้ ทุกครั้งยามที่เขาชักกระบี่ ชายหนุ่มจะรู้สึกเบาแรงอย่างมาก!

ทว่าการชักกระบี่นั้นกินแรงไปมากล้น ตัวเขาตอนนี้ทำได้เพียงเอาออกมาอย่างมากสองครั้งในครึ่งชั่วยาม!

เยี่ยฉวนดูจะครุ่นคิดถึงบางสิ่งขึ้นมาได้ แล้วเขาก็ยิ้มออกมาน้อยๆ “วิชากระบี่นี้รวมวิชากระบี่สองประเภทเข้าด้วยกัน ข้าคงต้องตั้งชื่อใหม่ เป็นอะไรดี?……”

ด้วยเหตุนี้เขาจึงใช้เวลาครุ่นคิด จากนั้นพักหนึ่งมุมปากของเยี่ยฉวนก็ยกขึ้นน้อยๆ “เช่นนั้นก็เรียกมันว่า ‘ออกกระบี่ชี้ชะตา’ ! ฮี่ๆ……”

แต่แล้วดูเหมือนว่าคนที่ยิ้มๆ อยู่ก็นึกถึงบางสิ่งขึ้นมาได้ ชายหนุ่มจัดการโบกมือขวาแล้วกระบี่สองเล่มก็ปรากฏเบื้องหน้าเขา

กระบี่อันชางและกระบี่ที่อวิ๋นเซิงสร้างให้เขา

กระบี่ทั้งสองอยู่ในขั้นศักดิ์สิทธิ์ แน่นอนว่ากระบี่ที่อวิ๋นเซิงสร้างให้เขานั้นเยี่ยมยอดกว่า

กระบี่ที่อวิ๋นเซิงสร้างให้นั้นมีนามว่ากระบี่เซียนหลิง

เขาใช้กระบี่ทั่วไปเพื่อฝึกฝนออกกระบี่ชี้ชะตาก่อน เขาไม่เคยใช้กระบี่เซียนหลิงนี่เลย

เพราะเขาไม่อาจหาญพอจะใช้มัน!

หากเขาใช้กระบี่เล่มนี้ เขาอาจทำลายห้องบำเพ็ญเพียรนี่ไป

แม้ชายหนุ่มจะเคลือบแคลงสงสัยเกี่ยวกับพลังของออกกระบี่ชี้ชะตา แต่เขาก็ยังไม่ริอาจลองมัน

ต้องปล่อยความสังสัยนี้ไปเสีย!

เยี่ยฉวนออกจากห้องบำเพ็ญเพียรไปแล้วมายังโลกใต้พิภพที่อยู่เบื้องใต้ของวิถีเพลิงอินทนิล

เขาไม่เคยลืมเยว่ฉี

ทว่ายามที่เขามายังหอนี้ ประตูของหอนั้นปิดอย่างแน่นหนา

เมื่อเห็นเช่นนั้น เยี่ยฉวนก็ขมวดคิ้ว แล้วตั้งท่าจะแอบลอบเข้าไป ทว่าในตอนนั้นเอง อยู่ๆ ประตู ก็เปิดออกและเสียงหนึ่งก็ดังออกมา “จงเข้ามา!”

เสียงของเยี่ยนเจี๋ย!

เยี่ยฉวนเร่งรีบเดินเข้าไป เบื้องหน้าเยี่ยนเจี๋ยมีโต๊ะสีแดงเพลิงตั้งอยู่ และยังมีร่างสตรีนางหนึ่งนอนอยู่บนโต๊ะยาวนั่นด้วย

สตรีนางนั้นคือเยว่ฉีเป็นแน่!

เยว่ฉีนอนราบอย่างสงบโดยไม่มีพลังชี่ในร่างกายเลยแม้แต่น้อย สิ่งสำคัญไปกว่านั้นคือตอนนี้นางถูกเปลือยกายอยู่

เห็นเช่นนั้นเยี่ยฉวนก็มองไปที่เยี่ยนเจี๋ย “ท่านช่วยแต่งตัวให้นางได้หรือไม่ขอรับ?”

เยี่ยนเจี๋ยปรายตามองเยี่ยฉวน “เวลานี้ร่างของนางยังอยู่ในขั้นตอนของการขึ้นรูปและไม่สามารถมีสิ่งแปลกปลอมสัมผัสตัวนางได้”

ได้ยินเช่นนั้น เยี่ยฉวนก็พยักหน้ารับเบาๆ “เช่นนั้นเองหรือ!”

เยี่ยนเจี๋ยกล่าวขึ้นมาอีกครั้ง “เจ้าอยู่ที่นี่แล้ว ข้ามีสิ่งที่ต้องการให้เจ้าช่วย”

เยี่ยฉวนเร่งรีบกล่าวออกมา “มีเรื่องอันใดหรือขอรับ?”

เยี่ยนเจี๋ยเอ่ย “เจ้ามีพลังชี่โกลาหลอยู่กับตัวหรือไม่?”

เยี่ยฉวนชะงักงันไปน้อยๆ “ท่านรู้ได้อย่างไร?”

เยี่ยนเจี๋ยกล่าว “เจ้าเป็นคนบอกข้า!”

เยี่ยฉวนยิ้มกลบเกลื่อน เขาจวนจะลืมไปแล้วว่าแต่เดิมเยี่ยนเจี๋ยนั้นอยู่ในหอคอยแห่งเรือนจำ

เยี่ยนเจี๋ยชี้ไปทางเยว่ฉี “หล่อเลี้ยงกายเนื้อของนางด้วยพลังชี่โกลาหลของเจ้า”

เยี่ยฉวนกล่าว “ใส่พลังชี่โกลาหลลงในร่างของนางหรือ?”

เยี่ยนเจี๋ยผงกศีรษะ “นางยังไม่มีจิตสำนึก หลังเจ้าใส่พลังชี่โกลาหลลงในร่างของนาง เจ้าต้องชี้นำให้มันไปหล่อเลี้ยงร่างของนางช้าๆ……”

ขณะที่พูดไปนางก็จ้องมองไปที่เยี่ยฉวน “ในกระบวนการนี้เจ้าต้องสัมผัสทั่วทั้งร่างของนาง เจ้าคงจะไม่คิดอกุศลใช่ไหม?”

เยี่ยฉวน……

หมายเหตุ* ตระกูล ‘ตู่กู่’ ที่อ้างว่าเยี่ยฉวนและเยี่ยหลิงเป็นคนของตระกูลตัวเอง ทางเอ็นจอยบุ๊คจะแก้ไขเปลี่ยนเป็น ‘ตู๋กู’ ตั้งแต่ตอนที่ผิดพลาดก่อนหน้า และจะใช้ชื่อตระกูล ‘ตู๋กู’ ตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version