Skip to content

หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ 917


บทที่ 917 : เจ้าจงตายเสียเถอะ!

ท่ามกลางป่าทึบ

เยี่ยฉวนนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นดิน ชายหนุ่มยังคงตั้งหน้าตั้งตาดูดซับพลังอยู่เช่นนั้น

สูบอย่างรวดเร็ว!

เขากำลังเรียนรู้วิธีบ่มเพาะพลังชี่ที่สตรีลึกลับทิ้งไว้ให้ ก่อนจะค่อยๆ พบว่าวิธีบ่มเพาะพลังมีความพิเศษบางอย่าง

ซึ่งชายหนุ่มไม่เคยพบพานมาก่อน จนกว่าจะได้ฝึกบ่มเพาะพลัง

อย่างไรก็ตามเวลานี้ ค้นพบแล้วว่าการฝึกบ่มเพาะพลังชนิดนี้จะแปลงร่างให้กลายสภาพเป็นจุดตันเถียนทันที

บัดนี้ร่างกายของชายหนุ่มทั้งร่างกลายเป็นจุดตันเถียน!

อีกอย่างการที่มีส่วนประกอบของร่างกายซึ่งมีคุณลักษณะพิเศษ จึงทำให้สามารถกลืนกระบี่ได้นั่นเอง!

นอกจากนั้นกระบี่ที่ใช้สูบกลืนจะมีอันดับต่ำกว่ากระบี่เจิ้นหุนไม่ได้ อีกอย่างฝ่ายตรงข้ามอาจไม่ได้แข็งแกร่งกว่าเขามากนัก เวลานี้จึงยังไม่กล้าเผชิญหน้ากับผู้ฝึกกระบี่ขั้นไขว่คว้าเต๋า!

ถ้าไม่สามารถสูบกลืนกระบี่ของฝ่ายตรงข้าม เขาจะเป็นฝ่ายที่ถูกฆ่าเสีย!

สุดท้ายจึงมาจบตรงที่ขั้นพลังอันต่ำต้อยของตนเอง!

อย่างไรก็ตาม แม้ตอนนี้ชายหนุ่มยังไม่กล้าเผชิญหน้ากับผู้ฝึกกระบี่ขั้นไขว่คว้าเต๋า แต่เมื่อใดที่ขั้นพลังได้พัฒนาสูงขึ้นแล้ว……จากนั้นจะไม่ต้องวิตกกังวลเหมือนเช่นที่เป็นอยู่

เวลาเคลื่อนคล้อยลอยผ่าน ขณะนี้มีกระบี่เซียนถึงสิบเล่มถูกเยี่ยฉวนสูบกลืนจนสิ้น!

บัดนี้ลมหายใจของชายหนุ่มแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าอย่างเห็นได้ชัด!

ในมุมที่ซ่อน เหยี่ยหลานมองพลางหัวคิ้วขมวดเข้าหากัน!

ถ้าลมหายใจของเยี่ยฉวนแข็งแกร่งขึ้นตามลำดับเช่นนี้ ตำแหน่งที่ตั้งของพวกตนอาจถูกค้นพบได้โดยง่าย

หลังจากนิ่งคิดชั่วขณะ เหยี่ยหลานเอ่ยกับคนอื่น “พวกเจ้าปิดกั้นสถานที่แห่งนี้ไว้ พลังลมหายใจของเขาจะได้ไม่แผ่ออกไปข้างนอก!”

ทางด้านหลังซึ่งเป็นยอดฝีมือขั้นไขว่คว้าเต๋าผงกศีรษะรับคำสั่ง

ต่อมาทั้งหมดเริ่มกระตุ้นพลังออกขวางกั้นพื้นที่โดยรอบชายหนุ่มทันที

ในตอนนั้นเองที่ชายหนุ่มหยิบกระบี่ขั้นก่อเกิดชั้นเนรมิตออกมาเล่มหนึ่ง ก่อนจะกดปลายกระบี่แทรกเข้าที่บริเวณกลางลำตัว

ตูม!

ฉับพลันนั้น ปรากฏพลังงานจำนวนมหาศาลระเบิดออกจากร่างเยี่ยฉวนทันที จากนั้นเริ่มดูดเอาพลังงานกลับเข้าสู่กายอย่างกระหาย!

ลมหายใจของเขาทะยานออกมาประดุจหินหลอมละลายปะทุออกจากปล่องภูเขาไฟก็มิปาน!

เสียงถามดังขึ้นจากมุมมืดมิด เหยี่ยหลานนิ่วหน้าด้วยความข้องใจ “ไหนเจ้าว่ากำลังพยายามบรรลุขั้นผนึกยุทธ์? เหตุใดจึงมีเสียงอื้ออึงเช่นนี้? จะทำให้คนที่ไม่รู้คิดว่ากำลังบรรลุขั้นไขว่คว้าเต๋าก็เป็นได้!”

จากนั้น คนพูดผลักพลังของตนออกขวางกั้นลมหายใจของเยี่ยฉวนมิให้แผ่กระจายสู่ภายนอกอีกครั้ง!

พลังของยอดฝีมือขั้นไขว่คว้าเต๋าหลายคนขวางกั้นชั้นอากาศไว้อย่างมิดเม้น แม้พลังลมหายใจอันแข็งแกร่งของเยี่ยฉวนก็ไม่อาจแกว่งไกวเล็ดลอดออกสู่ภายนอกได้แม้แต่น้อย!

ถัดมาราวครึ่งชั่วยาม เยี่ยฉวนดึงเอากระบี่ขั้นก่อเกิดชั้นเนรมิตออกมาอีกเล่มและกดเข้าสู่กลางลำตัวอีกครั้ง จากนั้นการดูดพลังอย่างหนักหน่วงจึงเริ่มต้นขึ้น

พลันนั้นร่างกายของเขาเปรียบประดุจกระแสน้ำที่หลากไหลวนเวียน ทั้งดูดพลังอย่างหิวกระหายและเมื่อนั้นลมหายใจจะเริ่มแข็งแกร่งมากขึ้นทุกขณะ

ในความมืด เหยี่ยหลานและคนอื่นมองดูขณะแววตาวูบไหวด้วยความตกตะลึง!

ลมหายใจในกายชายหนุ่มนั้นแข็งแกร่งกว่ายอดฝีมือขั้นผนึกยุทธ์เสียอีก!

เสียงแหบห้าวของชายชราที่ยืนข้างเหยี่ยหลานกล่าวขึ้นว่า “คนผู้นี้แปลกประหลาดนัก!”

เหยี่ยหลานพยักหน้าเล็กน้อย พลังของชายหนุ่มตรงหน้าอีกทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นในยามที่เยี่ยฉวนฝึกฝนเพื่อพัฒนาขั้นพลังได้สร้างความตื่นตะลึงให้แก่พวกเขามิใช่น้อย ทั้งที่เห็นกันอยู่ว่ากำลังพยายามบรรลุขั้นพลังผนึกยุทธ์ ทว่าลมหายใจที่ปลดปล่อยออกมาใกล้เคียงกับพลังของคนในขั้นศักดิ์สิทธิ์ทีเดียว!

ขณะนั้น ชายชราข้างเหยี่ยหลานพูดอย่างขรึมเคร่ง “ถ้าเกิดไปเป็นศัตรูกับเขา ถึงตอนนั้น……”

คนฟังสั่นหน้า “เวลานี้สองฝ่ายไม่ได้ขัดผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน การที่เขามีพลังแข็งแกร่งจะเป็นผลดีกับเราเสียด้วยซ้ำ”

ชายชรามีสีหน้าลังเล หากมิได้พูดออกมา ทว่าแววตาส่อเค้ากังวลใจลึกล้ำ!

เยี่ยฉวน!

หากชายหนุ่มต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือขั้นไขว่คว้าเต๋า……มีโอกาสเป็นไปได้มากทีเดียวที่จะเอาชนะได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการงัดไม้ตายมาใช้ต่อสู้ ถ้าเยี่ยฉวนไม่สู้แบบเผชิญหน้า ต่อให้เป็นยอดฝีมือขั้นไขว่คว้าเต๋าก็ไม่สามารถรับมือคนผู้นี้ได้อย่างสิ้นเชิง!

ถ้าชายหนุ่มจะพัฒนาขั้นพลังของตัวเองอีกครั้ง เขาจะยิ่งแข็งแกร่งกว่าเดิมอย่างไม่ต้องสงสัย!

น่ากลัว!

ไม่ให้พวกเขารู้สึกกลัวได้อย่างไร!

เคราะห์ยังดีอย่างที่เหยี่ยหลานว่า ที่เยี่ยฉวนเข้ามาร่วมหัวจมท้ายด้วยกันกับพวกเขา ถ้าวันหนึ่งคนคนนี้แข็งแก่รงขึ้นมาล่ะก็……จะกลายเป็นผลดีกับฝ่ายตน!

คิดแล้วชายชราค่อยเบาใจและหยุดความคิดฟุ้งซ่านเสียทันที!

เหตุการณ์ดำเนินต่อไป จวบจนคืนหนึ่งผ่านไป

เมื่อถึงเวลาก่อนฟ้าสาง พลังลมหายใจแข็งแกร่งแผ่กระจายออกครอบงำร่างของเยี่ยฉวนไว้ดุจคลื่นยักษ์ ทันใดนั้นพื้นอากาศช่องว่างบังเกิดสั่นไหวอย่างแรง!

ในเวลานั้นเสียงตะโกนเร่งร้อนของเหยี่ยหลานดังขึ้น “ยับยั้งไว้!”

สิ้นเสียงของเขา พลันยอดฝีมือขั้นไขว่คว้าเต๋าพร้อมใจกันออกพลังสกัดกั้นเอาไว้อีกครั้ง จากนั้นพื้นที่ว่างเปล่ารอบด้านซึ่งสั่นไหวค่อยๆ สงบลงทีละน้อยๆ!

ทันใดนั้น เยี่ยฉวนเปิดเปลือกตาขึ้นทันที

เหยี่ยหลานขยับออกไปข้างหน้าอีกฝ่ายทันที “เจ้าสำเร็จขั้นผนึกยุทธ์แล้วใช่ไหม?”

เยี่ยฉวนพยักหน้าพร้อมกับขยับลุกขึ้นยืน ท่าทีนั้นทำให้พลังลมหายใจแกร่งกล้ากวัดแกว่งออกมาภายนอกอีกครั้ง ทว่าเพียงครู่เดียวก็ย้อนกลับสู่ภายในดังเดิม

ชายหนุ่มหลับตาลง ขณะมือทั้งสองกำแน่น!

ความแข็งแกร่ง!

บัดนี้ชายหนุ่มสัมผัสได้ว่าในกายอัดแน่นด้วยพลังไปทั่วร่างกาย

ต่างไปจากเดิม!

แตกต่างอย่างสิ้นเชิง!

แม้ขั้นพลังของชายหนุ่มจะพัฒนาขึ้นจากเดิมเพียงหนึ่งขั้นพลัง หากวิญญาณและส่วนอื่นๆ กลับพัฒนาขึ้นไปเป็นอันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังจิตวิญญาณและอำนาจแห่งดวงวิญญาณของเขาเอง!

เวลานี้ หากชายหนุ่มจะซุ่มจู่โจมยอดฝีมือขั้นไขว่คว้าเต๋าจะทำได้โดยง่าย!

ทันใดนั้นเอง สีหน้าของเหยี่ยหลานพลันเปลี่ยนวูบ เขาหันหน้าขวับและมองขึ้นไปบนท้องฟ้า “มีคนมา!”

ว่าแล้ว ชายชราผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นต่อหน้ากลุ่มคนที่นั่น

ที่แท้เป็นเจ้าสำนักกระบี่คนก่อน หมู่เฟิงเฉิน!

ณ เวลานี้เยี่ยฉวนไม่อยู่ที่นั่นแล้ว!

หมู่เฟิงเฉินจ้องเขม็งด้วยแววตาเย็นชาไปยังเหยี่ยหลานและคนอื่น “เยี่ยฉวนอยู่ที่ไหน?”

เหยี่ยหลานเอ่ยตอบเสียงเย็นปานกัน “พวกเราจะรู้ได้อย่างไร?”

เมื่อได้คำตอบดังนั้น คนถามพลันหรี่นัยน์ตาลงเล็กน้อย “ถ้าเช่นนั้น พวกเจ้าจงตายเสียเถอะ!”

ทันทีที่พูดขาดคำ เขาดึงกระบี่ออกมาทันทีพร้อมตวัดฟาดลงไป

คลื่นพลังของลำแสงกระบี่ผ่าจากกลางอากาศอย่างรุนแรง!

เหยี่ยหลานเบิกตาโพลงด้วยตกตะลึง ฉับพลันนั้นยกมือขึ้นผลักหมัดลุ่นออกปะทะทันที!

ตูม!

ทันทีที่เกิดเสียงดัง ร่างของเหยี่ยหลานต้องพลังรุนแรงจนทะยานถอยวูบเดียวไกลกว่าสามร้อยจั้ง! ทว่าเมื่อหยุดนิ่ง……พบว่าโลหิตแดงฉานพรั่งพรูออกมาชุ่มโชกไปทั่วทั้งแขนขวา!

จากนั้น เขาขยับตัวทำท่าจะเคลื่อนไหวอีกครา หากครั้งนี้ที่เบื้องหน้าหมู่เฟิงเฉินมีชายชราปรากฏตัวออกมาขวางทาง!

เขาคือผู้อาวุโสเยว่

ผู้อาวุโสเยว่มองคนตรงข้ามด้วยสายตาแน่วแน่ ขณะเอ่ยถามยิ้มๆ “เจ้าสำนักหมู่ ถ้าเจ้าอยากสู้……ข้าก็ยินดีที่จะผลัดกันแลกหมัดปะทะ ว่าอย่างไร?”

แววตาของอีกฝ่ายมองกลับมา สีหน้าไม่แสดงอารมณ์ “เยี่ยฉวนอยู่ที่ไหน?”

ผู้อาวุโสเยว่ยิ้มน้อยก่อนจะตอบว่า “ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร”

ครานี้หมู่เฟิงเฉินหันมาจ้องเขม็งมองคนพูด “อะไรทำให้เจ้าตั้งตัวเป็นฝ่ายตรงข้ามกับสำนักกระบี่?”

คนถูกถามมองหมู่เฟิงเฉิน “เจ้าสำนักหมู่ ข้าจะบอกความจริงให้ก็ได้ พวกเราตกลงกันแล้วว่าต้องได้สมบัติล้ำค่ากลับไป และจะไม่มีวันเลิกล้มความคิด อย่าว่าแต่เผชิญหน้ากับพวกเจ้าเพียงสำนักเดียว ต่อให้สำนักกระบี่กับสถาบันฝึกยุทธ์จะร่วมมือกันก็ตามที……ส่งสมบัติล้ำค่ามาซะ แล้วพวกข้าจะออกจากดินแดนจักรวาลดาวอานุภาพไม่ยุ่งเกี่ยวด้วยอีก มิเช่นนั้นสำนักกระบี่จะเดือดร้อนไม่มีที่สิ้นสุด!”

หมู่เฟิงเฉินหรี่นัยน์ตาลงเล็กน้อย “เจ้าข่มขู่ข้างั้นหรือ?”

คนตอบพยักหน้า “ถูกต้อง!”

พลันกระบี่ที่หมู่เฟิงเฉินถืออยู่เริ่มสั่นน้อยๆ!

ฝ่ายผู้อาวุโสเยว่มีท่าทีเยือกเย็น ไม่แสดงอาการเกรงกลัวแม้แต่น้อย ซ้ำยังมีรอยยิ้มเจืออยู่ในสีหน้า

หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง หมู่เฟิงเฉินเอ่ยออกมาว่า “ข้าเคยบอกเจ้าแล้วว่า……ตอนนี้สมบัติล้ำค่าไม่ได้อยู่ที่สำนักกระบี่!”

“งั้นหรือ?”

ทันใดเหยี่ยหลานซึ่งอยู่ไม่ไกลนักพูดเสียงเยาะดังขึ้นว่า “พวกเราไม่ได้ตาบอด วันนั้นเห็นกับตาว่าหลี่เสวียนเฟิงเป็นคนเอาสมบัติล้ำค่าไป!”

คนตรงข้ามหันไปบอกเสียงกร้าว “เขาเป็นคนเอาไปจริง แต่ไม่นานมันก็หายไป! ถ้าเดาไม่ผิด สมบัติล้ำค่าน่าจะยังอยู่ในมือเยี่ยฉวนแน่นอน”

เหยี่ยหลานแสยะปากพูดเย้ยหยัน “เจ้าคิดว่าพวกข้าเป็นเด็กน้อยไร้เดียงสาหรือไง? ถึงกล้าแต่งเรื่องโกหกต่ำช้ามาหลอกอย่างนี้……หา?”

คนที่ถูกกล่าวหามองเหยี่ยหลานด้วยสายตาแข็งกร้าว “ถ้าไม่เชื่อก็เรียกเยี่ยฉวนออกมาแล้วค้นตัวเจ้านั่นเอาเอง จากนั้นจะได้รู้ว่าสิ่งที่ข้าพูดเป็นความจริงหรือไม่!”

ฝ่ายตรงข้ามแสยะปากหากมิได้ตอบโต้อีก

ผู้อาวุโสเยว่สั่นศีรษะและบอกยิ้มๆ “หมู่เฟิงเฉินเจ้าอยากให้เยี่ยฉวนปรากฏตัวออกมาล่ะสิ……ใช่ไหม?”

หมู่เฟิงเฉินหันขวับไปคนพูดตรงๆ “ถ้าค้นตัวเจ้าหนุ่มนั่น เจ้าจะเห็นเอง ข้า……”

ทว่าคนตรงข้ามสวนขัดจังหวะคำพูดของหมู่เฟิงเฉินทันที “เหยี่ยหลานเจ้าพูดถูกแล้ว สำนักกระบี่มีแต่คนเจ้าเล่ห์เพทุบายจริงๆ”

หมู่เฟิงเฉินหรี่นัยน์ตามองด้วยความสงสัย “หมายความว่าอะไร?”

ผู้อาวุโสเยว่ตอบอย่างใจเย็น “เราเคยค้นที่ตัวเขาแล้ว! ถึงกระนั้นพวกไม่พบสมบัตินั่นอยู่ดี!”

เมื่อได้ยินเช่นนั้นหมู่เฟิงเฉินนิ่วหน้า พลันต่อมาจึงเอ่ยดังๆ เจือสำเนียงเย้ยเยาะ “ดีล่ะ เยี่ยฉวน!”

จากนั้นสายตาแลเลยไปยังผู้อาวุโสเยว่ “ในเมื่อไม่เชื่อคำพูดของข้า เช่นนั้นจงแสดงฝีมือที่แท้จริงออกมาให้เต็มที่ สำนักกระบี่จะไม่ยอมถอยอย่างเด็ดขาด”

ว่าแล้ว เขามองไปรอบตัว ก่อนจะหายวับไปปรากฏที่เส้นขอบฟ้าอย่างรวดเร็ว

หลังจากที่หมู่เฟิงเฉินกลับไปแล้ว เยี่ยฉวนจึงโผล่ออกมา

ชายชราผู้อาวุโสเยว่หันไปถามคนที่เข้ามาทันที “เวลานี้เจ้าสำเร็จขั้นผนึกยุทธ์แล้วสินะ?”

เยี่ยฉวนผงกศีรษะ “ข้าเพิ่งจะสำเร็จเดี๋ยวนี้เองขอรับ!”

คนถามพยักหน้าเล็กน้อย “เวลานี้เจ้าถูกสำนักกระบี่เกลียดชังจนเข้ากระดูกดำ ทางที่ดีช่วงนี้อยู่เงียบๆ ไปก่อน มิเช่นนั้น ถ้าถูกหมู่เฟิงเฉินจับได้จะไม่มีแม้โอกาสรอดชีวิต!”

หมู่เฟิงเฉิน!

เยี่ยฉวนพยักหน้า

ถึงแม้ว่าจะบรรลุความสำเร็จก้าวสู่ขั้นพลังผนึกยุทธ์แล้ว ชายหนุ่มรู้ตัวดีว่าอย่างไรเสีย……กับคนที่แข็งแกร่งอย่างเช่นหมู่เฟิงเฉินหรือผู้อาวุโสเยว่ ตนยังไม่มีทางสู้เอาชนะได้อยู่ดี!

เสียงผู้อาวุโสเยว่ซึ่งเบนสายตามองไปทางทิศที่ตั้งสำนักกระบี่พูดเบาๆ ว่า “ดูเหมือน……สำนักกระบี่จะเก็บสมบัติล้ำค่าเอาไว้จริงๆ!”

เหยี่ยหลานเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เกรงว่าพวกมันจะไม่มีปัญญาทำอย่างนั้นน่ะสิขอรับ!”

คนฟังส่ายหน้าก่อนจะพูดปรามว่า “สำนักกระบี่ไม่ได้กระจอกไร้ฝีมือ พวกเราอย่าได้ประมาทเป็นอันขาด!”

เยี่ยฉวนหันมาทางฝ่ายนั้นถามขึ้นว่า “สำนักกระบี่มีไม้ตายอื่นซ่อนอยู่งั้นหรือ?”

ผู้อาวุโสเยว่พยักหน้า “ตั้งแต่มีสำนักกระบี่ก่อตั้งขึ้นย่อมเป็นธรรมดาที่จะมีไม้ตายอยู่เบื้องหลัง ว่ากันว่าที่นั่นมีร่างอวตารของผู้ก่อตั้งสำนัก ร่างอวตารพวกนั้น……”

“ขั้นพลังเป็นอย่างไร?” เยี่ยฉวนถามเสียงเร็ว

ผู้อาวุโสสั่นศีรษะ “ข้าไม่รู้ ทว่าไม่อ่อนด้อยแน่ๆ! คนสำคัญๆ ที่พลังเข้มแข็งชนิดหาตัวจับยากเช่นนั้น แม้แต่ร่างอวตารยังมีอำนาจมากมหาศาล อีกอย่างยังตั้งค่ายกลกระบี่ไว้ที่สำนักกระบี่ด้วย ว่ากันว่าเป็นค่ายกลกระบี่ที่มีพลังทำลายล้างรุนแรง จนสามารถสังหารยอดคนที่มีพลังเหนือกว่าขั้นไขว่คว้าเต๋าด้วยซ้ำไป! ถึงแม้จะเป็นคำกล่าวโอ้อวดเกินจริงก็ตาม แต่พลังของค่ายกลกระบี่นั่นไม่ใช่ย่อยๆ แน่”

เสียงพูดหยุดไปขณะนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยต่อ “นอกจากร่างอวตารของผู้ก่อตั้งสำนักกระบี่และค่ายกลกระบี่ที่ว่าแล้ว สำนักกระบี่ยังมีไพ่ใบสำคัญที่ใช้เวลานานหลายปีในการพัฒนาคิดค้น ไม่อย่างนั้นคงไม่ยืนหยัดอยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้!”

ชายหนุ่มรีบถามด้วยความอยากรู้ “อะไรขอรับ?”

คนพูดหันมาจ้องหน้าเยี่ยฉวน ก่อนจะถามยิ้มๆ “ถ้าพวกเราไม่แน่จริง……จะกล้าไขว่คว้าสมบัติชิ้นนั้นมาครองได้อย่างไร?”

เยี่ยฉวนพยักหน้า “ผู้อาวุโส เมื่อใดพวกเราจะลงมือจู่โจมสำนักกระบี่ขอรับ?”

ผู้อาวุโสเยว่ตอบว่า “ไม่เห็นต้องรีบร้อน!”

อีกฝ่ายเอ่ยว่า “สมบัติล้ำค่าอยู่ที่พวกเขา ถ้าพิชิตได้สำเร็จพวกเราจะตกที่นั่งเสียเปรียบนะขอรับ!”

หลังจากนิ่งงันไปเป็นครู่ ผู้อาวุโสเยว่บอกกับเขาว่า “พวกเราจะรอก่อน!”

เยี่ยฉวนถามทันที “รออะไร?”

เสียงตอบแผ่วเบานัก “รอกำลังเสริมและความช่วยเหลือ!”

จากนั้นคนพูดเบือนหน้ามองไปทางเส้นขอบฟ้า “อีกไม่นานพวกเขาน่าจะมาถึง!”

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version