ตอนที่ 551 เหยียบท่าเรือ รบทางบน งานถนัด
เดือนหกที่แผ่นดินหมิงแม้ว่าอบอุ่น แต่เหรินชวนค่อนมาตอนเหนือนับว่ายังมีความหนาวอยู่บ้าง ทะเลชื้น ต้องห่มผ้าอีกชั้นจึงจะสบายขึ้นสักหน่อย
เวรดึกออกไปดูมาแล้ว ทุคนก็รีบกลับเข้าไปนอนกันต่อ เรือเทียบท่า ทิ้งสมอ มีลูกเรือโดดขึ้นฝั่งไปคล้องเชือกเรือ
การเคลื่อนไหวพวกนี้เป็นเรื่องชินชาเสียแล้ว ไม่อาจทำรบกวนต่อการนอนได้
ลำดับต่อมายังต้องวางไปเทียบท่ากับเรือ เสียงเคลื่อนไหวดังไม่น้อย ทุกคนก็ยังคงชินชา แต่เสียงฝีถัดมาเหมือนว่ามากันมากสักหน่อย
เหมือนมีอันใดผิดปกติแล้ว คนที่สัปหงกก็เริ่มรู้ตัว กำลังจะลืมตาดู ก็มีคนเลิกม่านออก กรูกันเข้ามา แสงริบหรี่ของตะเกียงสะท้อนใส่คมอาวุธกระทบสายตา
เสียงร้องดังสั้นๆ แล้วเงียบลง เสียงร้องเจ็บปวดถูกเสียงคลื่นลมกระทบฝั่งกลบไปเสียสิ้น ไม่มีผู้ใดทันได้ยิน
มีคนมองไปรอบๆ รอบๆ ไม่มีผู้ใด หยิบตะเกียงส่องไปบนทะเล ส่งสัญญาณ
*************
“ใต้เท้า บนฝั่งได้การแล้ว!”
ทังซานข้างๆ หวังทงกระซิบขึ้น หวังทงเห็นแสงตะเกียงวิบวับบนฝั่งเช่นกัน ยามนี้อาปาก้งก็เบียดัวออกมาดู สีหน้าเฝื่อนกล่าวว่า
“นายท่านโปรดอภัย เมื่อครู่ลองปรึกษาคนบนเรือ บอกว่าพวกเขาไม่เคยมาที่นี่ ไม่คุ้นกับท่าเรือนี้ คืนนี้เข้าไปเกรงว่าจะมีเรื่อง หรือว่ารอฟ้าสางก่อน……”
แม้ว่าในความมืดมิด แต่ก็เห็นสีหน้าเคร่งเครียดของหวังทงได้ จึงรีบหยุดพูด ทังซานลังเลอยู่ครู่หนึ่ง กระซิบว่า
“ที่ไม่คุ้นเคยเช่นนี้ ไม่มีคนนำทาง เกิดเรื่องได้ง่ายจริง”
คนของตนก็ยอมรับเช่นนี้ หวังทงจึงได้เงียบไปก่อนจะพยักหน้า ออกคำสั่งไปว่า
“ปล่อยเรือเล็กลงไป นอกจากคนที่เหลือไว้เฝ้าเรือแล้ว ทหารทุกคนขึ้นฝั่ง!”
เรือพายช้าๆ ย่อมไม่ต้องห่วงว่าจะส่งเสียงดัง ทังซานหันหลังไปปฏิบัติตามคำสั่ง อาปาก้งเห็นหวังทงรับปาก ก็รีบคำนับขอบคุณ
การขึ้นฝั่งเป็นเวลาเคร่งเครียดอย่างมาก หวังทงจับตาดูท่าเรือตาไม่กระพริบ ขี้เกียจจะสนใจเขา อาปาก้งย่อมค่อยๆ ถอยออกไปเอง
เรือเล็กปล่อยจากเรือใหญ่ ทหารลงเรือเล็ก เริ่มพายเข้าฝั่ง หวังทงกำลังจับตามองอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงเอะอะดังขึ้น ทหารติดตามชักดำบออกมาตวาดด้วยความโมโห
บนเรือเกิดเหตุ หวังทงรู้สึกแปลกๆ หันไปมอง เห็นหลายคนคุกเข่าอยู่ข้างนอก อาปาก้งวิ่งมาจากที่ไม่ไกลนัก วิ่งไปก็อธิบายอย่างร้อนใจไปว่า
“เข้าใจผิดๆ !”
ดำๆ มองไม่ชัด อาศัยแสงตะเกียงบนเสากระโดงเรือ เห็นคนคุกเข่าอยู่ตรงนั้น ทหารติดตามหวังทงใช้ดาบจ่อที่อาซือหลันที่เคยต่อสู้กับอู๋เอ้อร์ ยังมีลูกเรือต่างชาติร่างกายกำยำอีกหลายคน
“นายท่าน พวกเขาบอกว่านายท่านให้รางวัลงาม พวกเขาอยากขึ้นฝั่งไปสังหารด้วย อยากได้รางวัลบ้าง”
หวังทงอึ้งไป ก่อนจะยิ้มพยักหน้า การล่าสังหารนี้ไม่เหมือนการรบ ลูกเรือพวกนี้ช่วยได้ จ่ายเงินเรื่องเล็ก
เห็นหวังทงพยักหน้า อาปาก้งก็ถอนหายใจเฮือก หันไปกล่าวสองสามคำ ลูกเรือเหล่านั้นก็ดีใจคำนับอย่างที่สุด
***********
ทหารแต่ละกลุ่มเริ่มลงเรือเล็ก ท่าเรือเหรินชวนมีเรือจอดไม่มาก เรือประมงพังๆ 10 กว่าลำเท่านั้น ที่เหลือเป็นเรือ โจรสลัด เรือเรียงกันเป็นระเบียบกว่า
ทหารขึ้นฝั่งไปได้แต่ละกองร้อยก็เตรียมพร้อมกันอย่างเงียบๆ เรือเล็กแต่ละลำคลำทางค่อยๆ แล่นเข้าไป เรือเล็กยังดี เรือใหญ่ยังมีคนเฝ้ายามอยู่
พอขึ้นเรือไปได้ก็จัดการคนเฝ้ายามทิ้งหมด คนนำทางเป็นทหารที่เคยเป็นโจรสลัดมาก่อน ย่อมคุ้นเคยกับเรือบนทะเลเหล่านี้ดี ย่อมรู้ว่าคนเฝ้ายามจะพักอยู่ที่ใด
แต่เรือหลายลำเคลื่อนไหวพร้อมกัน คนบนเรือส่งแรงเคลื่อนไหวได้มากกว่าบนบก หากรู้ตัว ย่อมต้องเกิดการต่อสู้
ทหารที่เพิ่งขึ้นฝั่งมาก็ล้วนเครียดจัด แต่ก็รอให้ทุกอย่างสงบลง ไม่มีผู้ใดรู้ตัว ทุกคนพบว่าตนเองระวังตัวเกินไปแล้ว
ตั้งแต่ซำปอกงเดินทางสู่ทะเลตะวันตกในสมัยราชวงศ์หมิง ก็ไม่มีผู้ใดชำนาญการเรืออีก รอจนสมัยเจียจิ้งปิดทะเล ก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องนี้อีก
โจรสลัดเหรินชวนแต่ไรมาไม่คยคิดว่าจะมีคนเข้าโจมตีพวกเขาทางทะเล แม่ทัพหมิงชำนาญทางน้ำไม่มี ทหารเกาหลีรบแค่บนบก กำลังทรงอิทธิพลทางทะเลก็คือพวกโจรสลัดเรานี่เอง ไม่ต้องพูดถึงว่าวานรทะเลเองก็เป็นคนของราชาไตรธารา เหรินชวนไม่มีผลประโยชน์อันใด ยิ่งไม่มีผู้ใดอยากมา
การป้องกันคืนนี้ ย่อมไม่เรียกว่ามีการป้องกัน หลายคนในเพิงพักยามเรียกว่าเฝ้ายาม แต่เรียกว่าเฝ้าเวลาจะดีกว่า
คืนดึกดื่นมาถึงที่นี่ เรือเล็กค่อยๆ ขนคนขึ้นฝั่ง รอจนหวังทงขึ้นฝั่งมา ท้องทะเลเริ่มมีแสงรำไร
บนทะเลกับบนบกนั้นต่างกัน บนท้องทะเลมีแสง แต่ห่างจากเวลาฟ้าสางอีกยาวนานอยู่ไม่น้อย บนบกยังคงมืดมิด ซุนซิงเข้ามารายงานว่า
“ใต้เท้า แต่ละหน่วยพร้อมแล้ว เมื่อครู่ให้คุมตัวเชลยไปดูลาดเลามาแล้ว วานรทะเลพักรวมอยู่อีกทางหนึ่ง ทหารเกาหลีพักห่างออกไปอีกราว 3 ลี้ได้ อีกกลุ่มหนึ่งอยู่กันกระจัดกระจาย”
หวังทงนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า
“กินข้าวกันก่อน ให้ทุกหน่วยเตรียมตัว สั่งการทหารราบด้านหน้า พบเห็นผู้ใด ไม่ว่าผู้ใด ให้สังหารสิ้น!”
ซุนซิงใช้กำปั้นทุบอกซ้าย รับคำสั่งทันที
ขนมเปี๊ยะสองแผ่น ปลาเค็มหนึ่งชิ้น กินกันอย่างง่ายๆ คำสั่งถ่ายทอดลงไปเป็นลำดับ วิ่งเหยาะกันไปยังที่ตั้งของวานรทะเล
พวกโจรสลัดเห็นท่าเรือเหรินชวนเป็นที่พักชั่วคราว พักอาศัยไม่ไกลจากท่าเรือนัก วิ่งไปข้างหน้าไม่นานก็ถึง
ท่าเรือเหรินชวนเป็นหมู่บ้านชาวประมงยากจน เทียบกับเทียนจินแสนรุ่งเรืองแล้ว ไม่อาจเทียบติด ชาวประมงล้วนนิยมออกทะเลแต่เช้า ยามนี้ ก็มีชาวประมงมุ่งมาทางท่าเรือแล้ว
ชาวประมงเกาหลีประปรายมากัน พอเห็นกองกำลังหู่เวยก็ตกใจอึ้งไป ยืนนิ่งค้าง มีบางคนหันหลังวิ่งหนี่ ไม่ว่าปฏิกิริยาเช่นไร จุดจบมีเพียงหนึ่งเดียว มือธนูด้านหน้ากองกำลังหู่เวยขี้นสายธนูยิงไม่รอดแม้แต่คนเดียว
************
“ฉึก” ดังขึ้น ลูกธนูขนนกยิงมา ตรงเข้าลำคอคนผู้หนึ่งอย่างแม่นยำ คนผู้นั้นคิดจะร้อง ก็ไม่อาจร้องออกด้วยลูกธนูปักอยู่กลางลำคอ เสียงดังลั่นไม่อาจเปล่งออกมาได้ กุมลำคอล้มลงกับพื้นทันที
“แม่นยำมาก!”
หวังทงชมขึ้นเบาๆ ถานเจียงถือธนูหันมายิ้มพยักหน้า บ้านไปเก่าๆ ทั้งแถบ ด้านนอกได้กลิ่นอันไม่พึงประสงค์ นี่เป็นที่พักชั่วคราวของบรรดาโจรสลัด
“แยกหน่วยออกไป จัดการพื้นที่ตน อย่าให้เล็ดรอดไปได้แม้คนเดียว ที่พักวานรทะเลอยู่ที่ใด!”
ทหารติดตามถ่ายทอดคำสั่งลงไป หวังทงกับทหารติดตามหลายสิบเป็นหนึ่งหน่วยถามขึ้น เชลยคนหนึ่งชี้ไปยังบ้านไม้หลังหนึ่งด้านหลังอย่างกลัวๆ กล้าๆ กล่าวว่า
“หลังนั้น!”
เทียบกับบ้านไม้ก่อนหน้า ด้านหลังเหมือนเป็นเรือนพักมีบริเวณเล็กๆ หวังทงมองให้แน่ใจ เชลยผู้นั้นพยักหน้าหงึกๆ ราวกับไก่จิกข้าวสาร รีบกล่าวว่า
“หลังนั้นขอรับ เรือนักเช่นนี้ริมทะเลก็มีแต่วานรทะเลเท่านั้น นายเราอยากจะอยู่แบบนี้ ก็ยังต้องห่างออกไปอีกหลายสิบลี้ได้!”
หวังทงพยักหน้า ก้าวเท้าเข้าไป ทหารหลายคนด้านหลังกับพวกต่างชาติที่ตามมาเก็บรางวัลด้วยก็ตามติดไป เดินไปได้สองสามก้าว หวังทงก็ยกดาบขึ้นเป็นสัญญาณ
ทหารที่รวมตัวกันอยู่หน้าประตูก็กระจายตัวกัน บ้างก็ชน บ้างก็กระแทก ประตูไม้ที่พุพังไม่อาจทานทน ย่อมเปิดออก ถืออาวุธรุกเข้าไปสังหารทันที
เสียงอาวุธฟันเนื้อ เสียงร้องโหยหวน เสียงตะโกนสังหารดังไปทั่วบริเวณ พวกโจรสลัดกำลังหลับฝันไม่ทันได้ป้องกันตัว ทหารกองกำลังหู่เวยสวมเกราะพร้อมอาวุธ มากันอย่างเตรียมพร้อม การต่อสู้ย่อมได้เปรียบอยู่ฝ่ายเดียว
พวกหวังทงมาถึงหน้าประตูลานด้านใน ก้าวเข้าไปผลักออก ด้านในใส่กลอนไว้ หวังทงตะโกนดังว่า
“ปีนเข้าไปเปิด!”
เสียงสั่งดัง อู๋เอ้อร์ก้าวออกมา กระโดดสองสามี มือก็คว้าเอาบนกำแพงได้ ใช้สองแขนยึดตัวปีนข้ามไป ได้ยินเสียงคนด้านในตะโกนถามดัง ตามมาด้วยเสียงร้องอย่างเจ็บปวด ทุกคนตกตะลึง หลายคนร้อนใจอยากจะรีบปีนเข้าไป ยามนี้ประตูถูกเปิดจากด้านใน ตัวอู๋เอ้อร์เต็มไปด้วยคราบเลือด ด้านหลังมีศพหนึ่ง
หวังทงยิ้มพยักหน้า ก้าวเท้าเข้าไปไม่หยุด ไปถึงกลางลานด้านหน้า เสียงสังหารด้านนอกเริ่มดังเข้ามา ในลานบ้านเริ่มเคลื่อนไหว หวังเพิ่งเดินไปถึงหน้าประตู ก็มีชายใส่เสื้อยังไม่เรียบร้อยดีพุ่งออกมา ตวาดดังว่า
“เกิดเรื่องอะไรกัน!”
หวังทงไม่กล่าวมากความ ตั้งดาบแนวขวาง ก้าวเข้าไปหนึ่งก้าว แทงเข้าใส่ทันที ชายผู้นั้นคิดจะถอยหลังหลบ คิดไม่ถึงว่าหวังทงจะรวดเร็วเช่นนี้ ถอยหลังก็สายไปเสียแล้ว
คบดาบทะลุท้องน้อย คมดาบหวังทงบิดตัว บาดแผลเริ่มขยาย ชักดาบออก โจรอีกคนมาถึงตรงหน้าพร้อมตะโกนฟันลงมา
หวังทงเพียงแต่เบี่ยงแขน ดาบอีกฝ่ายก็ย่อมไม่อาจทำลายเกราะได้ ชักดาบกลับมา แต่โจรไม่ทันเห็น ทวนสั้นหนึ่งเหมือนกับงูพิษแทงออกมาจากข้างกายหวังทง เข้าหน้าอกโจรสลัดพอดี ทะลุร่างไปทันที
เอี้ยวหน้ามามองอีกที เป็นถานเจียง ถานเจียงมองอีกฝ่าย กล่าวนิ่งๆ เพียงว่า
“นายท่าน ข้าคอยป้องกันด้านข้างให้ท่านเอง!”
หวังทงยิ้มทะมึนก่อนจะก้าวเข้าไปด้านใน ด้านในไม่ใหญ่มาก แค่เรือนล้อมสองชั้น ไปถึงโถงหน้า เบื้องหน้าน่าจะเป็นห้องนอนของวานรทะเลแล้ว
ที่นี่มีชายร่างสูงใหญ่สองคนพร้อมดาบใหญ่ แม้ว่ากำลังดูหวาดกลัว แต่พอเห็นพวกหวังทงเข้ามา ก็กัดฟัน ตะโกนกันกรูเข้าใส่
แต่พวกเขาวิ่งได้ไม่กี่ก้าว ทหารทวนยาวหวังทงสิบกว่าคนก็ประกบกันเป็นกองแถวเล็กๆ ยกทวนสวนแทงไปทันที ไม่อาจหลบพ้น ชายทั้งสองถูกแทงตายทันทีหน้าเรือนพัก ทั่วร่างเต็มไปด้วยรูพรุน
“หัวหน้าโจรสลัดกระจอกๆ ถึงกับมีทหารอารักขา!”
หวังทงแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา ลูกเรือต่างชาติด้านหน้าหลายคนตะโกนพร้อมกันบุกเข้าไป ด้านในมีเสียงหวีดร้องดัง เห็นชายร่างผอมถือมีดสั้นในมือ กำลังลนลานหวาดกลัว ด้านหลังมีหญิงสาวที่ยังสวมเสื้อผ้าไม่เรียบร้อยอยู่อีกสองสามนาง
“เจ้าคือวานรทะเลสินะ?”
