บทที่ 5 งานดูตัวครั้งใหญ่
ครึ่งชั่วยาม [1] ผ่านไป ทุกฝ่ายเตรียมพร้อมเข้าที่ อวี่ซีจึงเริ่มดำเนินงาน
“กิจกรรมแรกสามารถพูดคุยสนทนากับใครก็ได้ภายในชั้นที่หนึ่งนี้ หากคิดจะพูดคุยอย่างลึกซึ้งมากขึ้นสามารถกดปุ่มบนโต๊ะได้ เช่นนี้ก็จะไม่มีคนมารบกวนการสนทนาของพวกท่านแล้ว หากไม่มีคนที่ถูกใจในครั้งแรกก็สามารถอยู่ที่เดิมเพื่อรอรอบต่อไป รอบแรกมีเวลาทั้งหมดหนึ่งชั่วยามเจ้าค่ะ” หลังจากอวี่ซีพูดกฎกติกาของกิจกรรมเสร็จแล้วก็เดินออกจากงานไป
แขกในชั้นที่หนึ่งพากันขยับตัว กระตือรือร้นขึ้นมาในทันใด มีทั้งชายหนุ่มรูปงามหญิงสาวแสนสวยพูดคุยกันอย่างเพลิดเพลิน หรือแม้กระทั่งเป็นชายหนุ่มทั้งสองคนแต่ก็ไม่ปิดบังความรู้สึกดีๆ ที่มีให้กับอีกฝ่าย ในแผ่นดินใหญ่ที่เปิดกว้างนี้ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงล้วนไม่ได้ยึดติดกับระเบียบจนเก็บเนื้อเก็บตัวเช่นนั้น
หลานเยี่ยพิจารณามองคนในชั้นหนึ่ง มีทั้งคู่ที่กดปุ่มแล้ว รอบโต๊ะพลันปรากฏแสงสีอ่อนๆ ขึ้นมากลายเป็นม่านพลังเล็กๆ กั้นระหว่างด้านในและด้านนอกเอาไว้ แต่ในตอนที่กำลังมองอย่างเพลิดเพลินนั่นเองจู่ๆ สายตาก็ถูกบดบัง หลานเยี่ยเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นเป็นหลานเฟิงที่ถือถ้วยน้ำชามา
“นายน้อย ควรดื่มชาพักเสียหน่อยขอรับ ใช้สายตามากเกินไปจะไม่ดีเอา” หลานเฟิงพูดเสียงเย็น หลานเยี่ยเห็นปฏิกิริยาของหลานเฟิงก็รู้สึกทั้งดีใจและลังเล แท้จริงแล้วหลานเฟิงคิดอย่างไรกันแน่นะ
ผ่านไปหนึ่งชั่วยามกิจกรรมรอบแรกก็จบลง ในงานนั้นยังเหลือคนอยู่กว่าครึ่ง ดูท่าทางคนส่วนใหญ่ยังคงเชื่อว่าวันเวลานานเข้าถึงก่อให้เกิดความสัมพันธ์สินะ
“คนที่หาคู่ของตนเองพบแล้วกรุณาขึ้นมารอที่ห้องรับรองชั้นสอง ต่อจากนี้ไปจะเข้าสู่รอบที่สอง ในรอบที่สองทุกคนจะต้องผลัดกันขึ้นมาแนะนำตัวกลางเวทีเจ้าค่ะ สามารถแสดงความสามารถของตนได้ หากหลังจากจบรอบสองแล้วยังไม่พบคู่ของตนก็สามารถมาครั้งหน้าได้ ถ้ายังคลุมเครือไม่มั่นใจประมุขหอจะดำเนินการทดสอบความเหมาะสมให้พวกท่าน รอบที่สองเริ่มแล้วเจ้าค่ะ”
หลังจากสิ้นเสียงอวี่ซีแขกที่อยู่ในงานก็ผลัดกันขึ้นมาแนะนำตัวบนเวทีตามรายชื่อที่เรียงลำดับเอาไว้ มีทั้งบรรเลงบทเพลง แสดงรำกระบี่ มีทั้งแนะนำตระกูลของตนเองอย่างไม่ปิดบัง
“ท่านต่อไป หลานเยี่ย” สิ้นเสียงหลานเยี่ยก็กระโดดลงไปจากชั้นสอง ในมือนั้นถือพัดอยู่เล่มหนึ่ง
อวี่มั่วมองหลานเยี่ยที่ลงไปในงาน น้ำชาที่ดื่มเข้าไปก็แทบจะพุ่งออกมา
“เจ้านี่ไปเอาพัดมาจากไหนกัน จะว่าไปขลุ่ยหยกควันขจีของเขาอยู่ที่ไหนเล่า นี่ฉวยโอกาสหลานเฟิงไม่อยู่คิดจะวางท่าว่าตนหล่อรึ ท่าทางเหมือนคุณชายเจ้าชู้ ไม่รู้ว่ามีเยื่อใยพัวพันอยู่กับผู้ใดมากน้อยเท่าไร”
“ช่างเถิด อีกสักครู่หากหลานเฟิงไม่ตีท่านก็คงต้องจุดธูปแล้ว” เทียนซีตีศีรษะอวี่มั่วเข้าอย่างจัง
“สวัสดีทุกท่าน ข้าน้อยหลานเยี่ย คำว่าหลานในหลานเทียน (ฟ้าคราม) คำว่าเยี่ยในเยี่ยหว่าน (ค่ำคืน) ไม่ชอบดอกไม้สดกลับชอบกลิ่นหอมของใบหญ้า หากมีคนร่วมเดินทางเส้นเดียวกันได้ ก็ต้องฝากขอตัวด้วย” หลานเยี่ยพูดจบก็หาที่นั่งชั้นล่างนั่งลงตามอัธยาศัย ด้านล่างผู้ชายคนหนึ่งที่นิ่งเฉยไม่มีอารมณ์ร่วมด้วยตลอดทั้งงานพลันเลิกคิ้วขึ้นมา
“โชคดีที่เขาสั่งหลานเฟิงให้แยกออกไปก่อน ไม่อย่างนั้นเจ้านี่คงไม่กล้าลงไปเป็นแน่ แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะไม่รู้ชื่อเสียงของนายน้อยตระกูลหลาน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีคนรู้ แล้วเขายังใช้ชื่อจริงอีกด้วย” อวี่มั่วโอบเทียนซีพลางพูดเย้ยหยันออกมา
“โลกนี้ดูเหมือนจะสงบสุข แต่ลับหลังนั้นมีเรื่องวุ่นวายมากเพียงใด ความสงบสุขกว่าพันปีจะต้องถูกทำลายลงอีกครั้งจริงหรือ ใต้หล้าเป็นเช่นไรล้วนไม่เกี่ยวข้องกับข้า ข้าขอเพียงเจ้า” เทียนซีนวดหว่างคิ้ว เอนตัวพิงไหล่อวี่มั่ว ครุ่นคิดเรื่องราว
“ท่านสุดท้าย…”
“ข้าน้อยชิวเย่ว์ ไม่ทราบว่าคุณชายหลานพอจะให้เกียรติด้วยการพบหน้ากันที่ห้องรับรองชั้นสองได้หรือไม่” ยังไม่ทันให้อวี่ซีพูดจบ ชายหนุ่มคนนั้นก็เอ่ยปากพูดขึ้นมาแล้ว
เสมือนมีอสนีบาตสายหนึ่งฟาดผ่าลงมาทั้งที่ฟ้าโปร่ง หลานเยี่ยปกติเป็นคนเจ้าคารมคมคายก็ต้องตะลึงงันอยู่กับที่ ตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าเหตุใดตนเองถึงมีปฏิกิริยาใหญ่โตเช่นนี้ เหมือนว่าร่างกายของตนมีความทรงจำต่อชื่อนี้อย่างไรอย่างนั้น พอนึกย้อนกลับไปยังภาพที่อยู่ในความฝันของเขามาโดยตลอด ความรู้สึกคุ้นเคยพลันพลุ่งพล่านขึ้นมาในชั่วขณะ หลานเยี่ยพยายามจะนึกย้อนกลับไป แต่ไม่ว่าอย่างไรก็คิดไม่ออก
1 ชั่วยาม เป็นการนับเวลาแบบจีนโบราณ โดยเวลา 1 ชั่วยามจะเท่ากับเวลา 2 ชั่วโมง
