ตอนที่ 240 หมื่นศัตรู ริมคลองส่งน้ำ
เส้นทางน้ำไม่กว้างนัก เรือแล่นสวนกันก็ได้แต่เบียดไปอีกด้านจึงจะผ่านสวนกันได้ หากมีสิ่งใดผิดธรรมเนียมปฏิบัติไป ก็ต้องเบียดเสียดกันไม่น้อย
ดังนั้นไม่ว่าเรือทางการหรือเรือพ่อค้าสามัญก็ต้องปฏิบัติตามธรรมเนียม มิเช่นนั้นก็จะทำให้ทุกคนเสียเวลากันไปหมด ไยต้องทำเช่นนั้น
บริเวณท่าเรือทุกแห่งล้วนกว้างกว่าทางเดินเรือมากนัก แต่ทางนี้เรือหลายลำมาก เรือใหญ่สีแดงชาดลำนั้นจอดอยู่ที่นั้นก็ขวางทางพอแล้ว ยังมีเรือหลายลำที่แล่นเข้าไปใกล้ จึงไม่น่าแปลกที่จะเบียดเสียดกัน หวังทงอยู่บนหลังม้ามองจากที่ไกลๆ ทั้งเหนือแม่น้ำและปลายแม่น้ำล้วนเต็มไปด้วยเรือ มองเห็นทางนั้นไม่ชัด
นี่ก็แปลก สถานการณ์สงบเงียบ ค่ายทหารใหม่ก็เริ่มไปอย่างเรียบร้อย หวังทงขี่ม้าไปทางนั้นเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น
ร้านค้าสินค้าริมแม่น้ำหนาแน่นเต็มพื้นที่ ทุกคนยุ่งวุ่นวายผิดปกติ แต่คนว่างงานเดินเตร็ดเตร่ไปมาก็ไม่น้อย หากก็ดูเหมือนจะไม่สนใจการติดขัดที่เกิดขึ้นในคลองส่งน้ำ ล้วนแต่ยุ่งกับเรื่องของตน เห็นชัดว่าเป็นเรื่องแปลกที่ไม่รู้สึกแปลก ไม่มีผู้ใดรู้สึกแปลก
พอถึงริมคลองส่งน้ำ พอลงจากม้า ก็มองได้ชัดเจนขึ้น รอบๆ เรือลำสีแดงชาดลำนั้น มีเรือสิบกว่าลำแล่นเข้าไปและออกมา บนเรือมีชายเจ้าหน้าที่ชุดดำหมวกสี่เหลี่ยมใบเล็กบนศีรษะ กำลังทักทายบรรดาเรือที่แล่นเข้ามา
หน้าเรือใหญ่ลำนั้นมีไม้แผ่นใหญ่พาดลงไปในน้ำ บนแผ่นไม้เหมือนมีลายวงกลม สองคนนั่งยองอยู่บนฝั่ง ตะดกนไม่หยุดว่า
“สูง! ต่ำ!”
ทุกครั้งที่ตะโกนออกไป ก็เห็นเจ้าหน้าที่กระโดดข้ามไป จากนั้นก็คนของเรือที่เข้ามาใกล้ก็จะยิ้มควักส่งเงินให้ไป เรือลำแล้วลำเล่าก็ล้วนเป็นเช่นนี้
ดูๆ แล้ว งานตรวจเรือสำเภาใหญ่และเรือทั่วไปก็ไม่เลว มองอีกทีพอเจ้าหน้าที่รับเงินแล้วก็กระโดดขึ้นฝั่ง บนฝั่งมีเพิงน้ำชา ตรงนั้นปิดบังไว้มองไม่ชัด เจ้าพนักงานเข้าๆ ออกๆ คิดว่าน่าจะเอาเงินไปส่งมอบ
ดูอยู่นาน หวังทงก็ยังงง ไม่รู้ว่าทำไมบนคลองส่งน้ำจึงมีการเก็บภาษี แต่ที่เทียนจินนี่กลับไม่มี ตอนเหนือมีที่เมืองทงโจว ตอนใต้มีที่เมืองหลินชิง เรือสีแดงชาดลำใหญ่นั้นคืออะไร
หวังทงคิดไปคิดมา ก็หันไปบอกหม่าซานเปียวว่า
“ซานเปียว ไปโรงเตี๊ยมเงินไหลมาตามเถ้าแก่คนนั้นมา บอกว่าข้ามีเรื่องต้องการถาม”
ทางตะวันตกของเมือง ตอนพวกหวังทงมากันใหม่ๆ ก็อยู่ที่นั่น เถ้าแก่โรงเตี๊ยมเงินไหลมากับบรรดาคนงานก็สนิทกันดี หวังทงยืนมองเรือแล่นผ่านไปมา เหมือนว่าไม่เคยเห็นมาก่อน ภาพพวกนี้ทุกวันเกิดขึ้นหลายร้อยรอบ ไม่มีผู้ใดสนใจ
เจ้าหน้าที่กระโดดลงเรือไปนั้นก็ดูดุดัน เถ้าแก่โรงเตี๊ยมที่รีบมาถึง บรรดาเจ้าหน้าที่กำลังตวาดด่าทอคนบนเรือไปแล้วสี่ครั้ง หลายครั้งพวกเขาจะโยนคนบนเรือลงน้ำไป แต่มีเพียงครั้งนี้ที่บรรดาพวกมุงดูกันอยู่หัวเราะขึ้นพร้อมกัน ดูท่าแล้วก็คงเห็นกันจนชินไปแล้ว
โรงเตี๊ยมเงินไหลมาไม่ห่างจากที่นี่นัก เถ้าแก่มาถึงด้วยความหวาดหวั่น ตั้งแต่เปิดร้านมาตาก็กระตุกเอากระตุกเอา องครักษ์เสื้อแพรในเมืองเมื่อก่อนมีชีวิตที่สู้ไม่ได้แม้กระทั่งสุนัข แต่พอนายกองพันหวังมาถึง ก็จัดเรื่องใหญ่ไปมาก ไม่ว่าจะเรียกร้องเบี้ยหวัดหรือสังหารพวกนาวาสุคนธ์กลางท้องถนน ล้วนทำให้ผู้คนรู้สึกยำเกรงอยู่สามส่วน
นอกจากนี้นายท่านน้อยท่านนี้ยังใจกว้าง ช่วงเดือนหนึ่งนั้นการค้าโรงเตี๊ยมเงียบเหงาที่สุด แต่นายกองพันหวังยังจ่ายก้อนโตทำให้โรงเตี๊ยมคึกคักได้กำไรมาไม่น้อย
จะว่าไป เถ้าแก่โรงเตี๊ยมผู้นี้ยังเป็นประจักษ์ในเหตุการณ์ “งานเลี้ยงหงเหมิน[1]” ปิดประตูตีองครักษ์เสื้อแพร วิธีจัดการของนายท่านท่านนี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ รับใช้ระวังหน่อยจะได้ไม่เกิดผิดพลาดขึ้น
พอมาถึง ก็จะคุกเข่าลงคำนับทักทาย หากหวังทงกลับรั้งตัวไว้ เพราะสวมชุดลำลองธรรมดา หวังทงจึงไม่อยากให้คนรอบข้างตกใจ ได้แต่เอ่ยถามไปว่า
“บนคลองส่งน้ำนั่น มันเรื่องอะไรกัน?”
“เรียนใต้เท้า นี่เป็นการตรวจสินค้าบนเรือที่แล่นไปมาของว่านกงกง”
ได้ยินคำตอบดังนั้น หวังทงก็อึ้งไป ตามมาด้วยปฏิกิริยาฉับพลัน เมื่อก่อนเคยคิดจะร่วมทุนค้าขายกับครอบครัวเจ้าจินเลี่ยง เคยคุยกันเรื่องนี้ เสบียงส่งจากใต้มาเหนือ ล้วนเป็นงานของเจ้าหน้าที่ทางการ ไม่มีผลประโยชน์กำไรอะไรแม้แต่น้อย และคลองส่งน้ำก็เป็นเส้นทางขนส่งที่สะดวกที่สุดระหว่างเหนือและใต้ ของดีจากทางใต้ขนส่งมาทางเหนือ กำไรก็จะสูงกว่าขายทางใต้ไม่รู้ตั้งเท่าไร
เช่นที่หวังทงเคยเห็นไม้ไผ่ในสำนักองครักษ์เสื้อแพรเทียนจินตอนมาใหม่ๆ หากเรือพ่อค้าทั่วไปตลอดทางมาก็ต้องผ่านด่านมาไม่น้อย หากจ่ายภาษีหมด กำไรก็จะมากเท่าไรก็คงจ่ายไปกับภาษีหมด
แต่เรือสำเภาใหญ่นั้นเว้นภาษี สินค้าหากใช้เรือสำเภาใหญ่ขนส่งก็ย่อมไม่ต้องกังวลเรื่องภาษี และยังรับรองว่าปลอดภัย ขอเพียงแค่จ่ายเงินให้เจ้าของเรือเล็กน้อยก็พอ
ในรัชสมัยหงจื้อ เรือสำเภาใหญ่ที่ทางการสร้างขึ้นก็พังเสียหายและล้าหลังเป็นจำนวนมาก โรงต่อเรือสมัยต่อมาก็มีแต่พวกขุนนางกรมโยธาที่ไร้สามารถและโกงกินจึงไม่อาจต่อเรือใหญ่ได้สักลำ เมื่อทำอะไรไม่ได้ ก็ได้แต่ให้เรือพ่อค้าทั่วไปเข้าร่วมการขนถ่ายเสบียง การขนส่งเสบียงพวกนี้ทุกปีจ่ายเงินไปน้อยมาก ถึงกับไม่พอกับค่าเสียหายเรือ แต่เรือพ่อค้าทั่วไปก็ยังอยากดำเนินการในเรื่องนี้ต่อ ก็เพราะอนุญาตให้บรรทุกสินค้าใส่เรือมาเพิ่มอีกสองส่วน
เรือสำเภาใหญ่ท้องแบนใช้ขนส่งเสบียงมากที่สุดก็ได้แปดส่วน ทางการจึงอนุญาตให้พ่วงขนสินค้ามาด้วยอีกสองส่วน ของพวกนี้ไม่ต้องจ่ายภาษี สินค้าทางใต้มาขายทางเหนือนั้นกำลังมหาศาล สินค้าสองส่วนก็ย่อมมีค่ามากพอที่จะขนมา แต่เงินทองก็ทำให้คนหวั่นไหว ในเมื่อไรดีขนาดนี้ ใครบ้างไม่อยากจะขนมาให้มากอีกหน่อย สินค้าที่เอามามาก ก็ย่อมได้กำไรยิ่งมาก
ได้ฟังถึงตรงนี้ หวังทงก็พยักหน้ากล่าวว่า
“การตรวจนี่ก็เป็นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อแผ่นดิน…”
หวังทงวิจารณ์เช่นนี้ทำเอาเถ้าแก่ผู้นั้นเกือบหลุดหัวเราะออกมา พยายามกลั้นไว้ก่อนจะกล่าวว่า
“ใต้เท้าหวัง ว่านเต้ากงกงมีฉายาว่ากระไรท่านทราบหรือไม่…ฉายาว่า” หมื่นศัตรู “เขามาอยู่ที่นี่ก็หลายปีแล้ว ปีแรกตรวจเสร็จก็ปรับริบไว้หนักหนาเอาการ ปีที่สองไม่มีใครกล้าพ่วงสินค้าเกินสองส่วน แต่แม้ว่าไม่เกินสองส่วน หากว่านกงกงก็ยังบอกว่าเกิน ไม่จ่ายเงินก็จะริบเอาสินค้าไปหมด และแม้ว่าส่งไปถึงเมืองหลวงได้ก็ไม่มีกำไรอะไรอีกแล้ว”
หวังทงส่ายหน้า นี่ก็เป็นทางหาเงิน แต่เกรงว่าจะเล่นแรงไปสักหน่อย เดิมเขาคิดว่าจะไปตั้งด่านเก็บภาษีบนคลองส่งน้ำนั่นด้วย คิดไม่ถึงว่ามีคนทำไปก่อนแล้ว
“ในเมื่อหักริบไว้มากขนาดนั้น ทำไมเรือพวกนี้ยังพ่วงสินค้ามาอีก แล้วเรือพวกนั้นทำไมไม่มีใครรั้งไว้ ข้าก็เป็นว่าเป็นเรือพ่อค้าทั่วไป”
“ถูกหักถูกริบไว้พอเอาไปขายก็ยังพอได้กำไรอยู่บ้าง ดีกว่าไม่มีสินค้า และว่านเต้ากงกงก็ไม่ได้มาทุกวัน ก็มักมีเรือบางลำคิดอาศัยจังหวะนี้แล่นผ่านไป พวกที่ไม่ถูกรั้งไว้ ใต้เท้าหากเข้าไปยืนริมคลองก็จะเข้าใจเองว่าเพราะเหตุใด หัวเรือพวกนั้นมีกระถางธูป ปักธูปร่วมองค์กรไปแล้ว สำนักนาวาสุคนธ์ที่เมืองเทียนจินมีหน้ามีตาใหญ่โต มีธูปปักเช่นนี้ ใครกล้ายุ่งด้วย”
มิน่าเล่าพวกนาวาสุคนธ์จึงได้วางก้ามเช่นนี้ ทำการใหญ่โต สายสัมพันธ์หลายชั้น วันๆ ไมรู้ว่าจะเรียกเก็บเงินไปได้เท่าไร ก็ย่อมวางก้ามใหญ่โตเช่นนี้เอง
“ใต้เท้า ใต้เท้า เรือขนเครื่องเคลือบของข้าน้อยขนสินค้ามาจากเมืองหลินชิง ภาษีก็จ่ายทางนั้นครบแล้ว ไม่ใช่พ่วงขนมา ท่านดู ท่านดู”
เสียงตะโกนดึงดูดสายตาของทุกคนให้มองมา มองเห็นเรือเล็กเรือใหญ่ต่างก็จอดอยู่กลางลำน้ำ ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งสวมชุดผ้าแพรต่วนยาวกำลังอธิบายเสียงดัง
เดิมการตรวจสอบการพ่วงสินค้านั้น ทุกคนล้วนเห็นเป็นเรื่องปกติ หากพอได้ยินเสียงโหวกเหวกก็เริ่มสนใจ มองไปทิศทางเดียวกันทันที
เจ้าหน้าที่สามคนกระโดดขึ้นเรือไปแล้ว ชายวัยกลางคนผู้นั้นหยิบกระดาษออกมาสองสามแผ่น ขอร้องขึ้นว่า
“นายท่านทั้งหลาย สินค้าพวกนี้จะนำไปส่งที่โกดังสินค้าตระกูลหวังข้างหน้า ไม่ใช่นำไปเมืองหลวง ใบชำระภาษีและใบนำทางก็อยู่ที่นี่แล้ว”
ยังกล่าวไม่ทันจบ กระดาษพวกนั้นก็ถูกเจ้าหน้าที่แย่งชิงไปฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ตามมาด้วยโปรยลงน้ำไป ตวาดเสียงดังขึ้นว่า
“เจ้าบัดซบนี่ เจ้าว่าเป็นเรือสินค้าก็เรือสินค้างั้นหรือ หากทุกคนบนแม่น้ำสายนี้บอกว่าเป็นเรือสินค้า พวกข้าจะทำอะไรกินกัน มารดามันสิ มีตอบโต้ด้วย!”
ชายวัยกลางคนผู้นั้นพอเห็นหลักฐานถูกฉีกโปรบลงน้ำไป ก็ร้อนใจ ก้าวเข้าคิดจะร่ำไห้ร้องขอ แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่คนหนึ่งยกเท้าถีบตกน้ำไปทันที น้ำในคลองไม่ลึกนัก ไม่อาจทำให้จมน้ำตาย แต่อากาศหนาวเหน็บเช่นนี้ก็ดูน่าสงสารไม่น้อย คนเรือคนหนึ่งก็โดดลงไปพาชายผู้นั้นขึ้นฝั่ง
คนเรือที่เหลือไม่กล้าทำอะไร รีบพากันนำเรือเข้าเทียบเรือใหญ่ลำนั้น เจ้าหน้าที่นั่งยองๆ อยู่ไม่มองสักคำก็ตะโกนเสียงดังว่า
“สูง!”
เจ้าหน้าที่สองสามคนก็รีบเข้าไปในท้องเรือ กวาดตามองแวบหนึ่งก็ตะโกนดังขึ้นว่า
“พ่วงสินค้ามาสิบส่วน ริบสินค้าทั้งหมด ปรับเงินอีก 500 ตำลึง”
หวังทงสบตากับคนข้างๆ เถ้าแก่ผู้นั้นที่อยู่ข้างๆ ก็แอบเยาะขึ้นว่า
“ใต้เท้ารู้ไหมว่าว่านเต้าทำไมจึงได้ชื่อว่าหมื่นศัตรูแล้วกระมัง ยิ่งพวกทำการค้าสุจริต เขาก็ยิ่งไม่ปล่อย ลงมือยิ่งร้ายกาจ ทำเช่นนี้ต่อไป เมืองเทียนจินนี่ช้าเร็วก็คงจบลงในมือเขาเป็นแน่”
ชายวัยกลางคนที่ถูกถีบลงน้ำไปนั่งยองๆ ตัวสั่นอยู่ตรงนั้น แต่ก็ไม่สนใจตัวเอง หากเร่งให้คนเรือไปแจ้งข่าว เงิน 500 ตำลึงจะหามาได้อย่างไร เจ้าหน้าที่พวกนี้ก็ไม่ยอมลงให้แม้แต่น้อย หัวเราะเริงร่าคว้าเครื่องเคลือบแต่ละชิ้นขึ้นมา ปาแตกกระจายตรงหัวเรือนั่นเอง
หวังทงทางนี้ไม่อยากอยู่ดูต่อแล้ว แต่จะลงไปยุ่งหรือไม่ยุ่งก็ยังลังเล ขันทีว่านเต้ามีหน้าที่ดูแลสั่งสมเสบียง ตรวจสอบสินค้าที่พ่วงมาก็เป็นหน้าที่ของเขา ทำการเหิมเกริมก็ย่อมมีกฎลงโทษจากหน่วยงานเสบียงเอง
บรรดาคนมุงดูความสนุกก็ยิ่งเบียดเสียดมากขึ้น เจ้าหน้าที่หลายคนก็ปาเครื่องเคลือบแตกไปหลายชิ้น คนบนฝั่งก็พากันส่งเสียงเชียร์ หากไม่มีเสียงร่ำไห้ร้อนใจของชายวัยกลางคนผู้นั้น บรรยากาศก็คงเหมือนกับช่วงเทศกาลรื่นเริง
พวกหวังทงกำลังจะชักม้ากลับ ก็กลับมองไปเห็นอีกด้านหนึ่ง ก็เห็นชายท่าทางร่ำรวยในชุดขุนนางนอกราชการกับผู้ติดตามรีบร้อนมาถึง คิดว่าน่าจะเป็นเจ้าของสินค้าที่อยู่ไม่ไกลจากทีนี่นัก
พอชายผู้นั้นมาถึงอย่างรวดเร็ว ก่อนถึงริมฝั่งก็หันมามองแวบหนึ่ง พอดีเห็นหวังทงกำลังหันหน้ากลับ แม้จะอึ้งไป แต่ก็หยุดฝีเท้าลง ลังเลครู่หนึ่งก็ตะโกนดังขึ้นว่า
“นั่นใต้เท้าหวังทงนี่!!”
………………..
[1] งานเลี้ยงสังหารในตำนานช่วงปี 207 ก่อนคริสตศักราชที่เซี่ยงอวี่ (ฉ้อปาอ๋อง) จัดขึ้นเพื่อสังหารหลิวปัง (ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ฮั่น) แต่ไม่ทันได้ลงมือ ปล่อยให้หลิวปังหลุดรอดไป ภายหลังหลิวปังจึงได้ขึ้นครองอำนาจ
