บทที่ 742 ข่ม สกัดและรวบรวมจิตวิญญาณ! (ต้น)
ฆ่าปิดปากฝ่ายสำนักยุทธ์ฝ่ายเหนือจากการเอาเรื่องนี้ไปเปิดเผย!
หางตาของชายหนุ่มกระตุกยิกๆ สตรีคนนี้ช่างจินตนาการเลยเถิดเสียจริง
เยี่ยฉวนไม่ตอบ เพียงหันหลังกลับและเตรียมพาตู๋กูเสวียนออกไป ชายหนุ่มเพิ่งเดินไปได้เพียงไม่ก้าวก็หยุดชะงัก “ข้าจะถามพวกเจ้าอีกหน สำนักยุทธ์ฝ่ายเหนือต้องการต่อสู้กับข้าอยู่หรือไม่?”
ในหอโถงแห่งนั้น หามียอดฝีมือสำนักยุทธ์ฝ่ายเหนือกล้าสู้หน้าแม้สักคนไม่
จองหอง!
เยี่ยฉวนมันช่างจองหองพองขนนัก!
และยิ่งเห็นเขามีท่าทางจองหองพองขนเช่นนี้ ยิ่งทำให้พวกเขาหวาดกลัวด้วยการแสดงออกเช่นนั้นย่อมหมายความว่าชายหนุ่มคนนี้ไม่ได้มาตัวเปล่าและมีใครบางคนคอยหนุนหลัง
ด้วยเหตุนี้ เยี่ยฉวนจึงออกจากที่นั่นพร้อมด้วยตู๋กูเสวียนและเจ้าสุนัขอสูรโดยสะดวก โดยมีสายตาของกลุ่มยอดฝีมือแห่งสำนักยุทธ์ฝ่ายเหนือที่ได้แต่มองตามหลัง
หลังจากที่พวกเยี่ยฉวนลับกายไป ชายชราซึ่งยืนดูอยู่ข้างเฉินเป่ยเสวียนพูดขึ้นมาทันที “ท่านเชื่อหรือว่าเขาเป็นคนของอารามจักรวาลดาวเว่ยหยาง?”
สตรีพึมพำตอบมาแผ่วเบา “สำคัญด้วยหรือ?”
ชายชราเหลือบมองมายังเฉินเป่ยเสวียนซึ่งขณะนั้นกำลังมองเหม่อไปไกล “เจ้ามั่นใจหรือไม่ล่ะว่าสามารถรับมือกับเจ้าสัตว์อสูรตัวนั้นได้?”
คนตรงข้ามก้มศีรษะพลางส่ายหน้าเป็นนัยยอมรับ
พลังของเขาถึงขั้นศักดิ์สิทธิ์ก็จริง ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรเขายังสัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งของมัน
เฉินเป่ยเสวียนพูดดังให้ได้ยินว่า “สัตว์อสูรที่มีพลังขนาดนั้นยอมติดตามมาด้วย……ต่อให้เบื้องหลังคนผู้นั้นมิใช่อารามจักรวาลดาวเว่ยหยาง ก็ต้องเป็นกองกำลังยิ่งใหญ่ที่ไหนสักแห่ง ไหนจะกระบี่ที่เขาใช้นั่นอีก เขาสามารถสกัดลมปราณของข้าได้ด้วยกระบี่เล่มเดียว เจ้าลองคิดดูซิว่าคนใช้กระบี่เช่นนั้นจะแข็งแกร่งเพียงใด?”
ชายชรานิ่งเงียบไป
สตรีส่งเสียงราวกับรำพึงมาอีกว่า “การตายของเจ้าสำนักต้องเกี่ยวข้องกับเขาอย่างแน่นอน เจ้าสำนักพลังแกร่งกล้าปานนั้นทว่ามาถูกสังหารอย่างเงียบเชียบ……”
พูดไปคนก็เริ่มสั่นศีรษะน้อยๆ “ถึงอย่างไรสมบัติล้ำค่าชิ้นนั้นไม่ใช่ของเราอยู่วันยังค่ำ หากฝืนใช้กำลังฉกฉวยเอามาเป็นของเรา บางทีอาจเป็นพวกเราที่ต้องพบจุดจบเช่นเดียวกับตระกูลตู๋กูและตระกูลกู่อย่างที่เขาบอกก็ได้”
อีกฝ่ายได้แต่นิ่งเงียบและถอนหายใจเฮือกใหญ่ “น่าสมเพช”
เฉินเป่ยเสวียนเหยียดมุมปากยกยิ้ม “ไม่น่าสมเพชสักนิด อย่างน้อยความแข็งแกร่งของสำนักยุทธ์ฝ่ายเหนือเราก็ยังดำรงอยู่ ตระกูลตู๋กูและตระกูลกู่ต่างหากที่เป็นฝ่ายน่าสมเพช ทรัพย์สมบัติชื่อเสียงของสองตระกูลที่สู้อุตส่าห์สั่งสมมานานนับพันปีต้องมีอันล่มสลายลงภายในวันเดียว……น่าทุเรศ!”
จากนั้นคนพูดเบือนหน้าไปทางทิศไกล “ตอนนี้พวกเรามาคอยดูดีกว่าว่าต่อไปเขาจะตกเป็นเป้าหมายของใครอีก……สำนักยุทธ์ฝ่ายใต้? ดินแดนศักดิ์สิทธิ์? หรือว่าอารามจักรวาลดาวเว่ยหยาง……”
ชายชราจึงเอ่ยถามออกมาได้ในเวลานี้ว่า “กองกำลังเหล่านี้จะลงมือจัดการเขางั้นหรือขอรับ?”
เฉินเป่ยเสวียนยิ้มมุมปากเล็กน้อย “สิ่งเย้ายวนมีค่ามหาศาลนัก จะทำให้พวกเขาสนใจได้ไม่น้อยโดยเฉพาะดินแดนศักดิ์สิทธิ์และอารามจักรวาลดาวเว่ยหยาง ถ้าดินแดนศักดิ์สิทธิ์ต้องการเอาชนะอารามจักรวาลดาวเว่ยหยาง พวกมันต้องอาศัยความบังเอิญอย่างยิ่งยวด……และถ้าดินแดนศักดิ์สิทธิ์ต้องการสมบัติล้ำค่าของเยี่ยฉวน อารามจักรวาลดาวเว่ยหยางก็คงไม่อาจนิ่งเฉยทำเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ เจ้าจะได้เห็นว่าดินแดนสวรรค์จะวุ่นวายไม่สงบอีกต่อไป”
…
หลังจากที่หลุดออกจากสำนักยุทธ์ฝ่ายเหนือได้ เยี่ยฉวนมุ่งหน้ากลับไปยังแดนแห่งไฟชำระทันที ซึ่งในเวลานี้แดนแห่งไฟชำระเปรียบเสมือนบ้านอีกแห่งของเขาในดินแดนสวรรค์เสียแล้ว
อันที่จริงเยี่ยฉวนมิได้อยากหาที่หลบซ่อนเลยแม้แต่น้อย ด้วยรู้อยู่เต็มอกว่ากองกำลังในดินแดนสวรรค์หลายแห่งกำลังจ้องมาที่เขาตาเป็นมัน ยิ่งเขาหลบซ่อนยิ่งก่อให้เกิดอันตรายมากยิ่งขึ้น!
ยิ่งตนเองใช้ชีวิตอย่างเปิดเผยมากเท่าไร ยิ่งทำให้พวกที่ไม่แสดงตัวเกิดความลังเลใจมากขึ้นเท่านั้น
รักษาอาการบาดเจ็บ!
เยี่ยฉวนทรุดนั่งขัดสมาธิบนพื้นและเริ่มรักษาอาการบาดเจ็บในทันที
ยามนี้ร่างกายของชายหนุ่มได้รับบาดเจ็บทั้งภายนอกและภายใน เขาต้องรักษาอาการเหล่านี้ให้หายโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ มิเช่นนั้นจะไม่สามารถประมือต่อสู้ได้อีก!
เหตุการณ์ดำเนินไปเช่นนั้น กระทั่งวันที่สองผ่านไปอาการโดยทั่วไปของเยี่ยฉวนดีขึ้นมาก
ภายหลังจากที่อาการบาดเจ็บดีขึ้น เขายังคงอยู่ในขั้นพลังผสานลมปราณ โดยไม่พยายามบรรลุขั้นพลังที่สูงขึ้นกว่านี้!
เมื่อหายดีแล้วเยี่ยฉวนจึงทำการสะสางแหวนสัมภาระภายในหอคอยแห่งเรือนจำ เนื่องจากก่อนหน้าที่ตนใช้หอคอยแห่งเรือนจำสังหารพวกกู่เชียนและคนอื่นอีกหลายคน ดังนั้นภายในมีแหวนถูกทิ้งไว้ไม่ต่ำกว่าสามสิบวง!
พอได้เห็นจำนวนของเหล่านั้นทำเอาเขาถึงกับตะลึงไปเลยทีเดียว!
แหวนสัมภาระสามสิบวงนั้นได้ของล้ำค่าเป็นอัญมณีเพลิงอินทนิลเพิ่มอีกสิบห้าล้านชิ้นรวมกับเดิมที่เคยมี ในเวลานี้เขามีอัญมณีเพลิงอินทนิลถึงสามสิบสองล้านชิ้น!
นอกจากนี้ในวงแหวนเหล่านั้นมีของล้ำค่าขั้นศักดิ์สิทธิ์อยู่สามชิ้นกล่าวคือ ชุดเกราะหนึ่งชิ้น อาวุธขวานยาวหนึ่ง และอีกหนึ่งเป็นไม้เท้ายาว
แม้ว่าทุกชิ้นจะเป็นขั้นศักดิ์สิทธิ์ ก็หาได้ทำให้เยี่ยฉวนเกิดความพึงพอใจในสิ่งของที่ได้มาเหล่านี้ไม่!
ด้วยตอนนี้เขามีทั้งเกราะเทพแห่งความมืดและกระบี่เจิ้นหุนแล้ว!
เขาไม่รู้หรอกว่ากระบี่เจิ้นหุนมีระดับชั้นเท่าไร ทว่าที่แน่ๆ ระดับชั้นของกระบี่ย่อมไม่ต่ำว่าระดับของเกราะเทพแห่งความมืดแน่ ดีไม่ดีจะสูงกว่าเสียด้วยซ้ำ!
ของล้ำค่าเหล่านี้น่าจะสร้างความพึงพอใจให้แก่เจียนจื่อไจ้ได้ไม่มากก็น้อย!
นอกจากเกราะเทพแห่งความมืด อาวุธที่เขามีใช้อยู่ในเวลานี้เป็นหีบกระบี่ขั้นสวรรค์ กระบี่อันชางและกระบี่เซียนหลิง กระบี่ทั้งสองมีระดับเป็นขั้นศักดิ์สิทธิ์ทว่าเท่านี้ยังไม่เพียงพอ
อย่างไรก็ตามเวลานี้ที่สามารถใช้ได้มีเพียงเกราะเทพแห่งความมืดและกระบี่เจิ้นหุนเท่านั้น!
ด้วยศัตรูทั้งหมดทั้งมวลที่เขาต้องเผชิญหน้ามีความแตกต่างจากเดิมมาก!
ชายหนุ่มนิ่งเงียบอย่างครุ่นคิดอยู่เป็นเวลานาน ที่สุดเยี่ยฉวนหันไปถามตู๋กูเสวียนว่า “ในดินแดนสวรรค์มีตลาดให้หาซื้อข้าวของหรือไม่ขอรับ?”
ผู้เป็นมารดาหันมามองพลางย้อนถาม “เจ้าอยากไปซื้อของงั้นหรือ?”
เยี่ยฉวนพยักหน้า “ข้าอยากไปซื้อหากระบี่มาเพิ่มสักชุดและหาคนมาช่วยออกตามหาอาหลิงด้วยขอรับ”
ตอนนี้เยี่ยหลิงอยู่ที่ไหนไม่มีใครรู้ อีกทั้งคนตระกูลกู่ถูกฆ่าตายจนหมด จึงทำให้ยากที่จะตามหาน้อง ดังนั้นจำต้องหาใครสักคนมาช่วยเขา หลายคนจะได้เบาแรงขึ้นอีกหน่อย!
ตู๋กูเสวียนนิ่งอย่างใช้ความคิด ครู่ต่อมานางจึงบอกกับอีกฝ่ายว่า
“มีที่เมืองเว่ยหยาง”
