Skip to content

องครักษ์เสื้อแพร 353


ตอนที่ 353 พัวพัน

งานราชการในใต้หล้าที่มีค่าน้ำร้อนน้ำชามากที่สุดย่อมเกี่ยวพันกับการค้าเกลือ เป็นนายกองกองขนส่งเกลือ ย่อมสามารถมีเงินทองใช้ไม่หมดไปอีกหลายชาติ

ความแตกต่างระหว่างมือสะอาดหรือไม่สะอาดนั้นไม่ได้อยู่ที่ตักตวงหรือไม่ตักตวง หากอยู่ที่ตักตวงเท่าไร อย่างเช่นคนก่อนหน้าเฉียนชุนผิงที่รับตำแหน่งอยู่สามปี พอกลับบ้านเกิดไปก็กลายเป็นคหบดีเบอร์หนึ่งในอำเภอ คนผู้นี้ได้ชื่อว่าซื่อสัตย์อย่างที่สุด

หากอย่างไรก็ตามทุกอย่างก็ล้วนมีความเสี่ยง งานที่มีผลประโยชน์มากมายให้ตักตวง ย่อมมีผู้จับจ้องอยู่มาก ความเสี่ยงที่จะถูกปลดและถูกจับเข้าคุกก็มีมาก คนก่อนได้กลับบ้านเกิดไปอย่างราบรื่น แต่เจ้าอาจถูกจับก็เป็นได้ ก็ช่วยไม่ได้ สมควรอยู่

แม้ว่าการกระทำของนายกองพันองครักษ์เสื้อแพรเทียนจินอย่างหวังทงจะเป็นที่จับตามอง แต่ได้ร่วมมือกับศาลเหอเจียนจนตรวจพบว่านายกองกองขนส่งเกลือทุจริต ทุกคนก็แค่รับรู้แล้วก็ผ่านเลย เฉียนชุนผิงที่เพิ่งมารับตำแหน่งได้เพียงปีเดียวช่างซวยจริงๆ ก็แค่นั้น

ขุนนางใหญ่ในคณะเสนาบดีใหญ่ย่อมได้อ่านข่าวของกองขนส่งเกลือครั้งนี้ บางคนก็อ่านตั้งแต่ต้นจนจบ บางคนให้ผู้ช่วยจับประเด็นเล่าให้ฟัง

ในฐานะบุคคลระดับประเทศ ต้องรักษาท่าทีระแวดระวังที่สุดแม้เพียงลมพัดยอดหญ้าแผ่วเบาในราชสำนัก มิเช่นนั้นหากเผลอไผลเพียงนิด ก็อาจถูกผู้อื่นวางอุบายเอาได้

***********

ณ จวนของเสนาบดีกรมพิธีการเซินสือหังในเขตบูรพาของเมืองหลวง งานในกรมพิธีการดำเนินไปอย่างปกติ ไม่ต้องการให้เสนาบดีต้องทำงานอันใดมาก ดังนั้นจึงมีเวลาอ่านข่าวที่มาจากกรมขนส่งเกลืออย่างละเอียดรอบหนึ่ง ผู้ติดตามคนสนิทยามนี้แม้แต่ข้าวก็ไม่กล้าไปกิน ทุกคนรอฟังคำสั่งอยู่ในห้องโถง นายตนมักจะสั่งงานในยามเช่นนี้ ได้ยินเรื่องอะไรมา ฟังมาจากผู้ใด ต้องเรียกหาได้ตลอด ไม่อาจปล่อยให้เสียเวลาแม้แต่น้อย

เซินสือหังกำลังนั่งอยู่ในห้องหนังสือ ที่พักขุนนางผู้ใหญ่ล้วนมีเจ้าหน้าที่อาลักษณ์ พอข่าวที่ซื้อมาได้มาถึงก็ต้องรีบคัดออกมาก

แม้จะเป็นเพียงตัวหนังสือขนาดเท่าแมลงวันตัวเล็ก ๆ แต่ก็เรียบร้อยเป็นระเบียบ อ่านง่าย เซินสือหังอ่านด้วยสีหน้าเรียบเฉย พยักหน้าและส่ายหน้าเป็นระยะ พออ่านไปถึงบรรทัดหนึ่งที่ว่า

“…นายกองกองขนส่งเกลืออำเภอฉางหลูเฉียนชุนผิงขายเกลือให้กับพวกลอบค้าเกลือ…”

สายตาเซินสือหังไปหยุดที่บรรดทัดหนึ่ง สีหน้าก็เคร่งเครียดขึ้น อ่านพึมพำหลายครั้งว่า ‘เฉียนชุนผิง’ จากนั้นสีหน้าก็เผยรอยยิ้ม โยนฎีกาลงบนโต๊ะ กล่าวเสียงดังขึ้นว่า

“ไปที่กรมอาญาเชิญใต้เท้าหวงมาที่นี่หน่อย”

ด้านนอกมีเสียงรับคำรีบออกไป นายกองกรมอาญาฝ่ายขวาหวงเยว่เหวินเป็นขุนนางที่เซินสือหังเคยส่งเสริมขึ้นมาตอนยังเป็นเสนาบดีกรมอาญา สองคนมาจากบ้านเกิดเดียวกัน แต่ไรมาจึงมีความสัมพันธ์สนิทสนมเป็นพิเศษ

************

ขุนนางใหญ่มักพำนักกันที่เขตบูรพาและปัจจิม จวนเสนาบดีกรมทหารจางซื่อเหวยเองก็ห่างจากเซินสือหังไม่ไกลนัก ข่าวจากกองขนส่งเกลือมาถึง ข่าวไปถึงจวนจางเร็วกว่าจวนเซินเล็กน้อย

เซินสือหังได้อ่านข่าว จางซื่อเหวยก็ย่อมได้อ่านเช่นกัน เพียงแต่สีหน้ากลับไร้รอยยิ้ม หากดำคล้ำแทน เอ่ยถามว่า

“เรื่องนี้พัวพันไปถึงฉางหลูได้อย่างไร?”

“พวกข้าน้อยทราบข่าวเมื่อหลายวันก่อน บอกมาว่าหวังทงไปที่อำเภอชิงจับพวกค้าเกลือ หลังจากสอบสวนจึงพัวพันไปถึง พอรับสารภาพก็ส่งไปที่กรมอาญา”

“เอกสารจับกุมลงมาหรือยัง?”

“เรียนใต้เท้า เร็วสุดก็คงพรุ่งนี้ ตามธรรมเนียมแล้วหลังจากสามวันไปแล้ว ทางศาลจะส่งเจ้าหน้าที่…”

“เรื่องธรรมเนียมพวกนี้เจ้าไม่ต้องสอนข้า ไปตามจางเฉวียนมา!”

จางซื่อเหวยไม่ว่ากับคนในคนนอก แต่ไรก็รักษาท่าทีสุภาพสูงส่ง ผู้ใต้บังคับบัญชามิค่อยได้เห็นสีหน้าเขาเช่นนี้เท่าไร จึงพากันเงียบกริบราวจิ้งหรีดในฤดูหนาว รีบออกไปปฏิบัติตามคำสั่งทันที

พอมีคนออกไปตาม จางซื่อเหวยก็หันไปเรียกคนสนิทตน สั่งการไปว่า

“เสี่ยวซื่อ เจ้าไปหาข่าวเรื่องก่อนหน้าและหลังจับพวกลอบค้าเกลือที่อำเภอชิงมา ยิ่งละเอียดยิ่งดี จ่ายเงินเท่าไรก็จ่ายไป รีบไปๆ”

ผู้ติดตามคนสนิทรับคำสั่ง ไม่กล้ารอช้า รีบออกไปทันที ทางนี้ออกไป จางเฉวียนก็มารออยู่หน้าประตู จางซื่อเหวยโบกมือให้คนอื่นถอยออกไป เหลือเพียงจางเฉวียนผู้เดียว

สถานะของจางเฉวียนในจวนนั้นสูงมาก มีตำแหน่งเป็นถึงพ่อบ้านสาม แต่ไม่เห็นทำหน้าที่อันใดเป็นเรื่องเป็นราว พักอาศัยอยู่ที่เรือนเล็กริมกำแพง ไม่เคยไปมาหาสู่กับผู้ใด

เดิมคนอื่นๆ ดูถูกจางเฉวียนไม่น้อย แต่เมื่อเกิดเรื่องปะทะกับน้องชายของภรรยาน้อยคนใหม่ของจางซื่อเหวยภรรยาน้อยเอาเรื่องมาฟ้องจางซื่อเหวย คิดไม่ถึงว่าใต้เท้าจางกลับใช้กฎจวนลงโทษภรรยาน้อยที่เอ็นดูยิ่ง แต่นั้นมา ก็ไม่มีผู้ใดกล้าล่วงเกินจางเฉวียนอีกเลย

ยิ่งไปกว่านั้นจางเฉวียนยังทำงานอยู่แต่ข้างนอก มักจะไม่อยู่หลายวันหรือบางทีก็ครึ่งเดือน ทุกคนไม่รู้ว่าเขาทำอะไร ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่กล้าถาม ไม่กล้ายุ่ง ได้แต่พากันให้ความเคารพอยู่ห่างๆ

จางเฉวียนมีนิสัยหยาบกระด้าง รูปร่างสูงใหญ่กว่าคนปกติ แต่ไรมาก็สีหน้าเล่ห์เหลี่ยมจัด ยามเดินก็ไร้เสียง คนเช่นนี้เห็นแล้วรู้สึกหวาดกลัวต้องหลีกหนีให้ไกลที่สุด ก็ไม่รู้ว่าจางซื่อเหวยให้ความสำคัญอันใดกับคนเช่นนี้

“ยังจำเฉียนชุนผิงได้ไหม?”

พอจางเฉวียนเข้าประตูมาทิ้งมือข้างกายยืนอยู่ข้าง ๆ จางซื่อเหวยก็เอ่ยถามออกมาตรงๆ จางเฉวียนพยักหน้ากล่าวว่า

“ข้าน้อยจำได้ บุตรชายเขาถูกข้าน้อยพาตัวไป”

“คนผู้นี้ไม่ได้เรื่องอย่างมาก ให้งานดี ๆ ทำกลับปล่อยให้ถูกจับผิดเอาได้ เฉียนชุนผิงกระทำผิด พรุ่งนี้คงมีเอกสารจับกุม ลอบค้าเกลืออย่างเดียวนับว่าเรื่องเล็ก แต่หากพูดถึงเรื่องอื่นขึ้นมา…”

จางซื่อเหวยกล่าวถึงตรงนี้ก็หยุดไปครู่หนึ่ง กระแอมไอก่อนจะกล่าวต่อว่า

“เพื่อความปลอดภัย ครั้งนี้เจ้าต้องไปฉางหลูสักครา”

จางเฉวียนก้มกายกล่าวน้ำเสียงราบเรียบว่า

“ข้าน้อยจะออกจากเมืองหลวงทันที นายท่านอย่าได้กังวล เรื่องนี้ข้าน้อยจะจัดการให้ดี”

จางซื่อเหวยพยักหน้า จางเฉวียนหันหลังออกไป ในห้องไม่มีใคร ถ่านในเตาทองแดงสร้างความอบอุ่นให้กับห้องของจางซื่อเหวยอย่างมาก แต่จางซื่อเหวยที่แต่ไรมามีท่าทีสงบนิ่งอยู่เสมอ ยามนี้กลับร้อนใจ ลุกขึ้นเดินวนไปมา หยิบหนังสือจากชั้นหนังสือมาพลิกอ่านไปสองสามหน้าก็ตะโกนออกไปด้านนอกว่า

“ไปเชิญท่านฟู่มา!!?”

พอชายร่างผอม ใบหน้าเหี่ยวย่นเหมือนเปลือกไม้เดินเข้ามาในห้องหนังสือ จางซื่อเหวยก็รีบกลับไปนั่งที่ บังคับสติให้อยู่กับการอ่านหนังสือ

ท่านฟู่เป็นคนแปลกในจวน แม้ว่าเรียกท่านฟู่ แต่ไม่มีความเป็นบัณฑิตแม้แต่น้อย แต่ยามที่บัญชีในจวนเกิดปัญหา ท่านฟู่ท่านนี้อ่านแล้วก็จะจัดการให้กระจ่างได้ทันที เห็นได้ว่าน่าจะเป็นเจ้าพนักงานบัญชี แต่ไม่ใช่ซือเย๋หรือที่เรียกว่าผู้ช่วยด้านงานเอกสารหนังสือแต่อย่างใด

“ท่านฟู่ กองขนส่งเกลือฉางหลู ที่เขตปกครองเหนือและเมืองหลวง มีผู้ใดได้รับผลประโยชน์บ้าง?”

*************

เที่ยงวันที่ 27 เดือนหนึ่ง ณ ที่ประชุมสมาคมซูโจว

สมาคมในเมืองหลวง สมาคมซูโจวนับว่าใหญ่ที่สุด ไม่เพียงแต่มีพ่อค้าซูโจวมาก หากยังมีพ่อค้าจากเมืองซงเจียง เมืองฉางโจวและเขตปกครองใต้หลายแห่งไปมาหาสู่กันบ่อยครั้ง

สาเหตุก็ง่ายมาก เป็นเพราะพวกขุนนางส่วนใหญ่มาจากทางใต้ พ่อค้าคหบดีใหญ่ก็มาจากทางใต้ ที่สมาคมนั้น ก็คบหากันได้ใกล้ชิดสนิทสนม ราบรื่นสะดวกไปหมดเสียทุกอย่าง

ขุนนางเมืองหลวงยิ่งชอบมาพบปะผู้คนที่สมาคมซูโจว ถึงกับยามว่างก็อยากมาดื่มน้ำชาคุยสัพเพเหระกันที่นี่ อย่างไรก็คงได้ประโยชน์อันใดกลับไปบ้าง

ปลายเดือนหนึ่งเป็นช่วงเวลาออกไปเดินชมธรรมชาตินอกเมือง ก็เป็นหนึ่งในหัวข้อสนทนา ผู้คนไม่น้อยต่างพากันเชื้อเชิญใต้เท้าหลี่ซานไฉ ขุนนางกรมอากรประจำหน่วยซานตงร่วมเดินทางไปด้วยกัน หลี่ซานไฉยิ้มตอบรับทุกคน

ในขณะที่สรวลเสเฮฮาอยู่นั่น ก็มีคนผู้หนึ่งแต่งกายเช่นคนรับใช้ในบ้านรีบวิ่งเข้ามา คารวะทุกคนในนั้นเสร็จ ก็ไปกระซิบข้างหูหลี่ซานไฉสักพัก

ทุกคนในห้องเห็นสีหน้าของหลี่ซานไฉเปลี่ยนไป แม้ว่าคนสนิทจะให้คนรับใช้กลับไปแล้ว แต่สีหน้าก็ยังคงเหมือนเดิม แม้ว่าทุกคนจะไม่กล้าถาม แต่ในใจอย่างไรก็ย่อมเกิดความสงสัย

ตามปกติหลี่ซานไฉจะต้องอยู่ที่สมาคมซูโจวถึงยามบ่าย แต่ครั้งนี้กลับรีบร้อนออกไป เช่นนี้ย่อมทำให้ทุกคนรู้สึกคิดหนักกันไม่น้อย

ตำแหน่งขุนนางของหลี่ซานไฉนับว่าเป็นตำแหน่งไม่เล็กไม่ใหญ่ รู้ข่าวก็มักจะช้ากว่าขุนนางผู้ใหญ่เล็กน้อย แต่มักจะเกี่ยวพันกับการออกเอกสารทางการ ข่าวสารย่อมสืบมาได้ฉับไวไม่น้อย

ตระกูลหลี่เป็นพ่อค้าอันดับหนึ่งในเมืองทงโจว เพราะเป็นพื้นที่สำคัญปลายทางคลองส่งน้ำที่ไปยังเมืองหลวง ตนทำงานในกรมอากรก็ย่อมไม่ต้องเสียภาษี และยังได้รับการอำนวยความสะดวกอื่นอีกมากมาย

ที่บ้านหลี่ซานไฉมีเรือล่องแม่น้ำ รถม้าและโกดังริมฝั่งไม่น้อย ในเมื่อมีการค้าเช่นนี้ก็ย่อมผ่านเทียนจิน ย่อมต้องถูกเก็บภาษี นี่นับเป็นความแค้นฝังลึกอยู่ในใจไม่น้อย

ในเมื่อมีการกิจการขนส่งใหญ่เช่นนี้ การลอบค้าเกลือกำไรมาก เข้าออกเมืองหลวงอย่างไรก็ต้องมีสายสัมพันธ์ หากละโมบหน่อย ตนเองลงมือค้าเองก็ใช่ว่าจะไม่ได้

เกลือของกองขนส่งเกลือที่ฉางหลูย่อมเกี่ยวพันกับทางเมืองหลวงอย่างไม่อาจแยกออกจากกันได้ ที่กองขนส่งเกลือ เจ้าหน้าที่นั่งรับเงิน ไม่จำเป็นต้องทำอันใด พ่อค้าเกลือย่อมนำเงินมาส่งมอบเอง

แต่นายกองกองขนส่งเกลือนั้นมีบางเรื่องก็ต้องลงมือทำเอง ทั้งการขายก้อนเงินทางการไว้สำหรับนำไปซื้อเกลือทางการหรือการขายเกลือทางการให้พ่อค้า เป็นต้น ในเมื่อถูกจับได้ ผู้ที่เคยเกี่ยวข้องกับเขาก็ย่อมถูกเชื่อมโยงมาถึง

พวกลอบค้าเกลือล้มพังลง ขุนนางที่เกี่ยวข้องก็ย่อมส่งผลเสียหายใหญ่หลวงต่อเส้นทางรับราชการ ลอบค้าเกลือแม้ว่าได้เงินมาก แต่ก็ถูกประนามว่าเป็นการค้าชั่วร้ายอันดับหนึ่ง

วันที่ 28 เดือนหนึ่ง หลี่ซานไฉปรากฏตัวที่สมาคมซูโจวอีกครั้งด้วยสีหน้าหนักใจ เมื่อทุกคนถามถึง ก็ได้แต่ถอนหายใจกล่าวว่า

“นายกองพันองครักษ์เสื้อแพรหวังทงทำการวางอำนาจบาตรใหญ่ที่เทียนจิน ถึงกับไปที่อำเภอชิงจู่โจมโรงบ้านแห่งหนึ่ง บอกว่าเป็นพวกลอบค้าเกลือ เก็บกวาดทรัพย์สินในโรงบ้านไปจนหมด แล้วนำส่งเมืองหลวงบอกว่าเป็นเงินก้อนจินฮวา หากทำการตามอำเภอใจเช่นนี้ได้ ก็ไม่รู้ว่ากฎหมายอยู่ที่ใด หากเป็นเช่นนี้ต่อไป มิใช่ว่าเห็นผู้ใดมีเงิน ก็ยัดเยียดความผิดให้แล้วแย่งชิงมาหรอกหรือ”

ผู้ที่สามารถมาอยู่ในสมาคมซูโจวในเดือนหนึ่งนี้ได้ย่อมไม่ใช่พวกชาวบ้านยากจน พอได้ยินหลี่ซานไฉกล่าวเช่นนี้ ก็พากันหวาดหวั่นในใจ คิดกันว่าเรื่องนี้หากเกิดขึ้นกับตนเองจะทำเช่นไร

“ฝ่าบาทถูกคนชั่วบดบังสายพระเนตร ทรงเห็นแต่เงินก้อนจินฮวา ไม่สนใจประชา คุณธรรมแห่งปราชญ์เมธีนั้นพวกเราต่างศึกษาร่ำเรียนมา ต่างรู้หลักคุณธรรมยิ่งใหญ่ หรือว่าไม่ควรออกหน้าร่วมกันยื่นฎีกาต่อฝ่าบาทกัน!?”

กล่าวจบ ในห้องก็เงียบกริบ ทุกคนต่างมองหลี่ซานไฉที่ท่าทางองอาจกล้าหาญ ขุนนางหนุ่มอายุน้อยที่กำลังฟังอยู่ต่างมีสีหน้าหวาดหวั่น

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version