ตอนที่ 241 คนชั่วร้ายย่อมถูกจัดการด้วยวิธีการที่ชั่วร้ายกว่า
พอได้ยินเสียงร้องทัก หวังทงมองไป แวบเดียวก็รู้ว่ารู้จักจริง กิจการโรงตีเหล็กของเขาตอนนี้ ก็เป็นของชายท่าทางร่ำรวยผู้นี้ขายให้
ในเมืองหลวงก็เคยร่ำสุราร่วมกันมา ยังเป็นญาติอะไรของหวังซื่ออีกด้วย สองฝ่ายห่างกันสิบกว่าก้าว ชายผู้นั้นก็ประสานมือคำนับชุดใหญ่ ก่อนจะหันหน้ากลับ เดินไปทางเรือต่อ
“นายท่านทั้งหลาย สินค้าในเรือเป็นของข้าน้อย ขอนายท่านทั้งหลายโปรดละเว้นสักครา อย่าได้ปาทิ้งเลย คืนนี้ข้าน้อยจะขอจัดเลี้ยงขอบคุณทุกท่านดีไหม?”
“ฝันไปเถอะ เจ้าบอกว่าไม่ให้ปาก็ไม่ปางั้นหรือ เอา 500 ตำลึงมาก่อน!!”
“นายท่านทั้งหลาย สินค้าในเรือไม่ถึง 700 นี่เอาตั้ง 500…”
“มารดาเจ้าสิ!!”
กล่าวไปได้สองประโยค เจ้าหน้าที่ที่อยู่บนเรือก็หยิบกาเครื่องเคลือบทรงเหลี่ยมใบหนึ่งปาใส่ ชายผู้นั้นหลบได้ไว แต่คนด้านหลังหลบไม่ทัน ถูกกาใบหนักกระแทกใส่หน้าผากเต็มๆ โลหิตไหลรินออกมาทันที
“นายท่านทั้งหลาย พี่น้องข้าน้อยเป็นหัวหน้าอยู่ที่ศาลซุ่นเทียน ก็นับว่าเป็นคนทางการ ไว้หน้าข้าน้อยสักหน่อยได้หรือไม่ อย่าปาทิ้งเลย ปล่อยข้าน้อยไปเถอะ วันหน้าต้องตอบแทนทุกท่านอย่างหนักแน่นอน!!”
ได้ยินวาจาชายผู้นั้น บรรดาเจ้าหน้าที่ที่ยืนอยู่บนหัวเรือก็หัวเราะลั่นขึ้นพร้อมกัน ด่าว่า
“หัวหน้าที่ศาลซุ่นเทียนก็แค่มดปลวก เจ้ากรมพวกมันมานี่ ว่านกงกงเราสนหรือไม่ยังไม่รู้เลย เจ้ายังกล้ายกมันมาอ้าง…”
“วางของลง ทำแตกไปเท่าไรก็ชดใช้มาเท่านั้น!”
ยามนั้นอยู่ๆ ก็มีเสียงนิ่งเรียบดังขึ้น เจ้าหน้าที่พากันหยุดหัวเราะ พวกเขาเมื่อครู่เห็นชายผู้นี้คำนับกลุ่มคนหนึ่งอยู่ไกลๆ เดิมคิดว่าแค่คนรู้จัก เมื่อครู่ยังไม่ได้มาช่วย ก็เลยไม่ทันได้สนใจ คิดไม่ถึงว่าคนผู้นั้นจะตามมาช่วย
“เจ้ามันตัวอะไรกัน กล้ากล่าวกับปู่เจ้าเช่นนี้ได้ ยังว่าทำแตกเท่าไรชดใช้เท่านั้น ปู่เจ้าก็คือคนที่ว่านกงกงสั่งให้มาตรวจการพ่วงสินค้า ล่วงเกินว่านกงกง ก็เท่ากับล่วงเกินฮ่องเต้ เจ้ามีโทษถึงล่วงเกินเบื้องสูง!!”
หัวหน้าเจ้าหน้าที่ผู้นั้นพ่นหมึกดำเต็มท้องใส่ร้ายป้ายสี ไม่กี่วาจาก็ครอบโทษล่วงเกินเบื้องสูงใส่ศีรษะให้แล้ว ทางนี้เกิดเรื่องเช่นนี้ เรือหลายสิบลำก็รวมตัวกัน เกือบ 30 คนก็ลงมาจากเรือ อาจมาจากเรือขนเครื่องเคลือบนั้น หรืออาจมาจากเรือสีแดงชาดลำใหญ่นั่น จับตามองมาทางนี้
พอเห็นหวังทงท่าทางยังเหมือนเด็กน้อย ข้างกายมีชายฉกรรจ์ท่าทางวู่วามรูปร่างสูงใหญ่ อีกข้างก็เป็นเด็กน้อย สามคนแต่งกายเหมือนพวกคนมีเงินทั่วไป
ชายผู้นั้นเมื่อเห็นหวังทงออกหน้า ก็รีบเข้ามาคำนับขอบคุณ แต่ก็รู้สึกงงๆ เมื่อครู่ไม่ใช่ว่ามีสี่คนหรือ ทำไมหายไปคนหนึ่ง อีกฝ่ายคนเยอะขนาดนี้จะไปรับมือไหวหรือ
เจ้าหน้าที่พวกนั้นแอบเล็งสถานะของพวกหวังทงกันเอง ก่อนจะตะโกนด่าดังขึ้นอีก สีหน้าหวังทงเริ่มดำคล้ำ เห็นสีหน้าเขาเปลี่ยนไป เจ้าหน้าที่บนเรือก็ยิ่งโมโห หลายคนปรี่เข้ามาทันที วาดฝ่ามือมาคิดจะฟาดใส่ คนพวกนั้นวันๆ เอาแต่อวดเบ่งกันอยู่ริมน้ำ เอาแต่ร่ำสุราเล่นพนัน ไหนเลยจะมีความสามารถพอ ไหนเลยจะเทียบกับพวกหวังทงที่ฝึกยุทธ์กันอย่างชำนาญทุกวันได้
หวังทงคิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะลงมือก็ลงมือเลย เขาเองก็ไม่กลัว ถอยหลังไปก้าวหนึ่งก่อนจะออกแรงเตะเข้าใส่ท้องน้อยคนตรงข้ามผู้หนึ่ง วาดแขนสองข้างออกไปกวาดอีกผู้หนึ่ง ซัดโดนเข้าจมูกอย่างจังจนโลหิตไหลรินออกมา หม่าซานเปียวยิ่งไม่ต้องพูดถึง เขารูปร่างใหญ่โต แรงก็มาก สองหมัดล้มได้สองคน ยังคว้าคนที่สามโยนออกไปได้อีกด้วย หลายคนมองหน้ากันจะเข้าใส่ก็ไม่เข้า จะไม่เข้าก็ไม่ได้ ได้แต่เบียดกันเป็นก้อน
หลี่หู่โถวตัวเล็ก แต่เคลื่อนไหวว่องไว เรี่ยวแรงก็ไม่น้อย คนอื่นๆ คิดว่าเขาจะวิ่งหนี คิดไม่ถึงว่าหลี่หู่โถวกลับปรี่เข้าลงมือรุนแรง
ไม่กี่ที พวกที่กรูกันเข้ามาก็พากันล้มลง เหลืออีก 20 กว่าคนที่ยังคงทั้งโมโหทั้งตกใจ แต่ละคนชักอาวุธที่เอวออกมา ตะโกนเสียงดังก่อนจะกรูกันเข้ามา
หวังทงพลิกมือชักดาบปักวสันต์ที่เอวของตนออกมา ยืนตวาดเสียงเย็นเยียบอยู่ตรงนั้นว่า
“ข้านายกองพันหวังทงสำนักองครักษ์เสื้อแพร ใครกล้าเข้ามา!!”
วาจานี้กล่าวออกไป บรรดาเจ้าหน้าที่ก็อึ้งไป รีบเงียบเสียงลงทันที หม่าซานเปียวกับหลี่หู่โถวไม่ได้คว้าอาวุธมาด้วย พอเห็นหวังทงสยบทุกคนอยู่ก็รีบวิ่งกลับไปหยิบอาวุธ
หลี่หู่โถวคว้าทวนสั้นยาวห้าฟุตที่ห้อยอยู่บนอานม้า หม่าซานเปียวก็คว้าเอาขวานสั้นสันหนายาวสองฟุตออกมา หวังทงไม่สนใจว่าอีกฝ่ายคนจะมาเท่าไร หากก้าวยาวๆ รุกไปด้านหน้า น้ำเสียงเย็นเยียบว่า
“ของที่ทำแตกไปเท่าไรชดใช้เท่านั้น!!”
ชื่อเสียงนายกองพันองครักษ์เสื้อแพรหวังทงตอนนี้ในเทียนจินแพร่กระจายไปทั่วทุกตรอกซอกซอย ไม่แน่ว่าทุกคนจะต้องรู้จัก หากทุกคนกลับรู้จัก
และทุกคนยังรู้ว่านายกองพันหวังมีท่าทางยังเป็นเด็กน้อย พอได้ยินหวังทงประกาศชื่อออกมา ทุกคนก็ไม่แปลกใจ เชื่อกันทันที
พอเห็นหวังทงก้าวเท้ายาวๆ ขึ้นเรือมา กลับไม่มีผู้ใดกล้ากล่าวอันใด มือถืออาวุธกลับไม่กล้าขยับส่งเดช ดูๆ ไปสองคนข้างหลังนายกองพันหวังน่ากลัวยิ่งกว่า ไม่พูดถึงขวานยักษ์กับทวนสั้นในมือเจ้าเด็กน้อยนั่น คมกริบแวววับมองแล้วช่างน่าหวาดกลัวยิ่งนัก
ดาบในมือหวังทงยังไม่เก็บเข้าฝัก ก้าวไปถึงเบื้องหน้าผู้ที่กล่าวว่ามีโทษล่วงเกินเบื้องสูงผู้นั้น คนผู้นั้นตอนนี้สีหน้าหวาดกลัว มือไม้อ่อนไม่รู้จะวางตรงไหนดี หวังทงยกมือขึ้น คมดาบจ่ออยู่ที่คอเขา ตอนวางลงไปใช้แรงมากหน่อย บาดเอาเป็นแผลจนโลหิตซึมออกมา
คิดถึงเรื่องที่ผ่านมาของใต้เท้าผู้นี้แล้ว เจ้าหน้าที่ที่ถูกดาบพาดคอไว้ก็หน้าซีดเผือด ร่างกายอ่อนยวบกำลังจะล้ม แต่เพราะคมดาบ ทำเอาตัวแข็งทื่อไม่กล้าขยับเขยื้อน
“ไหนบอกว่าล่วงเกินเบื้องสูงไม่ใช่หรือ? บอกข้าหน่อยสิว่า โทษนี้เจ้าตั้งมาได้ยังไง!!”
“ใต้เท้าหวัง นายท่านหวัง ข้าน้อยถูกไขมันสุกรบดบังจิตใจ กล่าววาจาเหลวไหล ขอท่านคิดว่าเป็นแค่การผายลม ข้าน้อยปากมาก…”
เจ้าหน้าที่ทางนั้นพากันหลบไปอีกทาง กลัวแต่หลบไม่พ้นเท่านั้น หวังทงกวาดตามองไป กล่าวน้ำเสียงเย็นเยียบว่า
“เมื่อครู่ใครลงมือปาเครื่องเคลือบพวกนี้บ้าง ก้าวออกมา ข้าไม่ฆ่าคน!!”
ประโยคที่เขาว่า “ข้าไม่ฆ่าคน” ทำเอาทุกคนเหมือนได้ยินว่าจะฆ่าคนอย่างไรอย่างนั้น พากันตัวสั่นไม่หยุด ไม่มีผู้ใดกล้าขยับ หวังทงกดดาบในมือแรงขึ้นอีก ผู้ที่ถูกดาบพาดไว้บนคอก็หวีดร้องดังราวกับสุกรถูกเชือด ปากก็กร่นด่าเอ่ยชื่อแต่ละคนออกมา เผลอหลุดด่าออกมาว่า
“พวกเจ้าช่างบัดซบแล้งน้ำใจ ปล่อยให้ข้าอยู่ตรงนี้คนเดียว…”
เมื่อครู่ที่ปาของแตกมีทั้งหมดสามคน พอได้ยินเพื่อนร่วมงานเรียกชื่อออกมา ก็รู้ว่าหัวหดต่อไปไม่ได้แล้ว ทุกคนก็เดินหน้านิ่วคิ้วขมวดออกมา หวังทงยกดาบลง กล่าวว่า
“ก็แค่เงินทองเล็กน้อย ไม่ทำให้พวกเจ้าลำบากหรอก ตอนนี้นับของที่แตกเสียหายไปเท่าไรออกมาให้หมด!!”
หัวเรือล้วนเป็นของที่แตกเสียหาย คิดจะนับให้ละเอียดก็ยาก แต่ลังไม้ที่บรรจุเครื่องเคลือบไว้พวกนั้นกับเชือกรัดยังมีอยู่ พอนับเสร็จ หวังทงก็สั่งด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบว่า
“ชดใช้ตามราคา เพิ่มสามตำลึงให้พี่ชายคนที่ตกน้ำไปซื้อสุรามาอุ่นร่างกายด้วย”
นี่เป็นเรื่องเล็ก เจ้าหน้าที่ลูกน้องของว่านเต้าเมื่อครู่ยังคิดว่าทำลายของไม่สะใจพอ ตอนนี้กลับคิดเสียใจว่าตนเองทำลายทิ้งไปมากเกินไป จ่ายเงินชดใช้ช่างเจ็บเนื้อ
ตรวจตราเส้นทางน้ำ พ่วงสินค้ามาต้องจ่ายเงิน เจ้าหน้าที่ทุกคนก็เอาเข้ากระเป๋าตนอิ่มหนำ เมื่อครู่ของที่ทำลายไปก็เงินไม่น้อย แต่กลับสามารถควักออกมาได้
ส่งเงินให้คนของร้านค้าตระกูลหวังไปแล้ว เจ้าหน้าที่ทั้งสามก็พากันผ่อนลมหายใจลง เดิมคิดว่าเรื่องนี้จบแล้ว หวังทงกลับสั่งน้ำเสียงเย็นเยียบต่ออีกว่า
“โดดลงน้ำไป!!”
ทุกคนตกตะลึง หวังทงไม่พูดมาก ยกดาบชี้ไปนอกเรือ อากาศหนาวเหน็บเช่นนี้ แต่ก่อเรื่องมาถึงขึ้นนี้ ไม่อาจไม่โดด ทุกคนก็หน้านิ่วคิ้วขมวดเดินไปกราบเรือ กำลังจะโดด หวังทงก็เรียกให้หยุด เด็กน้อยผู้ซึ่งเป็นถึงนายกองพันองครักษ์เสื้อแพรกล่าวว่า
“ถอดเสื้อผ้าออก ถอดให้หมดแล้วโดด!!”
สีหน้าเจ้าหน้าที่ทั้งสามจากหน้านิ่วกลายเป็นกำลังจะร้องไห้ ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง หม่าซานเปียวที่ถือขวานยักษ์อยู่ก็ก้าวเข้ามาใกล้เตะเจ้าหน้าที่คนหนึ่งลงน้ำไป ยกขวานขึ้นคำรามอย่างดุดันว่า
“ใต้เท้าเราสั่ง พวกเจ้าหูหนวกหรือ หรือจะให้ข้าช่วยด้วยขวาน!!”
ไม่กล่าวถึงเจ้าผีโชคร้ายที่โดนจัดลงน้ำไป ทั้งสามคนเห็นหม่าซานเปียวท่าทางดุร้าย ที่มือยังมีขวานที่ใหญ่เท่าพัดใบลาน ไหนเลยจะกล้าลังเล รีบถอดเสื้อผ้าออกทั้งหมด เศษกระเบื้องที่เมื่อครู่ปาแตกกระจายอยู่ตรงหัวเรือบัดซบนั้นเต็มไปหมด พอถอดรองเท้าออกเหยียบไปโดนเข้า ก็ร้องเสียงดังโหยหวนก่อนจะโดดลงน้ำไป
ใช้ชีวิตริมน้ำอย่างไรก็ไม่จมน้ำตาย แต่น้ำในแม่น้ำเย็นเฉียบ เท้ายังเจ็บ ความเจ็บปวดไม่ต้องพูดถึง เมื่อครู่โดดลงน้ำไป รอบข้างยังมีเสียงหัวเราะเยาะดังไม่หยุด
ขณะที่เจ้าหน้าที่ทั้งสามคนกำลังถอดเสื้อผ้าโดดลงน้ำ รอบๆ ต่างพากันเงียบกริบ หวังทงมองไปรอบๆ ชี้ไปที่คนของร้านค้าตระกูลหวัง กล่าวกับบรรดาเจ้าหน้าที่ว่า
“ดูให้ดี คนพวกนี้วันหน้าหากถูกพวกเจ้าตามไปเอาเรื่อง ข้าจะผูกพวกเจ้ากับก้อนหินแล้วโยนลงแม่น้ำ ได้ยินชัดไหม?”
เห็นวิธีการของเขาแล้ว บรรดาเจ้าหน้าที่ต่างไม่กล้าหายใจดัง รีบลนลานพยักหน้าหงึกๆ หวังทงเก็บดาบเข้าฝัก ก้าวลงจากเรือ
คนของร้านค้าตระกูลหวังนอกจากพวกที่ไปบังคับเรือให้แล่นออกมาแล้ว ที่เหลือก็รีบตามหวังทงไปขอบคุณอย่างซาบซึ้งน้ำตาไหล หวังทงตอบรับไปอย่างไม่สนใจนัก ก่อนจะขี่ม้าจากไป ไปได้ครึ่งทางก็เห็นซุนต้าไห่กับกองกำลังที่ไปตามมาช่วย สองฝ่ายมุ่งกลับไปทางที่ตั้งค่ายกำลังพลใหม่
“เจ้าของร้านนั่นในเมื่อเรียกข้าใต้เท้าหวัง เรื่องนี้ไม่ยุ่งไม่ได้ ไม่ยุ่งเกรงว่าจะทำลายชื่อเสียงองครักษ์เสื้อแพรเราที่กว่าจะสร้างขึ้นมาอย่างยากลำบากนี้ลง”
หวังทงกล่าวบนหลังม้า ทุกคนเพียงแค่ยิ้มรับ มองไปยังค่ายกำลังพลใหม่ข้างหน้า หวังทงกล่าวขึ้นเบาๆ ว่า
“ตอนข้าก้าวขึ้นเรือไป พวกคนเรือไม่น้อยทั้งที่อยู่บนเรือและบนฝั่งต่างกรูกันเข้ามา น่าเป็นเพราะว่าข้าประกาศชื่อไป ทุกคนจึงได้สลายตัว การตรวจเรือพ่วงสินค้าพวกนี้ เลือกเรืออย่างไรข้ายังจับทางไม่ได้ สิ่งแปลกประหลาดทางน้ำนี่ไม่น้อยเลยจริงๆ !”
ทุกคนมองไม่ละเอียดขนาดนี้ ก็ไม่รู้ว่าจะกล่าวอันใดต่อ ได้แต่รอหวังทงจัดการสั่งมาละกัน
******
หลังหวังทงจากไป การตรวจสอบริมแม่น้ำยังคงดำเนินต่อไป ทุกอย่างเป็นปกติ แต่หลายวันก่อนคนของหังต้าเฉียวสืบข่าวมาได้ว่า ขันทีว่านเต้าล้มโต๊ะที่บ้าน…..
