บทที่ 49 ถึงตายก็ยังไม่สาสมแก่บาปกรรม
เสียงฟ้าร้อง เสียงตะโกน เสียงโหยหวน ในที่สุดก็ใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
ฝุ่นควันกระจายหาย มีอะไรบางอย่างที่สีดำสนิทกลุ่มใหญ่เหมือนอีกาที่รวมตัวกำลังพุ่งมาทางนี้อย่างบ้าคลั่ง พูดให้ถูกต้องก็คือน่าจะหนีมา
ประตูเมืองเปิดออก ทหารพลังของตระกูลหลานและเขาเทียนปี้บุกขึ้นมา เสื้อผ้าสีฟ้าและสีดำผสมคลุกเคล้าไปด้วยกัน กดดัน กดดัน ยิ่งกดดันขึ้นเรื่อยๆ
ชิวหลีที่หนีไปอย่างน่าเวทนาก่อนหน้านี้ค่อยๆ ปรากฏตัวต่อหน้าฝูงชนอีกครั้ง ถูกคนหามเอาไว้บนหลัง เหมือนกับสุนัขจรจัดที่ใกล้จะขาดใจตายอย่างไรอย่างนั้น ทำให้คนทนดูไม่ได้
ฝุ่นควันที่เพิ่งกระจายหายไปเมื่อครู่นี้ตอนนี้เริ่มปลิวว่อนไปทั่วอีกครั้ง เหมือนว่าจะโอบล้อมบาปกรรมทั้งหมดเอาไว้ หลีกเลี่ยงไม่ให้กระจายมลพิษไปทั่วทั้งแผ่นดิน
“ท่านประมุข แย่แล้วขอรับ ข้างหน้ามีกองกำลังศัตรู เส้นทางหนีก็โดนปิดไว้แล้วขอรับ”
“ฆ่า ฆ่าให้หมด ฆ่าให้สิ้น ฆ่าให้หมด” เหมือนว่าสติของชิวหลีจะไม่ค่อยสมบูรณ์เท่าไรนัก พูดจาเพ้อเจ้อ ใกล้จะถูกนางฟ้าตกสวรรค์ผลักลงไปในนรก
ด้านหลังกลุ่มทหารที่มู่หลีนำทัพล้วนเป็นทหารพลังตระกูลหลานในพื้นที่จิ่วหลิวที่ผ่านความเป็นความตาย ผ่านด่านเคราะห์มาแล้วทั้งสิ้น มีพวกเขาอยู่ทหารตระกูลเยี่ยถูกบีบเข้าไปเรื่อยๆ วิ่งหนีเอาชีวิตรอดอย่างไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น
ด้านหน้าคือทหารพลังของตระกูลหลานและเขาเทียนปี้ที่มีหลานอีเป็นผู้นำ พวกเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงาน เก็บสั่งสมกำลังและจิตใจ มีหลานเยี่ยและหลานเฟิงคอยสนับสนุนอยู่ด้านหน้า มีการแสดงข่มตระกูลเยี่ยให้เห็น มีภาพประมุขตระกูลเยี่ยที่ใกล้เผชิญหน้ากับความตายให้ชม พวกเขายิ่งฮึกเหิมเต็มไปด้วยความกล้า
ตระกูลเยี่ยคิดไม่ถึงว่าจะถูกโจมตีแบบล้อมหน้าหลัง ไม่เหลือทางให้หนีแล้ว ทำได้เพียงรับมืออย่างไม่คิดชีวิต พลังการต่อสู้อันแสนน่ากลัวที่ระเบิดออกมาของคนใกล้จะตายนั้นแสดงออกมาให้เห็นตอนนี้เดี๋ยวนี้
พลังการต่อสู้ของทั้งสองฝ่ายพอกัน จำนวนทหารพลังก็ไม่น้อยหน้าไปกว่ากัน แต่ตระกูลเยี่ยถูกกำหนดมาแล้วว่าต้องแพ้ เพราะความโอหังและจองหองพองขนของประมุขตระกูล เพราะการกระทำอันแสนโง่เขลาของประมุขตระกูล
ระยะเวลาหนึ่งผ่านไปตระกูลเยี่ยก็เริ่มปรากฏท่าทางพ่ายแพ้ขึ้น คนตาดีก็ต้องมองออกว่ากำลังอันเข้มแข็งเกรียงไกรนั้นเสื่อมถอยจนเป็นม้าตีนปลายแล้ว
แม่ทัพที่แบกชิวหลีพาดไหล่นั้นเห็นว่าสถานการณ์ไม่ดีเท่าไรนัก จึงสั่งให้ลูกน้องป้องกันเขาเพื่อตะลุยผ่านวงล้อมนี้ไปให้ได้ เขาจะพาชิวหลีหนีไป
หลังจากบนร่างกายเริ่มมีบาดแผลเล็กๆ น้อยๆ ในที่สุดเขาก็หาช่องฉวยโอกาสจนได้ เขาพาชิวหลีวิ่งหนีออกจากวงล้อมอันแน่นหนา
หลานเยี่ยยืนอยู่บนหอประตูเมือง สายตานั้นไม่หลุดออกจากร่างของชิวหลี ตอนนี้ในมือของเขาถือคันธนู พุ่งเป้าไปที่ม้าหนึ่งตัวคนสองคนที่กำลังหนีอย่างบ้าคลั่ง ดึงสายธนูอย่างมั่นคง ในเสี้ยววินาทีที่กำลังปล่อยมือนั้นคันธนูก็ถูกแย่งไป
“ท่านลุง?”
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไรที่อวิ๋นอี้ปรากฏตัวขึ้นบนประตูเมือง แย่งคันธนูของหลานเยี่ยไป วางลูกธนูและปล่อยออกไปในทันใด พละกำลังเต็มเปี่ยมแทบจะทำให้สายธนูขาดลง
ลูกธนูแหลมคมนั้นพุ่งทะลุกลางอากาศทำให้ฝุ่นควันที่อยู่ในชั้นบรรยากาศนั้นแหวกออกเป็นอุโมงค์ ทำให้คนสองคนบนหลังม้าหนึ่งตัวปักแน่นอยู่บนพื้น
“ถึงตายก็ยังไม่สาสมแก่บาปกรรม” อวิ๋นอี้โยนคันธนูให้หลานเยี่ยแล้วเดินออกไป
การศึกข้างล่างยังคงดำเนินต่อไป แต่คนตระกูลเยี่ยนั้นเหลือไม่เท่าไรแล้ว หลานเยี่ยไม่ได้พูดว่าใครยอมแพ้จะไม่ฆ่า สิ่งที่เขาต้องการคือกวาดล้างกองทัพตระกูลเยี่ยทั้งหมด
แม้ว่าจะไม่ไปเผาคลังอาหารของตระกูลเยี่ยก็สามารถเอาชนะศึกได้ แต่หลานเยี่ยไม่สนใจอาหารเพียงเท่านั้น เผาไป ไม่ต้องเห็นอีกก็สบายใจ
พระอาทิตย์คล้อยตัวทิศตะวันตก กลุ่มหมอกควันจากการศึกก็เริ่มลดลง ศึกเขาเทียนปี้ถือว่าจบลงแล้ว
ศึกครั้งนี้กองทหารตระกูลเยี่ยถูกกำจัดจนหมด ชิวหลีประมุขตระกูลเยี่ยถูกฆ่า แค้นใหญ่ได้รับการชำระ แต่ตระกูลเยี่ยต้องถูกกำจัดจนหมดสิ้น สงครามเพิ่งจะเริ่มต้น
ยืนอยู่บนหอประตูเมืองมองดูทหารที่เก็บกวาดเศษซากจากการสงคราม มองร่างของชิวหลีที่ถูกโยนลงสุสานร้าง หลานเยี่ยถอนหายใจยาว
“จบลงแล้ว”
