ตอนที่ 591 ปิดคดีเร็วเหนือคาด
เมืองเฝินโจวก็มีหัวหน้ากองกำลังป้องกันเมืองอยู่ ในเมืองมีสองอำเภอ มีกำลังรวม 2 , 000 กว่านาย กองกำลังป้องกันนี้เป็นทหารใต้สังกัดหย่งเซิ่งป๋อ นายทหารล้วนเป็นคนที่จวนหย่งเซิ่งป๋อใช้เงินเลี้ยงจนอิ่มหนำ จะบอกว่าเป็นทหารราชสำนักก็ไม่สู้บอกว่าเป็นทหารส่วนตัวตระกูลอวี๋จะเหมาะกว่า
จวนหย่งเซิ่งป๋อเองก็มีทหารส่วนตัวห้าร้อยกว่าที่เก่งกล้า ทหารกล้าอาวุธพร้อมเกราะออกสนามรบ ย่อมต้านทานทหารทั่วไป 5,000 นายได้ ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงคนทุกระดับในจวนหย่งเซิ่งป๋อ คัดเลือกมาต่อสู้สักพันสองพันย่อมไม่ใช่ปัญหา
มองตามหลักการแล้ว หย่งเซิ่งป๋อเองย่อมสามารถเคลื่อนกำลังได้เกือบหมื่นนาย หากก็แค่ตามหลักการเท่านั้น เพราะเพียงแค่ผู้ตรวจการ ขุนพล ขันทีตรวจการ และหน่วยทหารซานซีหลายฝ่ายร่วมมือกันลงนามเอกสาร ทุกอย่างก็สูญสิ้น
หัวหน้ากองกำลังป้องกันเมืองเฝินโจวถูกสั่งพัก ให้ทหารคนสนิทของขุนพลซุนต้าอิงแห่งเมืองต้าถงเข้ารักษาการแทน จวนหย่งเซิ่งป๋อถูกล้อมจนแม้แต่น้ำก็ไม่อาจเล็ดรอดไปได้ ไม่ว่าคนงาน ทหารส่วนตัว ล้วนไม่อาจขยับตัวได้
อำนาจแห่งราชสำนักหมิงยังคงมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง พอมีเอกสารทางการลงมา ไม่ว่าปกติจะอวดเบ่งใหญ่โตเพียงใด ไม่ว่าจะแอบซ่องสุมกำลังเพียงใด ก็ล้วนสูญสลายเป็นควันในพริบตา
สำหรับคนส่วนใหญ่ในจวนหย่งเซิ่งป๋อแล้ว เรื่องนี้มาอย่างกะทันหัน ไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจไว้ก่อนแม้แต่น้อย ปกติคนจวนหย่งเซิ่งป๋อไม่เกรงกลัวผู้ใดแม้แต่ระดับอ๋อง ไหนเลยจะทนรับเหตุการณ์นี้ได้ ตอนทหารเข้าล้อมจวน มีคนตวาดถามอย่างรุนแรงว่า
“เจ้ารู้ไหมว่านี้จวนผู้ใด เจ้ารู้ไหมว่าหลานนายท่านได้หมั้นหมายกับอ๋องลู่แล้ว เป็นพระอนุชาแท้ๆ ของฮ่องเต้องค์ปัจจุบันเชียวนะ ไทเฮาทรงรักมากด้วย!”
ทหารที่มีท่าทีไว้มารยาทแต่หากเย็นชายิ่ง เจ้าหน้าที่ของที่ทำการเมืองเฝินโจวปกติที่ยิ้มแย้มไปมาหาสู่ ยามนี้กลับหายหน้าไร้ร่องรอย ได้ยินแต่เสียงเย็นชายิ่งกล่าวว่า
“ทหารที่ส่งมาก็เพื่ออารักขาความปลอดภัยให้จวนท่าน ทุกท่านอย่าได้ร้อนใจไป รอให้ราชโองการมา อันใดก็ค่อยพูดกัน”
การตอบเช่นนี้ ขอเพียงมีสมองคิดไม่เลอะเลือนก็รู้ว่าเกิดเรื่องใดแล้ว ทั้งจวนก็เริ่มลนลานวุ่นวายกันขึ้น
ที่กล่าวกันว่าบ้านรั่วฝนตกตลอดคืนคงเป็นเช่นนี้ ทหารล้อมไว้สองวัน กองกำลังฝ่ายซ้ายจากเมืองต้าถงก็ส่งคนมา คนผู้นี้เป็นคนรับใช้ของอวี๋ซื่อเฉียง พอมาถึงก็ยังไม่รู้ว่าเมืองเฝินโจวมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงเช่นนี้ จึงถูกคนที่ล้อมจวนอยู่จับกุมตัวไว้
“ขุนพลกองกำลังฝ่ายซ้ายแห่งเมืองต้าถงอวี๋ซื่อเฉียงตอนนี้นำกำลังฝ่าหนีออกไปกลางดึก ตอนนี้น่าจะออกนอกด่านแล้ว……”
คนรับใช้ผู้นี้เป็นลูกหลานบ่าวในบ้านที่หย่งเซิ่งป๋ออวี๋หยวนกังจัดให้ไปดูแลอวี๋ซื่อเฉียง อวี๋ซื่อเฉียงนำคนหนีไป ไม่ได้สนใจเขา คนรับใช้ผู้นี้กลับมีความภักดี รู้จักกลับมารายงาน
ข่าวนี้เตรียมปิดบังไว้ แต่ไหนเลยจะปิดบังเอาไว้ได้ จวนหย่งเซิ่งป๋อรู้จักใช้เงินเบิกทาง อย่างไรก็สามารถซื้อคนข้างนอกสองสามคนไว้ได้ ข่าวนี้จึงมาถึงในจวนอย่างรวดเร็ว
เดิมคนในจวนหย่งเซิ่งป๋อหวังว่าจะสามารถลุกขึ้นผงาดได้อีกครั้ง ยามนี้ได้แต่สิ้นหวังอย่างแท้จริง เดิมก็วุ่นวายกันอยู่ ตอนนี้กลับเงียบกริบไปหมดราวกับไร้ชีวิต วงศ์ตระกูลมีทหารทรยศ แม้สถานะเป็นพระญาติพระวงศ์ก็ไม่อาจปกป้องได้ ทั้งตระกูลก็รอความตายไปก็แล้วกัน
วันที่ 6 เดือนสี่ เป็นวันที่จวนหย่งเซิ่งป๋อถูกล้อมเป็นวันที่ 4 บุตรชายคนโตที่ดูแลตระกูลก็ถูกเรียกตัวไปยังห้องหนังสือของนายท่านใหญ่ ทหารในจวนสิบกว่านายที่ยังคงจงรักภักดีไม่เปลี่ยนแปลงก็ไล่คนรอบๆ ให้ถอยห่างออกไ ไม่มีผู้ใดเข้าใกล้เรือนนั้นได้
ทุกคนในจวนต่างคาดเดากันไปต่างๆ นานา ยังมีคนออกไปบอกกล่าวข้างนอกว่า ข้างใจกำลังทำการไม่ซื่ออยู่ หากถูกทหารตบบ้องหูไล่ให้กลับเข้าไป
ในจวน บุตรชายคนโตของอวี๋หยวนกังคุกเข่าอยู่ จะเรียกว่าคุกเข่า ไม่สู้เรียกว่าหมอบทรุดอยู่ตรงนั้นทั้งตัวจะดีกว่า กำลังร้องไห้คร่ำครวญ
“ร้องๆ อันใดกัน มารดาเจ้าเอาใจเจ้าจนเสียคนไปแล้ว เดิมกล่าวหาว่าน้องชายเจ้าเอาแต่ใจฟุ่มเฟือย ตอนนี้ดูแล้ว ไม่ขอให้เจ้ามีความสามารถอันใด ขอแค่เจ้าได้สักส่วนของน้องรองเจ้าก็พอแล้ว บางทีตระกูลเราอาจยังพอมีหวังอยู่บ้าง……”
หย่งเซิ่งป๋ออวี๋หยวนกังนั่งกล่าวด้วยความคับแค้นใจได้ไม่ทันจบ ก็ถอนหายใจยาว กล่าวว่า
“เจ้ามาร่ำไห้ที่นี่ หนึ่งเพราะกลัว สองเพราะในใจรู้สึกกล่าวโทษคับข้องใจงั้นสิ!?”
“ท่านพ่อ ตระกูลเราร่ำรวยมาถึงวันนี้ได้ ท่านยังไม่พอใจอันใดอีก ไยต้องข้องเกี่ยวกับเรื่องเสี่ยงอันตรายเช่นนั้น ตอนนี้ตระกูลเรา……ยังมีลูกฮุ่ยเอ๋อร์……”
“ร่ำรวย ร่ำรวยกะผีน่ะสิ รอให้ฮุ่ยเอ๋อร์ออกเรือนไป ตระกูลเราก็แค่สุกรตัวหนึ่ง แม้แต่สุกรยังสู้ไม่ได้ บิดาเจ้าได้ตำแหน่งป๋อมาได้อย่างไร ก็เพราะไทเฮาทรงรักอ๋องลู่ ตอนนี้ยังพอคำนึงถึง รอจนอ๋องลู่ออกจากวังมาครองบรรดาศักดิ์นอกวัง พวกเราก็จบสิ้นไร้วาสนาแล้ว รุ่นหลังจากเจ้าก็คงได้แต่รอความตายกันอยู่ทีเมืองนั่นไปตลอดชาติ”
อวี๋หยวนกังยิ่งพูดยิ่งโมโห เสียงเริ่มแผดดัง กล่าวด้วยความโมโหว่า
“ร้านค้าและโรงบ้านในเมืองหลวงกว่าจะหามาได้ พออู่ชิงโหวบอกว่าต้องการ ยังต้องส่งประคองมอบให้แต่โดยดี ข้าอยู่ต้าถง เคยถูกรังแกเช่นนี้ที่ไหนกัน จะเป็นพ่อตา ก็ต้องเป็นพ่อตาฮ่องเต้ อ๋องกระจอกจะมีค่าอันใด!!”
บุตรชายคนโตได้แต่นิ่งเงียบไม่กล้าส่งเสียง รอจนบิดาตวาดจบ จึงได้ค่อยๆ ลังเลก่อนจะกล่าวน้ำเสียงสะอื้นว่า
“ท่านพ่อ แต่ตอนนี้ภัยมาถึงตระกูลเราแล้ว พวกที่มาติดต่อพวกเราพวกนั้นจึงเป็นพวกคิดการไม่ซื่อ พวกเรามีเรื่องมากมายเช่นนี้ ไม่ใช่เพราะพวกมันนำพาพวกเราตกต่ำหรอกหรือ……เปิดโปง……เปิดโปงพวกมัน พวกเรายังสร้างความดีความชอบลบล้างความผิด……”
กล่าวไม่ทันจบ ก็มีลมพัดวูบมา ไม่อาจหลบทัน ถูกจอกชาที่วางอยู่บนโต๊ะปาเข้าหน้าผากเต็มๆ แต่ก็ไม่แรงนัก หากก็ทำให้ตกใจไม่กล้ากล่าวต่อ
“เปิดโปงเรื่องพวกนั้นออกมา ตระกูลเราก็ไม่อาจหนีโทษล้างตระกูลได้หรอก สมองเจ้าพังพิการไปแล้วหรือ? น้องเล็กเจ้าหนีออกไปได้ อย่างไรก็ยังหลงเหลือเลือดเนื้อสืบต่อวงศ์ตระกูลไปได้ ฮุ่ยเอ๋อร์เราอย่างไรก็หมั้นหมายกับอ๋องลู่แล้ว ไทเฮาอย่างไรก็คงเห็นแก่สายใยนี้บ้าง บ้านเจ้ายังรักษาไว้ได้ เพียงแต่ชีวิตจะลำบากหน่อยก็เท่านั้น”
“ท่านพ่อ แล้วท่าน……”
พูดกันไปมาทำให้บุตรชายที่คุกเข่าเริ่มผ่อนคลายลง หากก็ยังมีใจถามเรื่องอื่น อวี๋หยวนกังมองบุตรชายที่ราวกับเจอเรื่องร้ายแรงยิ่งใหญ่ อดไม่ได้ถอนหายใจ ส่ายหน้ากล่าวว่า
“หากข้าไม่ตาย จะปกป้องพวกเจ้าไว้ได้อย่างไร ไปบอกกับทุกคนว่า ไม่ต้องทำอะไร พวกเขาไม่กี่ร้อยสู้ทัพนับแสนเมืองต้าถงไม่ได้หรอก ไว้ออกไปได้ค่อยหาทางรอดต่อก็แล้วกัน!”
กล่าวจบ หย่งเซิ่งป๋ออวี๋หยวนกังก็ยกจอกสุราขึ้น จ้องอยู่นาน ก่อนจะถอนหายใจ กล่าวว่า
“ออกไปครึ่งชั่วยามค่อยกลับเข้ามา ยาในสุรานี้หากไม่ได้ผล ข้าคงต้องรัดคอตนเอง……มารดามันสิ แต่ละเรื่องก็เห็นๆ ว่าจะสำเร็จแล้ว เหตุใดอยู่ ๆ จึงพังทลายลงเช่นนี้ได้กัน?”
หย่งเซิ่งป๋อเกรงกลัวความผิดดื่มสุราพิษปลิดชีพตนเอง ข่าวนี้วันนั้นก็แพร่ออกมาในตอนบ่าย รุ่งขึ้นเจ้านห้าที่ทในเมืองต้าถงทั้งหมดก็รู้กันทั่ว ราชโองการในวังยังไม่ทันมาถึง หย่งเซิ่งป๋อยังคงเป็นป๋อ กลับปลิดชีพตนเอง หากไทเฮาทรงกริ้วหนัก ทุกคนยังไม่รู้ว่าจะรับผิดชอบอย่างไร
เพียงเรื่องเดียวที่ทำให้ทุกคนหายใจได้คล่องก็คือ อวี๋ซื่อเฉียงหลบหนีไป แม้ว่าไม่มีข่าวคราวจากแต่ละด่านชายแดนมา แต่การที่อวี๋ซื่อเฉียงหนีไป การคิดทรยศของคนผู้นี้ก็เป็นความผิดที่แท้จริงแล้ว
จดหมายจากเมืองหลวงไปเมืองต้าถงไปมาเร็วสุดก็ 10 วันได้ วันที่ 20 เดือนสี่ ราชโองการจากเมืองหลวงก็มาถึงเมืองต้าถง หย่งเซิ่งป๋อเกี่ยวพันกับการล้มล้าง มีความผิดถึงขั้นปลดจากตำแหน่งป๋อ หากตระกูลบุตรชายคนโตไม่มีความเกี่ยวข้องนัก ให้ลดเป็นสามัญชน ขณะเดียวกันยังส่งราชทูตไปยังเมืองกุยฮว่าเฉิง ขอให้เผ่าอันต๋าส่งตัวอวี๋ซื่อเฉียงมา
ตั้งแต่ขุนพลซุนส่งกำลังไปล้อมเมืองเฝินโจวไว้ วงการขุนนางซานซีก็รู้ว่าไม่ดีนักแล้ว หย่งเซิ่งป๋อกับหน่วยงานต่างๆ ในซานซีมีสายสัมพันธ์กันอย่างนั้นอย่างนี้มานาน ครั้งนี้เกิดเรื่อง เกรงว่าทุกคนคงปัดความรับผิดชอบไปไม่ได้
แต่พอราชโองการมา ทุกคนก็ได้สติ ราชสำนักไม่อยากให้เรื่องนี้ใหญ่โต ต้องการให้ทำให้เงียบที่สุด
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ทุกคนที่ใจคอไม่ดีก็เริ่มดีใจกัน ตระกูลหย่งเซิ่งป๋อมีกิจการการค้าเหลือไว้ ผู้ใดก็อยากแบ่งมาครอบครอง
ตระกูลอวี๋ที่เหลือนำครอบครัวกลับไปยังบ้านเกิดที่เหอหนาน ร้านค้าแต่ละร้านที่ซานซี โรงบ้านแต่ละแห่งก็ล้วนถึงขุนนางแต่ละหน่วยแบ่งสรรปันส่วนกันไปหมดสิ้น
ยิ่งสืบคดีก็ยิ่งมาก ไม่ว่ารังแกราษฎรชายและหญิง บังคับคนบริสุทธิ์ต้องตาย ขายเกลือและอาวุธให้พวกนอกด่าน แต่ละเรื่องล้วนถูกเปิดโปงออกมา และก็มีหลายความผิดที่ไม่ใช่พวกเขากระทำก็ยังถูกเหมามารวมสุมไว้ด้วย
ผู้ตรวจการกัวผิงกว่างก็ตื่นเต้นไม่น้อย ตอนนี้แค่เงินที่ตกเข้ากระเป๋าเขาก็เป็นเงินสดๆ ถึง 3 หมื่นตำลึงแล้ว ไม้องพูดถึงหน้าร้านต่างๆ ที่ตระกูลอวี๋เคยครอบครองอีกหลายร้าน ตอนนี้ทุกคนขอเพียงแต่ไม่มีส่วนพัวพันด้วย ไม่ต้องรับผิดชอบ ก็ย่อมส่งเงินทองมาอุดปากผู้ตรวจการเอาไว้ให้มากๆ
เถียนหรงหาวเองก็ได้ประโยชน์ไปไม่น้อย ตอนริบทรัพย์ เถียนหรงหาวย่อมไม่ได้อะไรไว้เอง แต่กลับเก็บเอาสัญญาหนี้ของร้านหย่งเซิ่งและจิ้นเหอเอาไว้
สองร้านนี้แม้ว่าถูกบีบที่เทียนจินขั้นรุนแรง แต่ร้านที่อื่นๆ ก็ยังอยู่ครบ ร้านสามธาราจับต้องมากนาน ครั้งนี้ก็กินรวบได้หมด
ไม่นานก็มีราชโองการมา มีบำเหน็จให้ทุกคนที่ร่วมสืบคดีเมืองต้าถงครั้งนี้ ดูท่าแล้วในวังเตรียมปิดเรื่องนี้ไว้ให้เงียบที่สุด ในใจก็ทุกคนก็รู้สึกสบายใจ
ราชทูตที่ส่งไปยังเมืองกุยฮว่าเฉิงก็กลับมาอย่างรวดเร็วด้วยสีหน้าดำคล้ำ ตอนราชสำนักหมิงช่วยเกลี้ยกล่อมให้ได้สมรสกับมเหสีสาม เซิงเก๋อตูกู่เหลิงยังมีท่าทีนอบน้อม ตอนนี้สำเร็จแล้ว ได้เป็นข่านอันต๋าแล้ว ราชทูตหมิงไปอีกครากลับไม่ได้รับการปฏิบัติที่ดีดังเดิม
“หากหมิงต้องการคน ก็นำทหารมาจับเอง!”
อีกฝ่ายกล่าวเพียงแค่นี้ ราชทูตที่ส่งไปได้แต่พักอยู่ที่โรงเตี๊ยมในเมืองคืนหนึ่งก่อนจะเดินทางกลับ
เรื่องเกี่ยวพันกับพวกมองโกล ก็ย่อมต้องอดกลั้นไว้ก่อน รอรายงานราชสำนักให้มีคำสั่งก่อน แต่เรื่องที่สืบคดีได้ผลเช่นนี้ ก็เหมือนสำเร็จไปได้พอควรแล้ว
ก่อนเกิดเรื่องไม่มีผู้ใดคิดว่าจะสืบได้ผลเช่นนี้ ไม่มีผู้ใดคิดว่าจะขุดคดีใหญ่ออกมาปิดได้เร็วเช่นนี้ แต่จวนหย่งเซิ่งป๋อที่เคยมีเกียรติยศยิ่งใหญ่ กลับอยู่ต้องมาพังทลายลงเช่นนี้
ในวังหลวง ณ ที่ลับตา ขันทีสองคนเดินไปถกไปเบาๆ ว่า
“……เช้านี้ อ๋องลู่ออกไปนอกตำหนัก จางหงและจางกงกงแห่งสำนักส่วนพระองค์นำคงเข้ามาตรวจค้น ไม่รู้ว่าทำไม……”
“ยังจะทำไม!? เรื่องนี้อย่างพูดถึงกันเลย จะหัวหลุดจากบ่า……”
