บทที่ 6 ข้าเคยพบท่านมาก่อน
“ชิวเย่ว์…” หลานเยี่ยพูดพึมพำ ผ่านไปครู่หนึ่งเขาก็ส่งสายตามองไปยังชั้นสอง อวี่มั่วเรียกบ่าวรับใช้คนหนึ่งให้พาทั้งสองคนขึ้นมายังชั้นบน
ภายในห้องรับรองนั้นมีข้าวของครบครัน สิ่งของมากมายหลากหลายแต่ก็ถูกจัดวางประดับเอาไว้อย่างสง่างามตามความชอบของประมุขหอ ข้างโต๊ะตัวเล็กมีคนสองคนนั่งอยู่ คนหนึ่งดื่มชาด้วยท่าทีนิ่งสงบ อีกคนก็กำลังดื่มชาอยู่เช่นเดียวกัน
“ขออนุญาตถามคุณชาย ข้าน้อยเคยพบท่านมาก่อนหรือไม่” หลานเยี่ยทำลายบรรยากาศนิ่งเงียบน่าอึดอัดนี้ก่อน
“ที่คุณชายตามข้าน้อยขึ้นมา เพียงเพราะอยากถามคำถามนี้หรือ” ชิวเย่ว์ไม่ได้ตอบคำถามของเขาออกมาตรงๆ เพียงแค่จ้องมองเขานิ่งๆ เท่านั้น
“ดูท่าคุณชายจะคิดมากไปแล้ว ข้าน้อยตามคุณชายขึ้นมาไม่ได้เพราะมีความคิดเช่นนั้นต่อคุณชาย เพียงอยากมั่นใจเรื่องหนึ่งเท่านั้นเอง”
“เช่นนั้นคุณชายมีคนในใจหรือยังเล่า” ชิวเย่ว์ลูบถ้วยชาไปมา มองไปยังชายหนุ่มรูปงามที่แลดูมีท่าทีลนลานเบื้องหน้าอย่างสนใจ
“ขออภัยที่ข้าน้อยไม่อาจแพร่งพรายได้” น้ำเสียงของหลานเยี่ยยังคงเรียบนิ่ง แต่มีความเย็นเยือกที่ผลักไสคนออกไปไกลสะท้อนออกมา
“ไม่ใช่ว่านายน้อยหลานรู้สึกสนใจชื่อของข้าน้อยหรืออย่างไร”
คำพูดที่มาอย่างไม่ทันตั้งตัวทำให้จังหวะการเต้นของหัวใจของหลานเยี่ยกระตุกไป
“ตกใจใช่ไหมเล่า ดูท่าทางความทรงจำของนายน้อยหลานจะถูกประมุขตระกูลสะกดเอาไว้เสียแล้ว นายน้อยหลานเองก็คงสัมผัสได้กระมัง มิเช่นนั้นคงไม่สั่นคลอนอย่างง่ายเพียงเพราะชื่อชื่อเดียว”
ผ่านไปนานหลานเยี่ยก็ยังไม่ได้สติกลับมา เพราะพลังวิญญาณของตนที่เพิ่มขึ้นทุกวัน หลานเยี่ยเองก็รู้ว่าความทรงจำของตนนั้นไม่สมบูรณ์ อีกทั้งยังเหมือนว่ามีพลังงานบางอย่างตั้งใจสะกดพลังวิญญาณของตนเอาไว้ เกรงว่าบิดาของตนคงมีเรื่องปิดบัง ยิ่งไปกว่านั้น หลานเฟิงก็รู้เรื่องนี้เช่นกัน
“ข้าเคยพบท่านมาก่อน” หลานเยี่ยเอ่ยปาก ฟังไม่ออกว่าเป็นประโยคคำถามหรือประโยคแสดงความมั่นใจ
“สิบปีก่อนหน้านี้ ที่ตระกูลเยี่ย หากนายน้อยหลานอยากรู้มากกว่านี้ คืนนี้ยามจื่อให้ไปสถานที่แห่งนี้” ชิวเย่ว์ส่งกระดาษแผ่นหนึ่งให้หลานเยี่ย เสี้ยววินาทีที่หลานเยี่ยเปิดออกดู สีหน้าพลันแปรเปลี่ยนในทันใด
ตอนนี้นี่เอง ประตูพลันถูกถีบออกอย่างไร้เยื่อใย หลานเฟิงที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความอาฆาตปรากฏตัวขึ้นตรงประตู แต่หลานเยี่ยนั้นไม่มีอารมณ์สนใจเขาแม้แต่น้อย เมื่อเห็นหลานเยี่ยที่พลังวิญญาณเริ่มพลุ่งพล่านสับสนอีกครั้ง ชิวเย่ว์ก็ยิ้มพลางเดินไปกระซิบข้างหูหลานเฟิงสองสามประโยคก่อนเดินออกไป หลานเฟิงสะกดไฟโกรธของตนเอาไว้ หมุนตัวไปช่วยประสานพลังวิญญาณให้กับหลานเยี่ย
ที่จริงแล้วหลานเฟิงไม่ได้ยินเนื้อหาทั้งหมด ได้ยินแค่เพียงตอนท้ายนิดหน่อยเท่านั้น แต่คำศัพท์ที่ละเอียดอ่อนนั้นก็ทำให้เขาไม่อาจนิ่งเฉยได้อีกต่อไป
งานด้านล่างจบลงแล้ว คนที่จับคู่ตกลงปลงใจกันได้ต่างพากันจากไป พวกที่ยังลังเลไม่แน่ใจก็ถูกอวี่มั่วพาไปยังเบื้องหน้าหินแห่งโชคชะตาเพื่อทำการทดสอบ คนที่หาคู่ไม่ได้ก็เตรียมพร้อมจะมาครั้งต่อไป ชั้นหนึ่งที่แต่เดิมอึกทึกครึกโครมตอนนี้กลับเงียบสงบอย่างสมบูรณ์ มีเพียงอวี่มั่ว เทียนซี และมู่หลีที่ยังคงนั่งอยู่ในห้องรับรองชั้นสองเท่านั้น
มองดูหลานเยี่ยที่มีท่าทางนิ่งอึ้งอยู่บ้างถูกหลานเฟิงลากออกมา ชั่วขณะนั้นไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น หลานเยี่ยในความทรงจำของทุกคนนั้นไม่มีทางที่จะแสดงความรู้สึกของตนต่อหน้าคนอื่น แม้ว่าระหว่างตัวพวกเขาจะไม่ได้ตั้งป้อมระวังอะไร แต่เมื่อครู่นี้เพิ่งจะไปพบคนแปลกหน้ามา
ผ่านไปนานหลานเยี่ยถึงได้เอ่ยปาก
“หลานเฟิง เจ้ารู้เรื่องทั้งหมดใช่หรือไม่ เจ้าอยู่ข้างกายข้ามานานหลายปี หรือจะบอกว่าความทรงจำในอดีตของข้าเป็นเรื่องโกหกทั้งหมด เจ้าเป็นเพียงคนที่ท่านพ่อจัดการให้มาดูแลข้าก็เท่านั้น” ดวงตาทั้งสองข้างของหลานเฟิงนิ่งลึกอย่างน่ากลัว แต่หลานเยี่ยกลับไม่หวาดกลัวแม้แต่น้อย จ้องเขม็งมองตรงไปทางเขา
“วันหน้าบ่าวย่อมบอกนายน้อยขอรับ”
หลานเยี่ยเม้มปาก หัวเราะเย้ยหยันออกมา
“หึ หึ รู้แล้ว เจ้าไปเก็บของให้เรียบร้อย พรุ่งนี้พวกเราจะกลับหอเย่ว์เยี่ย” รอจนหลานเฟิงเดินออกไป อีกสามคนที่เหลือก็พากันเตรียมตัวจากไปอย่างรู้ตัว
“มู่หลี ข้าอยากให้เจ้าช่วยข้าบางเรื่องได้หรือไม่” หลานเยี่ยมองมู่หลีนิ่ง ความโศกเศร้าบนใบหน้านั้นไม่ได้ถูกปิดบังแม้แต่น้อย
“เจ้าพูดมา”
∗∗∗
ตกดึก บนหลังคานั้นมีร่างคนหนึ่งคนยืนอยู่นิ่งๆ หลังจากนั้นไม่นานคนคนนั้นก็หันไปมองยังทิศทางหนึ่ง แล้วกระโดดลงไป มีบางเรื่องที่เขาจำเป็นต้องรู้
มองดูคนที่อยู่บนหลังคาจากไป ไฟจากห้องบริเวณชั้นสองห้องหนึ่งก็ถูกดับลง
