บทที่ 873 : บัลลังก์เทพราชัน!
บัลลังก์เทพราชัน!
หลังจากเยี่ยฉวนออกมาได้ ชายหนุ่มนึกหวนถึงมันทันที!
บัลลังก์เทพราชันอยู่ระดับสูงกว่ากระบี่เจิ้นหุนหรือกระบี่เทพราชันเสียอีก!
จะมีประสิทธิภาพเช่นใดกัน?
เยี่ยฉวนตั้งหน้าตั้งตารอยิ่ง!
เมื่อเห็นเยี่ยฉวนออกมา เหลียนว่านเอ๋อร์พุ่งไปหาเขาทันที “เจ้าผ่านบททดสอบแล้วหรือ?”
เยี่ยฉวนพยักหน้า “อืม……ใช่!”
นางตัวแข็งทื่อ สีหน้าเริ่มปั้นยากขึ้นมาเสียได้!
เขาทำได้!
มนุษย์คนหนึ่งผ่านบททดสอบซึ่งหินที่สุดของสำนักเซียนได้!
เยี่ยฉวนกวาดตามอง “เกิดอะไรขึ้นหรือ?”
เหลียนว่านเอ๋อร์ถอนหายใจพลางส่ายหัว “เด็กน้อยคนนั้นน่ะสิ!”
เด็กน้อย!
เยี่ยฉวนสับสนไป หากในที่สุดก็ฉุกคิดขึ้นได้ว่าหมายถึงใคร!
อาหลิงอย่างไรเล่า!
เหตุใดนางจึงออกมากัน?
ในตอนนั้น สุนัขอสูรอธิบายขึ้น “นางมาเพื่อพบเจ้า… ถึงขั้นไล่ตามบัลลังก์นั่นด้วยกระบี่ถึงหนึ่งชั่วยาม”
เขาเอ่ยพลางมองเยี่ยฉวน “บางทีนางอาจระลึกได้แล้วว่าตัวเองมีความสามารถในต่อสู้……ยังไงก็ระวังด้วยล่ะ!”
เยี่ยฉวน “……”
ผู้อาวุโสโม่ซึ่งอยู่ไม่ไกลพลันเอ่ยขึ้น “ข้าไม่เชื่อว่าเจ้าจะผ่านบททดสอบมาได้!”
เยี่ยฉวนหันไปมอง “เจ้าเป็นใคร?”
เหลียนว่านเอ๋อร์ตอบ “เขาคือผู้อาวุโสผู้ถ่ายทอดวิชาแห่งสำนักเซียนเรา”
“แบบนี้นี่เอง!”
เยี่ยฉวนพยักหน้า แล้วมองไปยังผู้อาวุโสโม่ “ข้าต้องแสดงให้เจ้าเห็นหรือ”
ชายเฒ่ามองไปยังเยี่ยฉวน “ใช่!”
เยี่ยฉวนยิ้มร่า “ย่อมได้!”
ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นก่อนจะแบมือ พลันกระบี่เทพราชันปรากฏขึ้นมา
ทันทีที่เห็นกระบี่นั่น เหล่ายอดฝีมือในสำนักเซียนพลันตะลึงยิ่ง!
ผู้อาวุโสโม่มองกระบี่เทพราชันด้วยความเหลือจะเชื่อ “มะ… ไม่มีทาง… เทพราชันถูกส่งต่อไปยังคนนอกได้อย่างไร…”
รอยยิ้มเยี่ยฉวนแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ
ชายแก่ตกใจมาก ทว่ารีบเอ่ยต่อ “ได้โปรดอย่าถือสา ข้าเพียงสงสัยใคร่รู้ก็เท่านั้น!”
เยี่ยฉวนหันไปยังเหลียนว่านเอ๋อร์ “ไปเรียกคนของสำนักเซียนมาที่นี่เสีย โดยเฉพาะเด็กรุ่นๆ ทุกคนจำเป็นต้องมา!”
นางลังเล ก่อนจะพยักหน้าแล้วหันหลังเดินจากไป
เยี่ยฉวนหันไปมองบัลลังก์เทพราชันทางขวามือซึ่งไม่ได้หนีหายไปไหน เขาเดินไปหามัน แล้วเอ่ยเสียงเบา “หากไม่อยากติดตามข้า เจ้าจงไปเสียเถิด!”
แน่นอนว่าชายหนุ่มย่อมต้องการครอบครองอยู่แล้ว มันเป็นถึงสมบัติแห่งเต๋าเชียวนะ!
ทว่ารู้ดีว่าไม่อาจบังคับมันได้ ไม่เช่นนั้นแล้ว ชายหนุ่มคงเจอผลข้างเคียงแล้วตายลงเข้าสักวันเป็นแน่!
บัลลังก์เทพราชันไร้ซึ่งการตอบสนอง!
เยี่ยฉวนเอ่ยยิ้มๆ “หากเจ้าไม่ตอบอะไรมา……ข้าจะถือว่าตกลง!”
หลังจากนั้น ชายหนุ่มส่งบัลลังก์เทพราชันไปยังหอคอยแห่งเรือนจำโดยตรง
ณ หอคอยแห่งเรือนจำ อาหลิงผู้กำลังซุบซิบอยู่กับกล่องหนึ่งใบพลันหันมาพอดิบพอดี ยามนางเห็นบัลลังก์นั่น สีหน้าแปรเปลี่ยนก่อนจะวิ่งออกไปแล้วกลับมาอย่างรวดเร็ว!
นางกลับมาพร้อมกับกระบี่ในมือ!
บัลลังก์เทพราชัน “……”
ภายนอกหอคอยแห่งเรือนจำ
ผ่านไปไม่นาน เหลียนว่านเอ๋อร์นำกลุ่มคนมาหาเยี่ยฉวนตามสั่ง
มีคนมาประมาณหมื่นคน ทั้งเด็กและคนแก่
พวกเขาต่างมองมายังเยี่ยฉวน มีหลายคนที่ไม่คิดแอบซ่อนสายตาเหยียดหยามเลยแม้แต่น้อย
เห็นเช่นนี้ สุนัขอสูรจึงส่ายหัวมองสถานการณ์อยู่ด้านข้าง
หยิ่งยโสไปเถิด!
ตราบใดที่ยังแข็งแกร่งย่อมเชิดหน้าชูตาได้ ทว่าหากไร้ซึ่งกำลังแต่ยังทำตัวโอหัง……นั่นไม่ต่างจากคนเสียสติ โดยเฉพาะทำตัวโอหังใส่คนที่แกร่งกว่า!
แก้นิสัยแบบนั้นทีเถิด!
เจ้าสุนัขอสูรรู้ดีว่าการกระทำตัวเช่นนี้จะต้องรีบแก้ไข ไม่เช่นนั้นก็หมดหวังกับสำนักเซียนแล้ว!
เยี่ยฉวนมองไปยังทุกคนแล้วเอ่ย “ข้าเป็นมนุษย์”
ได้ยินเช่นนั้น เสียงต่อต้านดังขึ้นเซ็งแซ่
ความเหยียดหยามในดวงตาหนักแน่นยิ่งกว่าเดิมเสียอีก!
เยี่ยฉวนฉีกยิ้ม “แต่ตอนนี้ ข้าเป็นประมุขแห่งสำนักเซียนพวกเจ้า!”
“ทำไม?”
ในตอนนั้นเอง ชายผู้หนึ่งเดินออกมา จ้องมองเยี่ยฉวนด้วยสายตาเย็นชาก่อนจะเอ่ยน้ำเสียงเหน็บแนม “เจ้ามีอะไรดี……ถึงได้เป็นประมุขแห่งสำนักเซียนเราได้?”
เยี่ยฉวนมองไปยังเขา “ตระหนักรู้แจ้งว่าเจ้าดูแคลนมนุษย์นัก! ข้าเองก็ใช่ว่าอยากจะลงโทษใครสักคนเป็นการเตือนหรือเชือดไก่ให้ลิงดู แต่หากมันจำเป็น……ข้าจะทำ หรืออย่างน้อยก็ถ่อมตัวหน่อย ไม่อย่างนั้น…”
อีกฝ่ายเยาะเย้ย “ไม่อย่างนั้นเจ้าจะทำไม? จะ……เจ้า…”
ทว่าเสียงของชายคนนั้นขาดห่วงไป หัวของเขาร่วงลงจากบ่าทันที!
เลือดไหลทะลักออกมาราวน้ำพุ!
ทุกคนโดยรอบต่างตกใจยิ่ง!
เยี่ยฉวนฉีกยิ้ม “ไม่อย่างนั้นเจ้าจะลงเอยเช่นนี้อย่างไรล่ะ!”
ห่างออกไปไม่ไกลนัก เหลียนว่านเอ๋อร์มองเยี่ยฉวนเงียบๆ
“กล้าดีอย่างไรมาฆ่าคนในสำนักเรา!”
ในตอนนั้นเอง ชายอีกคนพลันเดินออกมา จ้องเยี่ยฉวนเขม็งคล้ายต้องการจะเอ่ยอะไรบางอย่าง ทว่าหัวของเขาพลันหลุดจากบ่าแทบจะทันที
ทุกคน “……”
เยี่ยฉวนยิ้มอีกครั้ง “มีใครอีกไหม? ไม่ต้องห่วงไป ข้าจะส่งเจ้าไปทันทีโดยไร้ซึ่งความเจ็บปวด”
ในพื้นที่นี้ ผู้มีวิชาในสำนักเซียนต่างจ้องเยี่ยฉวนด้วยนัยน์ตาวาวโรจน์ หากแต่เกรงกลัวเกินกว่าจะเอ่ยสิ่งใด
เยี่ยฉวนสาวเท้าไปยังฝูงชนแล้วส่ายหัว “ขอเอ่ยตรงๆ พวกเจ้าน่ะอ่อนแอนัก……ทว่ากลับยกตนสูงส่งข่มมนุษย์… บอกข้ามา เหตุใดจึงดูถูกมนุษย์เล่า? รู้อะไรบ้างไหม? ข้างนอกนั่นมีกองทัพมนุษย์มากมายที่สามารถถอนรากถอนโคนสำนักเจ้าได้!”
เขาเอ่ยพลางชี้ไปยังชายคนหนึ่งซึ่งจ้องมาอย่างแค้นเคือง “สายตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง……ข้าเห็นความกระหายเลือดที่แผ่ซ่านออกมา แต่จะทำอะไรกันได้? ความโกรธนี้คือหลักฐานแห่งความอ่อนด้อยของพวกเจ้าเอง!”
ชายหนุ่มกวาดตามองทุกคนแล้วกล่าว “ต่อหน้าข้า พวกเจ้าไร้ซึ่งคุณสมบัติให้ตัวเองภาคภูมิใจ หากมีจริง……ควรจะลุกขึ้นต่อต้านแล้วยืนยันด้วยฝีมือของเจ้าเอง ไม่ใช่มาทำหน้าทำตาอยู่แบบนี้”
ยามนี้เด็กสาวก้าวออกมา เป็นเด็กน้อยวัยรุ่นแสนงดงาม
ผู้หญิงในสำนักเซียนงดงามกันหมดทุกคนเสียจริง!
เด็กสาวมองเยี่ยฉวน “มนุษย์ ข้ารู้ดีว่าเจ้ามีฤทธิ์เดชและแข็งแกร่งกว่านัก……ทว่าเป็นเพียงมนุษย์ พวกเราคือเซียน……ดังนั้นย่อมไม่ต้องการมนุษย์มาชี้นิ้วสั่งให้ทำอะไรหรอก”
เยี่ยฉวนเดินไปยังเด็กสาว ชายฉกรรจ์ของสำนักเซียนพลันอับจนหนทางก่อนเดินมายืนขวางนางไว้
ทว่าเด็กสาวกลับเดินออกมา “ไม่ ข้าไม่กลัวเขา!”
นางมองเยี่ยฉวนตรงๆ โดยไร้ซึ่งความหวาดระแวงในดวงตา
เยี่ยฉวนสาวเท้าไปหานางแล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “หากข้าต้องการเมื่อใด ข้าเข่นฆ่าพวกเจ้าตอนนี้ได้เลย…”
เขาเอ่ยจบจึงยื่นมือไปหยิกแก้มเด็กสาวอย่างอ่อนโยน “เห็นไหม? ข้าทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น!”
ข้างกันนั้น เหล่าชายฉกรรจ์ต่างฉุนจัด หนึ่งในชายเฒ่ากำลังจะปล่อยทักษะ ทว่ากระบี่กลับจ่อหว่างคิ้วในพริบตาเดียว!
ไม่มีใครกล้าขยับตัวอีก!
เด็กสาวมองตรงไปยังดวงตาของเยี่ยฉวน
ชายหนุ่มเผยยิ้มบางเบา “เจ้าเข้าใจใช่ไหม?”
นางเบือนหน้าหนีแล้วนิ่งเงียบไป
เยี่ยฉวนทรุดตัวลงนั่งยองๆ ต่อหน้านาง “ต้องยอมรับว่าสำนักเซียนเคยแข็งแกร่งมาก แต่นั่นเป็นอดีตไปแล้ว เจ้าไม่ได้เป็นคนทำให้มันแกร่งสักหน่อย! สำนักเซียนน่ะเคยแข็งแกร่งเพราะบรรพบุรุษที่แข็งแกร่ง แต่พวกเจ้าในตอนนี้กลับอ่อนแอนัก ซ้ำยังไม่เคยยอมรับ……ความรุ่งโรจน์ในอดีตไม่ใช่เหตุผลในการทำตัวโอหัง ดูตอนนี้สิ ได้แต่มุดหัวอยู่ในค่ายกลเอาตัวรอด”
ชายหนุ่มเอ่ยพลางเลื่อนสายตามองไปยังผู้คน “บอกมาซิ พวกเจ้ามีอะไรให้โอหังกัน? ตัวข้านั้นช่างเลิศเลอยิ่ง แต่ยโสไหม……ก็ไม่ แล้วเหตุใดจึงคิดทำตัวยโสได้กันเล่า?”
สุนัขอสูรรู้สึกว่ามุมปากกระตุก…
เหลียนว่านเอ๋อร์เบ้หน้าเล็กน้อย
ทันใดนั้น เด็กสาวเงยหน้ามองเยี่ยฉวน “เจ้าอยากเป็นประมุขแห่งสำนักเซียนเหรอ?”
เยี่ยฉวนพยักหน้า “ใช่!”
เด็กสาวเอ่ย “แต่เจ้าไม่ใช่หนึ่งในพวกเรานี่!”
เยี่ยฉวนยิ้มแล้วถาม “เจ้าอยากจะมีชีวิตอยู่ต่อจนสิ้นลมหายใจ หรือว่าอยากฟื้นฟูสำนักเซียนขึ้นมาใหม่หรือ?”
นางมองเขา “ฟื้นฟูสำนัก!”
เยี่ยฉวนกระซิบ “เช่นนั้น จงออกเดินทางเสีย ไปพบปะเหล่ายอดฝีมือข้างนอกนั่นให้เห็นกับตาว่าพวกเขาแข็งแกร่งมากเพียงใด เจ้าเองต้องเรียนรู้จากมนุษย์ และจากเผ่าพันธุ์อื่นเช่นกัน”
เด็กสาวกดเสียงต่ำ “มนุษย์แข็งแกร่งเช่นเจ้าทุกคนเลยหรือ?”
ชายหนุ่มก้มมองนาง “ไม่หรอก คนหลายคนนั้นอ่อนแอกว่าข้า แต่ก็มีหลายคนที่แข็งแกร่งกว่ามากเช่นกัน”
ทันใดนั้นเอง ชายคนหนึ่งโพล่งขึ้น “ตัน อย่าไปฟัง เขาเป็นมนุษย์ เชื่อถือไม่ได้!”
เด็กสาวนามว่าตันหันไปมองชายหนุ่ม “เช่นนั้นเจ้าก็ปราบเขาเสียสิ!”
ชายหนุ่มพลันทำสีหน้ากระอักกระอ่วนขึ้นมา
เยี่ยฉวนเหลือบมองเด็กสาวด้วยความตกใจ ชายหนุ่มเพิ่งกระจ่างแจ้งนี่เองว่าเด็กน้อยคนนี้อาจจะถือตำแหน่งสูงในสำนักเซียนก็เป็นได้!
ตันหันมามองเยี่ยฉวน “เหตุใดจึงช่วยสำนักเซียนเรา?”
เยี่ยฉวนยิ้ม ก่อนจะชี้ไปยังสุนัขอสูรซึ่งนอนหมอบอยู่ไม่ไกลนัก “มีสามเหตุผลน่ะ อย่างแรก เจ้านั่นน่ะเป็นสหาย……อยากให้กระชับมิตรกับสำนักนี้ อย่างที่สอง……ข้าได้ประโยชน์จากสำนักเจ้า และสัญญากับศิษย์พี่แล้วว่าจะช่วย อย่างที่สาม……ข้าเองอยากให้สำนักเซียนแข็งแกร่งขึ้น……จะได้มีพันธมิตรที่กล้าแกร่ง”
เด็กสาวมองเยี่ยฉวน ก่อนจะเดินไปยังสุนัขอสูร มันจ้องนางเงียบๆ
อีกฝ่ายยังคงจ้องมองมัน “เจ้าคือสุนัขอสูรใช่หรือไม่”
สุนัขอสูรแอบตกใจ “เจ้ารู้จักข้า?”
เด็กสาวพยักหน้า “เป็นอสูรพิทักษ์สำนักเซียนเรา ต่อสู้เพื่อสำนักจนถึงท้ายที่สุด… ข้าไม่รู้ว่าเจ้าไปไหนหลังจากเรื่องจบลง แต่เป็นเจ้าและเหล่าผู้อาวุโสที่คอยปกปักช่วยเหลือ เจ้าย่อมได้รับความไว้วางใจ!”
สุนัขอสูรเงียบ
เด็กสาวเหลือบมองเยี่ยฉวนก่อนจะเอ่ย “เขาเป็นมนุษย์ แต่เจ้ายังตามมา แน่นอนว่าต้องเชื่อใจ……พวกเราเชื่อใจเขาได้ด้วยหรือไม่?”
สุนัขอสูรผงกหัว “ย่อมได้”
มันเชื่อใจเยี่ยฉวนมาก
ยามเผชิญหน้ากับศัตรู เยี่ยฉวนอาจมีเล่ห์เหลี่ยมเพทุบาย แต่ยามเผชิญหน้ากับผองเพื่อน เขาไม่เคยทำเช่นนั้น
ตันพยักหน้าเล็กน้อย “เข้าใจแล้ว”
ด้วยคำพูดนั้น นางหมุนตัวเดินไปหาเยี่ยฉวนก่อนจะคุกเข่าลงอย่างอ้อยอิ่ง “ข้าน้อยยอมรับท่านเป็นประมุขแห่งสำนักเซียนเจ้าค่ะ”
เสียงอื้ออึงพลันหยุดลงเสียอย่างนั้น!
ทันใดนั้น เหลียนว่านเอ๋อร์คุกเข่าลงเช่นกัน
ผ่านไปสักพัก หลายต่อหลายคนเริ่มคุกเข่าคำนับ
ในตอนนั้นเอง บัลลังก์เทพราชันพลันปรากฏตัวต่อหน้าเยี่ยฉวนพร้อมกระบี่สีทองสองเล่มลอยวนอยู่เหนือบัลลังก์
ทันทีที่เยี่ยฉวนนั่งลงไป ทัศนียภาพรอบตัวเปลี่ยนไปในพริบตา ด้วยตัวเขาเป็นจุดศูนย์กลาง พลังชี่ในระยะแสนลี้พลันเลือนหายไป…
