Skip to content

องครักษ์เสื้อแพร 301


ตอนที่ 301 คนของนายกองพันหวัง

การก่อสร้างสองฝั่งแม่น้ำทะเลไม่เริ่มดำเนินการ หากใช้ปูนขาวโรยลากเป็นช่องๆ ไว้บนพื้นก่อน คิดจะเช่าร้าน ก็ต้องจ่ายค่าเช่าสามเดือนก่อน!

บรรดาพ่อค้ารู้สึกลังเล ชื่อเสียงองครักษ์เสื้อแพรก็ไม่ดีนัก มือเปล่าวาดขนมเปี๊ยะเช่นนี้ หากฮุบเงินไปจะทำอย่างไร แต่โกดังและลานกว้างสองฝั่งเริ่มสร้างแล้ว คนงานก่อสร้างกันอย่างแข็งขัน เรือจากต้นน้ำและปลายน้ำก็ขนวัสดุก่อสร้างเข้ามากันเรื่อยๆ ก่อนจะขนย้ายขึ้นฝั่ง

โกดังกับลานกว้างนี้เป็นของนายกองพันหวังแห่งสำนักองครักษ์เสื้อแพร หากจะใช้วางสินค้าที่พ่อค้าเรือทะเลขนมา จัดการไม่ดียังต้องขาดทุน

หากละแวกนี้ไม่มีร้านค้า ไม่สู้ขนจากเรือทะเลขึ้นเรือเล็กไปเลยดีกว่า ใต้เท้าหวังสร้างโกดัง ก็เพราะเตรียมการเพื่อสินค้าจากร้านค้าใหญ่จำนวนมหาศาล

รอจนกู่จื้อปินและจางฉุนเต๋อมาจองร้านค้าที่ใกล้โกดังที่สุดก่อน ทุกคนจึงไม่ลังเล เริ่มแย่งกันวางเงินจอง

เงินจองสามเดือนใช่ว่าจะสามเดือนเสมอไป พอร้านที่ไกลจากโกดังถูกแย่งจองไปหมด และเหลือตำแหน่งที่ไม่ดีสักหน่อย ทว่าเงินจองก็เพิ่มเป็นจ่ายก่อนหนึ่งปี ไกลออกไปอีกรอบก็เพิ่มเป็นสองปี

ทุกเรื่องล้วนกลัวฝูงชนรุมล้อม พอกรูกันมา ของก็ย่อมถูกกรูกันยกไปได้ง่าย นับประสาอันใดกับการค้าที่ดูอย่างไรก็รู้ว่าทำกำไรแน่นอน

พ่อค้าที่เทียนจินมาแล้ว พ่อค้าที่เมืองหลวงมาแล้ว พ่อค้าที่เมืองเป่าติ้งมาแล้ว พ่อค้าที่เมืองเหอเจียนมาแล้ว พ่อค้าที่ซานตงกับเหอหนานมาแล้ว พ่อค้าที่ซานซีก็มาแล้วเช่นกัน

ข่าวกระจายจากสองฝั่งน้ำออกไป ไปถึงเขตปกครองเหนือ ไปแต่ละมณฑล พ่อค้าทางใต้กับซ่านซีพอรู้เรื่องนี้ สองฝั่งทะเลก็ไม่มีที่เหลือไว้ให้อีกแล้ว

การมีสถานที่เช่นนี้เกิดขึ้น ก็เห็นได้ว่าศูนย์กลางการค้ากำลังจะเกิดขึ้นแล้ว คนที่มีกำลังพอก็ต้องเข้ามาของมีส่วนแบ่งด้วย เป็นการลงทุนระยะยาว

ตำแหน่งที่ดีที่สุดไม่มี เช่นนั้นก็ในเมืองเทียนจิน ไปตรงสองฝั่งคลองส่งน้ำ

***********

แน่นอน ตอนที่ข่าวนี้ไปถึงเขตปกครองเหนือนั้นก็เดือนสิบเอ็ดแล้ว หลายคนยังไม่ทันตั้งตัวได้หลังฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์ ดังนั้นตอนนี้จึงยังคงเป็นพ่อค้าที่เทียนจินที่มีวิสัยทัศน์ดำเนินการกัน

“ใต้เท้าหวัง พนักงานบัญชีที่เทียนจินนี้สู้จากในวังและกรมอากรไม่ได้ ตอนนี้เพิ่งคำนวณตัวเลขออกมาได้ หากร้านค้าขายดีได้ตามที่ใต้เท้าว่าไว้ ทุกเดือนก็จะมีเงินหนึ่งหมื่นเข้ามา บวกกับเงินจองที่บรรดาพ่อค้าจ่ายไว้ น่าจะมีพอใช้จ่ายไปจนจบงาน”

คนของหวังทงทั้งทหารและคนงานต้องกินข้าว นี่เป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ ยังมีโรงหลอมอาวุธของตนเองอีกที่ต้องใช้เงินทองอีกมาก ทั้งการหลอมอาวุธและการก่อสร้างสองฝั่งแม่น้ำทะเล ค่าใช้จ่ายก็ไม่น้อยแล้ว สองฝั่งทะเลยังต้องสร้างบ้านเรือนและเส้นทางสัญจรอีก ทุกวันเงินก็ไหลออกราวกับสายน้ำ

เงินค่าป้ายสงบสุขที่เก็บได้มา ทางเมืองหลวงที่แบ่งมาให้ เงินที่ยึดทรัพย์ได้มากับเงินที่ราชสำนักจัดสรรมาให้เมืองเทียนจิน ก็ต้องเอาไว้ดูแลกองกำลัง จะบีบเอาอีกส่วนออกมาก่อสร้างนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

ไช่หนานกับพนักงานบัญชีช่วยกันคำนวณ เดิมไช่หนานเองก็มิได้เชี่ยวชาญการคำนวณ ต้องอาศัยหวังทงชี้แนะกระบวนการจึงพอทำได้

พอรายงานตัวเลขสรุปยอดให้หวังทง สีหน้าก็อ่อนล้าเต็มที หวังทงกวาดตามองบัญชีสรุปยอดไปพลางหยิบดินสอถ่านเขียนตัวเลขอารบิกกำกับไปด้วย เช่นนี้ก็จะได้อ่านง่ายขึ้นอีกหน่อย

อ่านไปอ่านมา หัวคิ้วหวังทงก็ขมวดมุ่น มือหนึ่งกุมหน้าผากก่อนจะวางแผ่นกระดาษลงบนโต๊ะ ใช้ดินสอถ่านขีดแบ่งไปมาอยู่นานก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า

“ข้าพูด เจ้าจด กำไรจากร้านกู่กับร้านจาง ส่วนที่เป็นของเรา นอกจากเหลือไว้ที่ร้านจางสามส่วนแล้ว ที่เหลือก็เอาไว้กองนี้ เงินค่าป้ายสงบสุขที่เทียนจินเจรจากับทางเมืองหลวงว่าจะไว้ใช้ที่นี่ก่อน หากคำนวณตามนี้ ห้าเดือนสุดท้าย ทุกเดือนน่าจะขาดอีกราวหกพันตำลึง”

ความสามารถในการคำนวณไปพูดไปกับการคำนวณในใจของหวังทงไม่ใช่ว่าไช่หนานจะสามารถตามทันได้ หวังทงพูดอยู่นานกว่าไช่หนานจะพยักหน้าเข้าใจ หวังทงเคาะโต๊ะครู่หนึ่งก็เอ่ยขึ้นว่า

“เช่นนี้พ้นกลางปีไปก็น่าจะพอมีหนทาง ตอนนั้นโกดังกับลานกว้างก็น่าจะทำกำไรแล้ว ภาษีจากการขนส่งทางทะเลส่งไปเมืองหลวงแล้วก็น่าจะยังพอมีเหลืออีก”

“ใต้เท้า ทุกปีราชสำนักจะมีเงินส่วนหนึ่งให้สำนักอาวุธปืนไฟ หรือหมุนใช้ไปก่อน”

ได้ยินข้อเสนอนี้ หวังทงก็ส่ายหน้า กล่าวตัดบททันทีว่า

“เหลวไหลตอนนี้ข้าแม้ว่าจะกุมทุกอย่างไว้ในมือแล้ว แต่ไม่รู้ว่ามีสายตาอีกเท่าไรที่จับจ้องอยู่ หมุนมาใช้ก็พอดีคนอื่นจับเป็นจุดอ่อน ใช่ว่าข้ารนหาที่ตายเองหรือไง”

ไช่หนานกล่าวขออภัยด้วยความรู้สึกผิด หวังทงโบกมือกล่าวไม่ถือสาว่า

“ไม่เป็นไร คนที่นี่มากก็จริง แต่ก็เป็นพวกใช้กำลังต่อสู้เป็นส่วนใหญ่ เจ้าคนเดียวต้องคอยดูแลทั้งหมดคงเหน็ดเหนื่อยมาก ไม่อาจโทษเจ้า”

ขณะที่พูดอยู่นั้น ซุนต้าไห่ก็ตะโกนดังเข้ามาก่อนจะก้าวเข้ามาในห้องรายงานเสียงดังว่า

“ใต้เท้า เช้านี้ขันทีว่านเต้าส่งคนไปตรวจสินค้าบนคลองส่งน้ำแล้ว ถุย ทำเอาสองฝั่งคลองติดขัดอีกแล้ว”

*********

ขันทีมักใจอ่อนยวบกับเงินทองเป็นพิเศษ ตัวคนเดียวไม่ได้ใช้จ่ายอะไร แต่กลับละโมบไม่รู้จักพอ เหมือนจะเป็นลักษณะโดยรวมของคนกลุ่มนี้

ขันทีว่านเต้าก็เป็นหนึ่งในคนกลุ่มนี้ นอกเมืองในเมืองมีความเปลี่ยนแปลงกะทันหัน สถานการณ์ที่นิ่งมาสิบปีกลับต้องมาเปลี่ยนแปลง ว่านเต้าตรวจสอบสินค้าบนคลองส่งน้ำถูกหวังทงหักหน้ามาครั้งหนึ่ง หลังจากนั้นก็ยอมเก็บเนื้อเก็บตัวระยะหนึ่ง

แต่เดือนแปดเดือนเก้านี้ เป็นช่วงเวลาที่การขนส่งคึกคักที่สุดบนคลองส่งน้ำ มีเรือเข้าออกมากมาย ไม่รู้ว่ามีเรือพ่วงสินค้ามาเกินเท่าไร เท่ากับเงินทองไหลเวียนบนคลองส่งน้ำมากมายมหาศาล ไม่ยื่นมือออกมานั้นก็ยากจะทนไหวจริงๆ

เห็นหวังทงล้อมเฉพาะพื้นที่ริมแม่น้ำทะเลเท่านั้น ไม่ยุ่งเกี่ยวกับคลองส่งน้ำ หลังเทศกาลวันไหว้พระจันทร์ว่านเต้าก็ส่งเจ้าหน้าที่ไปดำเนินการตามเดิม

เรือสีแดงลำใหญ่จอดเทียบท่าอยู่ไม่ไปไหน บนเรืองมีเสาปักอยู่เสาหนึ่ง บนเสาแขวนธงเอาไว้ ให้รู้ว่ามีการตรวจสอบเรือที่เข้ามา

คนของว่านเต้าเก็บตัวเบื่อหน่ายในเมืองมานาน ครั้งนี้ได้ออกมาข้างนอกทุกคนก็โหดร้ายกว่าเดิมสิบส่วน ไม่ได้ออกมาตรวจสินค้าได้ราวสองสามเดือนแล้ว ปากต่อปากว่ากันว่า ทุกคนคิดว่าไม่ตรวจแล้ว เรือทุกลำจึงได้พ่วงสินค้ามาเยอะกว่าปกติไม่น้อย

เรื่องนี้ทำให้คนของว่านเต้าราวกับ ‘ปลาได้น้ำ’ จับได้แต่ละลำก็ตรวจหนัก พวกหมูหมากาไก่บนคลองส่งน้ำก็วิ่งกันให้วุ่นไปหมด

ขันทีออกมาทำงาน มีพวกทำงานรับเบี้ยหวัดราชสำนักไม่ถึงห้า หากจริงๆ กลับมีเกือบร้อยคน ส่วนใหญ่เป็นพวกไม่เอาการเอางานในเมือง หรือพวกนักเลงหัวไม้ในเมืองพวกนั้น ล้วนเป็นพวกขยะในเมืองทั้งนั้น

กลุ่มคนพวกนี้ยิ่งคนมากก็ยิ่งฮึกเหิม พอเที่ยงวันผ่านไป เงินค่าปรับจากการตรวจสินค้าและสินค้าที่ยึดมาได้กองรวมกันได้หลายลำ ทุกคนกระเป๋าตุง จากนั้นก็เริ่มทำตัวเกะกะระรานไปทั่วสองฝั่งคลอง

พอหลังห้าโมงเย็น หากยังไม่เลยทุ่ม สองฝั่งก็เริ่มวุ่นวายใหญ่ มีคนผู้หนี่งจากเมืองฉางโจวมาเยี่ยมญาติที่เมืองหลวง ขนผ้าไหมมาสิบกว่าพับ พร้อมเครื่องเคลือบเครื่องลงยาอะไรพวกนั้นอีกเล็กน้อย เดาว่าน่าจะเป็นของขวัญสำหรับเป็นของหมั้นหมายในเมืองหลวง

คนพวกนี้นับได้ว่าเป็นคหบดี ของที่นำมาย่อมไม่ได้นำมาขาย ตลอดทางก็จ่ายภาษีมาเจ็ดด่านแล้ว อย่างไรของก็ไม่ได้มากอะไร เสียภาษีไปก็ไม่เท่าไร

ผ่านมาเทียนจินถูกรั้งไว้ แสดงใบเสียภาษีแล้ว เจ้าหน้าที่บนเรือเห็นหลักฐานแล้ว ก็เปิดค้นไปมาครู่หนึ่งก่อนจะเตรียมลงจากเรือ

เรือชาวบ้านพวกนี้ไม่มีค่าน้ำร้อนน้ำชาอะไรเท่าไร คนพวกนี้เป็นพวกกินเงินพวกนี้มานาน เรือพ่วงขนสินค้ามามากเกินไปหรือไม่ แค่มองก็รู้ ทุกคนก็สบถด่าเล็กน้อยก่อนจะทยอยลงจากเรือ ขณะออกจากเรือก็มีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งคิดชั่วร้ายมือไม้ไม่อยู่นิ่ง ยื่นมือไปลูบคลำสาวใช้คหบดีไปทีหนึ่ง

สาวใช้ที่ติดตามจากตอนใต้มาตอนเหนือพวกนี้ แปดเก้าส่วนย่อมมีความสัมพันธ์นายบ่าวที่ไม่อาจระบุชัดได้ เท่ากับเป็นหญิงในครอบครัว เมื่อเห็นหญิงในครอบครัวถูกรังแก คหบดีผู้นั้นก็มีปากเสียงกับเจ้าหน้าที่ทันที

พอมีเรื่องกัน บรรดาเจ้าหน้าที่ที่ผิดก่อนก็รู้สึกเสียหน้า ค่อยๆ กลายเป็นความโมโห มีคนหนึ่งแย่งหลักฐานภาษีมาฉีกเป็นชิ้น จากนั้นก็ชี้ไปที่ของที่ขนมาว่าเป็นของลักลอบ คนที่มือไม้เกะกะเมื่อสักครู่ยังเป็นคนเริ่มลงมืออีก

คหบดีผู้นั้นด่าขึ้นทันที ทันใดนั้นก็ถูกเจ้าหน้าที่คนหนึ่งเตะก้านคอ คนที่เหลือก็เริ่มตะลุมบอนกัน ผู้ติดตามและสาวใช้บนเรือก็ส่งเสียงหวีดร้องดัง ชุลมุนวุ่นวายกันไปหมด

มีเรื่องเช่นนี้ คนอื่นๆ ก็พากันมามุงดู สองฝั่งคลองก็เริ่มติดขัดไปไหนไม่ได้ ตะลุมบอนกันไปยกหนึ่งก็แย่งของทั้งหมดมาเตรียมโยนลงน้ำ นี่เป็นเรื่องที่เกิดเป็นปกติ

พอยกขึ้นกำลังจะโยนลงไป ก็มีคนตะโกนดังมาว่า

“ล้มแล้ว ล้มแล้ว!!”

“อะไรล้มแล้ว?!”

“ธงบนเรือใหญ่เราล้มลงแล้ว!!”

เจ้าหน้าที่ของว่านเต้ามองไปแล้วถึงกับนิ่งค้าง เห็นเรือสีแดงลำใหญ่ที่จอดเทียบท่าอยู่นั้น เสาบนเรือกำลังเอียงล้มไปทางฝั่ง บนลำน้ำไม่มีลม ย่อมมิใช่ลมพัด

สาเหตุนั้นก็เข้าใจได้ใจทันที เห็นเชือกมัดอยู่ยอดเสา กำลังถูกคนลากลงมา เจ้าหน้าที่ไม่สนใจจะลงมือต่อ รีบพากันพายเรือเล็กกลับเข้าฝั่ง ใครมันกล้าบังอาจเพียงนี้

“ผู้ใดใช้ให้พวกเจ้ามากำเริบเสิบสานที่นี่!!”

มีเสียงจะโกนดังขึ้น เจ้าหน้าที่ยังไม่ทันหันไปมอง กระบองหลายสิบก็พุ่งแทงใส่เรือ เสียงร้องตกใจดังติดๆ กัน หลายคนถูกกระบองแทงล้มลง

บนแม่น้ำนั้นเดิมที่ติดแน่นขนัดกันไปหมด พวกที่พอมีฝีมือ ก็กระโดดจากฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่งหนึ่งไม่โดนน้ำ ทว่าก็พบว่าถูกล้อมไว้แล้ว

คนที่ล้อมพวกเขาไว้ล้วนเป็นชายฉกรรจ์ ในมือถือกระบองยาว พอตั้งสติได้ก็สายไปเสียแล้ว กระบองฟาดลงมาทั้งบนใบหน้าและศีรษะ ถูกตีตกน้ำไปหลายคน ตกลงไปในน้ำยังไม่จบ กระบองยังตามมาแทงไม่หยุด ยากจะลอยตัวขึ้นมา

โดนกระหน่ำตีถึงขั้นนี้ ทุกคนไม่มีโอกาสแม้แต่รับมือ จมน้ำตายไปไม่ใช่เรื่องใหญ่ พอตีไปได้พักหนึ่ง คนของว่านเต้าก็ทนไม่ไหว พวกที่เชี่ยวชาญทางน้ำก็ตะโกนติดๆ กันว่า

“อย่าตีอีกเลย พวกเจ้ารู้ไหมว่าพวกเราเป็นคนของใคร พวกเราเป็นคนของว่านกงกง!!”

ว่านกงกงเป็นคนใหญ่คนโตที่ในวังส่งมาที่เทียนจิน ตีคนของเขา ก็เท่ากับตบหน้าคนในวัง ไม่ว่าเจ้าหน้าที่ที่ไหนก็ล้วนยอมอ่อนให้สามส่วน

ทว่าไม้กระบองยังคงกระหน่ำตีลงมาราวกับห่าฝน ชายฉกรรจ์ที่ลงมือตอบกลับเสียงเย็นเยียบว่า

“นายข้าคือใต้เท้าหวังทง!!”

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version