Skip to content

องครักษ์เสื้อแพร 118


ตอนที่ 118 แถวนอนสิบ แถวตั้งสิบ ฮ่องเต้ตรงกลาง

แถวนอน 10 คน แถวตั้ง 10 คน เด็กหนุ่ม 100 คนร่วมเป็นขบวนรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ยืนรออยู่ตรงพื้นที่ว่างนอกลานฝึกด้วยท่าทางจริงจัง

หมวกเกราะเหล็กนั้นเป็นเหล็กจริง บนตัวยังสวมเครื่องป้องกันที่ด้านนอกหุ้มหนังเอาไว้ ดำทมึนไปหมด มองไกลๆ ยังคิดว่าเป็นเกราะเหล็กสีดำ ไม้พลองจากต้นไป๋ล่าขาวในมือแม้ว่าไม่ได้มีปลายแหลมคม แต่ตั้งเรียงเป็นระเบียบเช่นนี้ จึงแลดูหนาแน่นเต็มพื้นที่

มิน่าเล่า ทำเอาเฉินซือเป่าและพรรคพวกต่างยืนเซ่อร์กันอยู่ตรงนั้น หากไม่ใช่เพราะรูปร่างบางคนดูออกว่ายังไม่เป็นผู้ใหญ่ เฉินซือเป่าก็คงกลับหลังหันวิ่งหนีไปแล้ว

ขบวนรวมพลนับร้อยและยังเรียงตัวกันเป็นสี่เหลี่ยมตรงเป๊ะเช่นนี้ กินพื้นที่ไม่มากนัก จึงดูแล้วเหมือนจะมีจำนวนน้อยกว่าคนหลายสิบคนของเฉินซือเป่า

แต่เด็กหนุ่มร้อยคน แต่งกายสวมเกราะพร้อมอาวุธในมือ ยืนแถวตามแบบฉบับกองทัพ คนนอกมองแล้วก็รู้สึกเหมือนกองทัพใหญ่ที่น่าตกใจยิ่ง

ด้านหลังเฉินซือเป่ามีบรรดานายทหารที่พามาจากในจวนด้วย พอเห็นภาพเช่นนี้ก็ตกใจ เดิมคิดว่าจะมาจัดการพวกองครักษ์เสื้อแพรที่มีตาหามีแววไม่ให้หนัก คิดไม่ถึงว่ากลับพบกับคู่ประมือเช่นนี้

หัวหน้านายทหารคนหนึ่งรีบก้าวขึ้นหน้ามาอย่างเร่งร้อน รายงานต่อหน้าเฉินซือเป่าว่า

“คุณชาย นี่ไม่ใช่ยุทธวิธีขององครักษ์เสื้อแพร คุณชาย พวกเราล่วงเกินผู้ใดกันแน่?”

ทหารในจวนเซียงเฉิงป๋อนั้น เฉินซือเป่าไม่มีอำนาจสั่งการ แต่เพราะทุกครั้งที่ออกไปทะเลาะวิวาท ทหารพวกนี้จะตามไปด้วย นั่นเพราะได้รับการแอบพยักหน้าจากเฉินจินเซิ่ง หรือก็คือเซียงเฉิงป๋อนั่นเอง ด้วยกลัวว่าบุตรชายอยู่ข้างนอกจะเสียเปรียบผู้อื่น

ดังนั้นหัวหน้านายทหารผู้นี้จึงได้ถามขึ้น เฉินซือเป่าก็ไม่ได้วางอำนาจว่าเป็นคุณชาย หันหน้าไปถามคนที่มาด้วยกันอย่างร้อนใจว่า

“เสี่ยวถัง เจ้าแน่ใจว่าที่นี่หรือ?”

“ไม่ผิด ต่างรู้กันว่านายกองธงใหญ่หวังจะมาฝึกที่ลานฝึกนี่ตอนบ่าย อาจเป็นพวกเด็กๆ เพื่อนกันออกมาช่วย…”

เด็กหนุ่มร่างกายกำยำแข็งแรงข้างๆ ตอบ ทุกคนพากันเงียบงันในบัดดล เห็นขบวนสี่เหลี่ยมจัตุรัสด้านหน้าก็ไม่รู้จะทำอย่างไร หัวหน้ากองทหารท่าทางชำนาญหันหน้าไปส่งสายตาให้กับชายรับใช้ผู้หนึ่ง ชายรับใช้ผู้นั้นก็รับลูกได้ฉับไว รีบโก่งคอตะโกนเสียงดังขึ้นว่า

“พวกเจ้าบังอาจเหิมเกริมนัก เห็นบุตรชายเซียงเฉิงป๋อมาถึง ยังไม่รีบขอรับผิดอีก!!”

ยศถาบรรดาศักดิ์เซียงเฉิงป๋อนี้ ในเมืองหลวงหากได้ยินเอ่ยนามขึ้น คนธรรมดาสามัญก็ย่อมไม่กล้าเหิมเกริมกัน ชายรับใช้ผู้นั้นก็ทำได้เหมาะสมอยู่ อาจเพราะตอนที่องครักษ์เสื้อแพรผู้นั้นลงมือไม่รู้ว่าเป็นคุณชายน้อย ไม่รู้ว่าทำความผิดใหญ่หลวง ตอนนี้แสดงสถานะชัดเจน อีกฝ่ายหากรู้ความร้ายกาจ ยอมสยบ ยอมรับความบาดเจ็บเล็กน้อยก็แล้วไป หากไม่แล้ว ทุกคนก็จะต้องใช้กำลังจบเรื่อง

“พากันมาหาเรื่องแล้ว แจ้งชื่อยังมีความหมายอะไร!”

เฉินซือเป่าสีหน้าไม่พอใจ พึมพัมขึ้นเบาๆ เสียงบ่นเขานั้น หัวหน้านายทหารและชายรับใช้ที่ตะโกนอยู่นั้นก็ทำเป็นไม่ได้ยิน

เด็กๆ อาจไม่รู้จักเซียงเฉิงป๋อ เฉินจินเซิ่ง แต่รู้ว่าตำแหน่งนี้ในราชวงศ์หมิงนั่นคือสถานะอะไร แต่แม้แต่คุณชายเสนาบดีกรมปกครองยังมีเรื่องกันมาแล้ว ไม่เห็นมีอะไร ยังไปหาเรื่องกันถึงที่ แต่คุณชายน้อยแห่งจวนเซียงเฉิงป๋อผู้นี้กลับมาหาเรื่องที่ลานฝึก ก็ยิ่งไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องกลัว

“อย่าเอาตระกูลเจ้ามากดขี่ผู้อื่น แน่จริงก็ลงมือเลย!!”

เงียบไปครู่หนึ่ง ก็มีเสียงตอบกลับดังมาจากในขบวน เสียงแหลมเล็กน้อย ฟังแล้วเหมือนเสียงเด็กน้อย พอเสียงตะโกนดังขึ้น ก็ได้ยินเสียงหัวเราะฮาครืนดังขึ้นมาจากในขบวน

คนที่ตะโกนเช่นนี้ออกมาได้ แน่นอนย่อมมีแต่ฮ่องเต้ว่านลี่เท่านั้น เขาถูกจัดให้อยู่กลางแถวด้วยความ ‘บังเอิญ’ อย่างยิ่ง แม้ว่าเป็นเช่นนั้น แต่ฮ่องเต้ว่านลี่ก็ยังเอาแต่สั่นไปทั้งตัวด้วยความตื่นเต้น ต่างจากครั้งนั้นที่มีเรื่องกันข้างถนน ตอนนั้นยังรู้สึกหวาดกลัว แต่พอได้ยืนกลางขบวน ก็รู้สึกว่าตนเองนั้นตัวใหญ่ยักษ์ ในใจไม่ได้รู้สึกกลัวหรือกังวล รู้สึกตนเองมีกำลังเหลือประมาณ ไม่กลัวเกรงสิ่งใด

ฮ่องเต้ว่านลี่ไม่รู้ว่านี่เป็นเพราะตนเองนั้นอยู่กลางขบวน ซ้ายขวาหน้าหลังล้วนห้อมล้อมด้วยสหายร่วมรบ มีคนคอยช่วยเหลือรับมือ ประโยชน์ของขบวนแถวก็คือให้ร่วมแรงร่วมใจกันราวกับเป็นคนๆ เดียว แน่นอนย่อมทำให้ฮ่องเต้ว่านลี่รู้สึกดีเช่นนี้ได้

แอบมองลอดช่องว่างออกมามองเห็นเฉินซือเป่ามีท่าทีลังเลไม่บุก ฮ่องเต้ว่านลี่ก็รู้สึกร้อนใจ พอได้ยินทางนั้นตะโกนมา ก็รีบโต้กลับไป

ฮ่องเต้ว่านลี่อายุยังน้อย แต่รู้เรื่องพวกนี้ดี ความหมายของชายรับใช้นั่นก็น่าจะว่า หากทางนี้ขอโทษก็จะแล้วกันไป นั่นจะทำให้ไม่ทันได้ลงมือกันหรอกหรือ พวกชนชั้นสูงยิ่งยศบรรดาศักดิ์ล้วนให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรี เขาตะโกนออกไปเช่นนี้ ก็เป็นการกระตุ้นให้อีกฝ่ายไม่อาจไม่ลงมือแล้ว

ดังคาด พอได้ยิน แม้แต่หัวหน้านายทหารที่รอบคอบยังถลึงตาใส่ทันที เสี่ยวถังก็ยิ่งโมโหหนักมาก สบถด่าวาจาหยาบออกมามากมาย ถือไม้กระบองพุ่งเข้าใส่ทันที

ตระกูลของเสี่ยวถังนั้นทำการค้ากับวังหลวง ทำหน้าที่จัดหาผ้าและผ้าไหมให้กับสำนักภูษาในวังหลวง นี่เป็นงานที่ทำกำไรดีอันดับหนึ่งในใต้หล้า ตระกูลถังได้ทำการค้านี้มาตั้งแต่ปีที่ 6 แห่งรัชสมัยเจียจิ้ง นับเป็นคหบดีอันดับสามในเมืองหลวง เป็นเพื่อนเล่นกับเฉินซือเป่ามาตั้งแต่เด็ก สนิทกันที่สุด ค่อนข้างใจร้อน

เฉินซือเป่ายังไม่ขยับ เสี่ยวถังกับพรรคพวกสองสามคนกลับพุ่งออกไปแล้ว ยกไม้กระบองสั้นและยาวในมือเงื้อไป ปากก็ด่าไปด้วย

“แถวตรง!! แถวตรง!!”

หวังทงที่ยืนอยู่ตรงข้ามเฉินซือเป่าในตำแหน่งแถวหน้าสุดทางขวาคนที่หนึ่ง ลี่เทากับซุนซิงและเด็กที่รูปร่างสูงใหญ่คนอื่นๆ ก็ยืนอยู่แถวหน้า มีความหมายว่าเป็นทหารแนวหน้า

พอเห็นเสี่ยวถังกับพวกพุ่งเข้าใส่ หวังทงก็ตะโกนเสียงดังว่า

“แถวแรกยก แถวสองเตรียมพร้อม แถวอื่นอย่าขยับ!!”

พอเขาตะโกนขึ้น เด็กแถวแรกก็ยกไม้พลองขึ้นเหนือศีรษะ แถวสองกลับวางเอียงมาด้านหน้า พอสั่งออกไป ก็เคลื่อนไหวพร้อมเพรียง สีหน้าคนงานและทหารด้านหลังเฉินซือเป่าก็ดูแย่ลง

พวกเสี่ยวถังบุกเข้าไปแล้ว หวังทงตะโกนดังว่า

“ตี!!”

ไม้พลองยาวสิบท่อนก็ฟาดผ่ากลางอากาศอย่างรวดเร็วลงดัง ‘ฝับ’ คนติดตามเสี่ยวถังเป็นผู้คุ้มกันที่ทางบ้านส่งมาคุ้มครอง พอเห็นไม้ฟาดลงมาเป็นแถว ก็รู้ว่าไม่ถูกต้องแล้ว รีบตะโกนดังว่า

“ขยับเข้าชิดกัน ยกกันไม้ในมือพวกมันไว้!!”

คนทั้งกลุ่มไหนเลยจะกล้าบุก ลนลานเบรกกันกึก ห้าคนขยับเข้าชิดกัน ยกสองมือขึ้นรับไม้พลองไว้ได้สี่ท่อน แต่ไม้พลองส่งแรงปะทะไม่น้อย สะเทือนจนชาไปทั้งท่อนแขน

นี่เป็นการออกรบจริงครั้งแรกของเด็กๆ จึงยังมีบางคนท่าทางแข็งทื่ออยู่บ้าง ไม้พลองฟาดลงไปตรงๆ ขอเพียงไม้พลองสองข้างเอียงฟาดใส่ เกรงว่าก็คงทำเอากระดูกหักไปแล้ว

รับมือครั้งแรกยังไม่ทันหายตกใจ ก็ยังมีแถวสอง หวังทงตะโกนเสียงดัง

“แถวสองพร้อม แทงครึ่งล่าง!!”

ไม้พลองที่เตรียมตัวไว้พร้อมแล้วก็แทงออกไปพร้อมกัน เสี่ยวถังและพรรคพวกจะหลบก็หลบไม่ทัน ดีที่ยืนไกล แถวแรกกับแถวสองใกล้กันเกินไป แขนสองข้างมีที่ให้แทงไม่พอ ทำให้ส่งกำลังแทงออกไปน้อยเกินไป

แต่ท้องน้อยและขาก็ถูกไม้พลองแทงใส่ นั่นก็เป็นจุดที่เจ็บถึงใจ ฟาดครั้งแรกทำให้คนที่พุ่งเข้ามาไม่กล้าเข้าใกล้อีก โจมตีครั้งที่สองก็ทำให้พวกนั้นพากันล้มลงกับพื้น นอนร้องโอดโอยเสียงระงม

“แถวหน้า ยันพวกมันออกไป!”

ยันออกไปได้ครึ่งหนึ่ง เสี่ยวถังกับพวกตะกุยตะกายลุกขึ้นมาได้ เห็นขบวนสี่เหลี่ยมนี้แล้วก็หนาวสั่นไปทั้งตัว ไม่กล้าปะทะอีก หันหน้าวิ่งไปหาเฉินซือเป่าทันที

พอพวกเสี่ยวถังเสียเปรียบวิ่งกลับมาอย่างเอน็จอนาถ เฉินซือเป่าสีหน้าก็ยิ่งย่ำแย่ ตอนที่แถวสองแทงใส่ด้านล่างเมื่อครู่ คนทางนี้มองไม่ออกว่าแทงถูกที่ใด แต่ทุกคนก็หดตัวกันอย่างไม่ทันรู้ตัว พากันสูดลมหายใจเข้ากันอย่างหวาดๆ เจ็บขนาดไหนกันเนี่ย!

“คุณชาย หรือเรากลับไปก่อน ไยต้องคิดเล็กคิดน้อยกับเด็กๆ พวกนี้!”

คนรับใช้ด้านหลังเขยิบชิดเข้ามากล่าว คุณชายตระกูลตนแม้ว่าเป็นพวกเสเพล แต่ก็รู้หนักเบา ย่อมพอฟังบ้าง

เฉินซือเป่าสีหน้าย่ำแย่อย่างมาก กัดฟันถามเสี่ยวถังที่วิ่งกลับมาว่า

“เสี่ยวถัง เป็นไรไหม?”

“แทงโดนน่อง เจ็บชนชาไปเลย ขยับแทบไม่ได้ พี่เป่า ไม่เป็นไร ข้าว่าก็แค่พวกลูกสุนัขกองหนึ่ง บุกเข้าไปเลย”

เฉินซือเป่ากวาดตามองคนที่มา ทุกคนสีหน้าหวาดกลัวอยู่เล็กน้อย คนพวกนี้เคยต่อยตีในเมืองหลวงจนชิน ไม่กลัวเจ็บก็จริง แต่เห็นๆ อยู่ว่าเข้าไปก็จะโดนไม้พลองฟาด ทุกคนก็ไม่ได้โง่

มองซ้ายมองขวา ไม่ว่าคนของตนหรือพรรคพวกที่มาด้วยกัน ล้วนมีสีหน้าลังเล เฉินซือเป่าได้ระบายแค้นไปสามส่วนแล้ว กำลังจะเอ่ยวาจาคลี่คลายสถานการณ์แล้วก็กลับ กลับเห็นคนหนึ่งด้านขวาแถวแรกถอดหมวกเกราะออก มือหนึ่งยกหมวกเกราะขึ้นโบก เป็นสัญญาณท้าประลอง!

“เจ้าหมอนั่นเอง เจ้าหมอนั่นที่ประตูหอรุ่งเรืองคืนนั้น!”

คุณชายหลายคนต่างพากันร้องตะโกนออกมาพร้อมกัน ห่างกันไม่ไกลนัก หากจะมองก็มองเห็นได้ชัดเจน คนที่ยืนอยู่ในขบวนผู้นั่นส่งยิ้มกว้างมาให้ ยิ้มไปก็โบกหมวกเกราะในมือไป ท่าทางเช่นนั้นหากจะว่าน่ารังเกียจขนาดไหนก็น่ารังเกียจขนาดนั้นเลย

หลายคนยังพอมีความทรงจำ เฉินซือเป่าจ้องมองอย่างละเอียด ยิ่งมองก็ยิ่งแน่ใจ นั่นคือองครักษ์เสื้อแพรที่นั่งกางขาวางท่าอยู่ที่หน้าประตูหอรุ่งเรืองผู้นั้น

ได้พบกับคู่แค้น ไฟโทสะคุกรุ่น เฉินซือเป่าโมโหจนระงับไม่อยู่ ยกไม้ในมือฟาดใส่อากาศ ตะโกนเสียงดังว่า

“แม่มันสิ พวกเรารูปร่างสูงใหญ่แข็งแรง ยังเคยออกรบฆ่าฟันศัตรู ไหนเลยจะเกรงกลัวเด็กยังไม่โตพวกนี้ วันนี้หากไม่ตีเจ้าบัดซบนี่ให้ขาหัก คุณชายอย่างข้าก็ไม่กลับ!!”

เสียงตะโกนให้กำลังใจเช่นนี้ดังขึ้น พรรคพวกรอบๆ ก็ฮึกเหิมขึ้นมา ทุกคนพับแขนเสื้อตะโกนด่าออกไปด้วยกัน บรรยากาศฟื้นคืนมาอย่างมาก หัวหน้านายทหารด้านหลังหันกลับไปออกคำสั่งว่า

“เดี๋ยวพวกเราบุกหน้า อย่าให้ทำร้ายคุณชายรองและคุณชายท่านอื่นได้”

*****

บ้านชาวบ้านและบ้านใหญ่ละแวกนี้ มีหลายคนกำลังจับตามอง ‘สงคราม’ เล็กๆ นี้อยู่ โจวอี้และเซวียจานเยี่ย ยังมีเติ้งจิ้นและคนอื่นๆ ก็อยู่ในตำแหน่งที่ใกล้ที่สุดที่สามารถมองเห็น

หลังจากเปิดฉากลงมือ เติ้งจิ้นและเซวียจานเยี่ยต่างผ่อนลมหายใจดังเฮือก แต่โจวอี้กลับเหงื่อไหลเต็มหน้าผาก บ่นเบาๆ ว่า

“หากทำบุตรชายเซียงเฉิงป๋อบาดเจ็บ เกรงว่าไทเฮาต้องทรงกริ้วแน่ ถึงตอนนั้นจะทูลอย่างไร…”

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version