Skip to content

A Will Eternal 1040

บทที่ 1040 หรือมีฝูงตั๊กแตนมาที่นี่?

ตบะเหนือกว่าว่าที่เทียนจุนทั่วไป บวกกับความแข็งแกร่งของวิชาบทอมตะ ทำให้อำนาจจิตของป๋ายเสี่ยวฉุนขยับเข้าไปใกล้ขอบเขตมหายานหรือเทียนจุนผู้แข็งแกร่งที่แท้จริงมากขึ้นทุกที

แม้ว่าจะยังมีความต่างอยู่บ้าง ทว่าความต่างนี้กลับปรากฏแค่เฉพาะเวลาที่ต่อสู้กับเทียนจุนเท่านั้น สำหรับนักพรตที่ต่ำกว่าเทียนจุนลงไป พวกเขายังถึงขั้นไม่สามารถมองเห็นความแตกต่างระหว่างทั้งสองคนด้วยซ้ำ

บัดนี้ในดินแดนเซียนแห่งที่สาม นครหลักอวิ๋นไห่ของเขตการปกครองอวิ๋นไห่ซึ่งถูกเรียกว่าคลังแห่งยา ในสมองของนักพรตทุกคนที่อยู่ที่นั่นล้วนมีเสียงดังอึงอล จิตวิญญาณถูกกำราบเอาไว้จึงสูญสิ้นทุกจิตสำนึก อีกทั้งก่อนหน้าที่จิตสำนึกจะจางหาย พวกเขากลับไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย ต่อให้เป็นเวลานี้ พวกเขาเองก็ยังไม่รู้ตัว

และต่อให้อำนาจจิตของป๋ายเสี่ยวฉุนสลายไป เมื่อพวกเขาฟื้นตื่น พวกเขาก็ยังเป็นเหมือนเดิม!

นี่ ก็คือขอบเขตมหายาน คือผู้แข็งแกร่งที่ถูกเรียกขานว่าเทียนจุน ความน่ากลัวที่พวกเขาครอบครองนั้นสะท้านฟ้าสะเทือนดิน ถึงขั้นพูดได้ว่าสามารถเปลี่ยนแปลงฟ้าดิน กลายมาเป็นผู้พิชิตของพื้นที่แถบหนึ่งได้เลย

นครหลักอวิ๋นไห่ที่กว้างใหญ่ นักพรตจำนวนนับไม่ถ้วนล้วนยืนนิ่งแข็งค้างเหมือนถูกหยุดเวลา ตลอดทั้งเมืองมีเพียงคนเดียวที่เป็นปกติ นั่นก็คือป๋ายเสี่ยวฉุน!

ป๋ายเสี่ยวฉุนเวลานี้เดินออกจากถ้ำมายืนอยู่นอกประตูหินขนาดมหึมา มองเมินนักพรตคนฟ้าที่เฝ้าพิทักษ์อยู่รอบด้าน เมื่ออำนาจจิตแผ่ออกไป เขาก็สัมผัสได้ถึงปราณของนักพรตจากโลกทงเทียนนับร้อยที่อยู่ในนครหลักอวิ๋นไห่แห่งนี้แล้ว

ที่ทำให้เขารู้สึกเสียดายก็คือในบรรดาปราณนับร้อยนี้ ส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนแปลกหน้าสำหรับเขา ไม่มีใครที่เขาคุ้นเคย ป๋ายเสี่ยวฉุนขยับตัวอันตรธานหายไปจากจุดเดิม พอปรากฏตัวอีกครั้งก็มาอยู่กลางคุกแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของนครหลักอวิ๋นไห่

ในคุกแห่งนี้ก็คือสถานที่ที่นักพรตโลกทงเทียนนับร้อยคนถูกคุมขังเอาไว้ เมื่ออยู่ภายใต้อำนาจจิตของป๋ายเสี่ยวฉุน คนเหล่านี้ก็สูญเสียสติสัมปชัญญะไปเช่นกัน แต่กลับไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ ป๋ายเสี่ยวฉุนจึงสะบัดปลายแขนเสื้อหนึ่งครั้ง หมายจะเก็บคนเหล่านี้ไว้ในกระบี่ใหญ่ของสายเหนือ แต่พอทดลองดูแล้ว ป๋ายเสี่ยวฉุนกลับต้องส่ายหน้า เปลี่ยนมาเก็บพวกเขาไว้ในถุงเก็บของแทน

เมื่อแสงสีฟ้าพร่างพราว

กระบี่ใหญ่ของโลกสายเหนือก็มาโผล่อยู่ในมือของป๋ายเสี่ยวฉุน มองกระบี่เล่มนี้ ดวงตาของป๋ายเสี่ยวฉุนก็ฉายแสงคมกริบ

เขาแอบมีลางสังหรณ์ว่าใบหน้าผีหัวเราะร้องไห้ได้ถูกกระบี่ใหญ่โลกสายเหนือกำราบเป็นทาสได้แล้ว ดังนั้นวันนั้นที่เขาฟาดมันเข้าใส่นักพรตทงเทียน พลานุภาพของมันถึงได้เหนือกว่าที่นักพรตทงเทียนจินตนาการเอาไว้

ขณะเดียวกันนับตั้งแต่ที่ตนมาถึงแผ่นดินหย่งเหิงก็ดูเหมือนว่าขีดจำกัดที่ตนจะใช้กระบี่ได้แค่สามครั้งก็ได้หายไปแล้วด้วย ทว่ากระบี่เล่มนี้กลับยังไม่ยอมรับเขาเป็นนาย ราวกับว่าเขาได้แค่ใช้อานุภาพอันคมกริบของมันเท่านั้น ยากที่จะใช้วิชาอภินิหารที่ซ่อนอยู่ด้านใน หรือแม้แต่ส่งคนเข้าไปและเอาคนออกมาก็ยังทำไม่ได้

บุรพาจารย์หันเหมินที่เป็นวิญญาณวัตถุเองก็ไม่ได้ส่งพลังจิตใดๆ กลับคืนมาแม้แต่น้อย

“เป็นเพราะข้ายังทำตามเงื่อนไขไม่ได้อย่างนั้นหรือ…”

หัวใจของป๋ายเสี่ยวฉุนหนักอึ้ง รู้ว่าตอนนี้ในกระบี่เล่มนี้ยังมีคนอยู่ไม่น้อย คนเหล่านี้ล้วนเป็นนักพรตของสายเหนือที่ไม่ได้เข้าร่วมสงคราม พวกเขาถึงขั้นยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโลกภายนอกถล่มทลายไปแล้ว เพราะพวกเขายังคงใช้ชีวิตเหมือนเดิมอยู่ในโลกสมบัติอาคมชิ้นนี้

นิ่งคิดไปนาน ก่อนที่ป๋ายเสี่ยวฉุนจะเดินออกไปกลางนคร ร่างของเขาบางครั้งก็หายไป บางครั้งก็ปรากฏตัว หลังจากทยอยเก็บเอาตัวคนของโลกทงเทียนซึ่งกระจายกันอยู่ในนครแห่งนี้มาไว้ในถุงเก็บของเรียบร้อยแล้ว ดวงตาของเขาถึงได้เปล่งประกายแสงแห่งความคมกริบ

“สมุนไพรของที่นี่ก็จะทิ้งไว้ให้สิ้นเปลืองไม่ได้”

คิดมาถึงตรงนี้ ป๋ายเสี่ยวฉุนก็ยกมือขวาขึ้นทำมุทรา พอขยับร่าง พลังอมตะในร่างซึ่งคล้ายเลียนแบบปราณของหันเหมินก็พลันเผยกาย รอบร่างเขาจึงมีเงาเย็นที่เป็นร่างจำแลงเก้าร่างซึ่งแต่ละร่างต่างก็ห้อตะบึงไปทั่วสี่ทิศในทันทีโดยไม่มีลังเล

เก็บเอาพืชสมุนไพรทั้งหมดที่อยู่ในนครหลักอวิ๋นไห่แห่งนี้โดยไม่สนว่าจะโตเต็มที่แล้วหรือไม่ ขอแค่มีฤทธิ์ยาก็ล้วนถูกเขากวาดเอามาจนเกลี้ยง

คล้ายฝูงตั๊กแตนที่ถล่มพืชพรรณ ไม่นานนักสวนสมุนไพรกว้างใหญ่ไพศาลเหมือนไม่มีขอบเขตที่สิ้นสุดของนครหลักอวิ๋นไห่แห่งนี้ก็อันตรธานหายไปเป็นวงกว้าง จนกระทั่งทุกพื้นที่โล้นเกลี้ยงเตียนแล้ว ป๋ายเสี่ยวฉุนก็ยังไม่ยอมรามือ

“ข้าจำได้ว่าหลี่ลั่วไห่นั่นเคยพูดถึงบรรณาการอะไรสักอย่าง…” ป๋ายเสี่ยวฉุนใคร่ครวญ ก่อนจะถือโอกาสปล่อยเงาความเย็นออกไปอีกครั้ง คราวนี้เป้าหมายของพวกมันก็คือใต้ดินของนครหลักแห่งนี้ ซึ่งหลังจากสำรวจทั่วทุกพื้นที่อย่างละเอียดยิบไปแล้วหนึ่งรอบ ในที่สุดป๋ายเสี่ยวฉุนก็เจอ…คลังสมบัติของนครหลักแห่งนี้!

ค่ายกลของคลังสมบัติ หากคนอื่นคิดจะเปิดย่อมเป็นเรื่องที่ยากมาก

แต่สำหรับป๋ายเสี่ยวฉุนแล้วค่ายกลนี้มีก็เหมือนไม่มี เงาความเย็นของเขาพากันเปล่งแสงวาบเพราะถูกเพิ่มพลังของผนึกมิวางวายเข้าไป ครั้นจึงบุกตรงไปด้านในแล้วกวาดเอาพืชหญ้าทุกต้น หินวิเศษจำนวนนับไม่ถ้วนที่เก็บสะสมไว้ในคลังสมบัติแห่งนี้มาจนไม่เหลือซาก

อีกทั้งป๋ายเสี่ยวฉุนยังได้เห็นสมุนไพรต้นใหญ่สิบต้นซึ่งถูกเก็บไว้ในหีบผลึกใส พวกมันต่างก็แผ่ปราณวิญญาณฟ้าดินที่ขนาดเป็นป๋ายเสี่ยวฉุนก็ยังตื่นตะลึง!

ยาสมุนไพรสิบต้นนั้น ป๋ายเสี่ยวฉุนรู้จักแค่หนึ่งอย่างในนั้น

“ใบวิเศษเก้านรกภูมิ!” ดวงตาของป๋ายเสี่ยวฉุนฉายประกายเร่าร้อน ใบวิเศษเก้านรกภูมินี้ ตอนเขาอยู่ในโลกทงเทียนแค่เคยเห็นคำแนะนำจากแผ่นหยกโบราณแผ่นหนึ่งเท่านั้น ว่ากันว่ามันคือสมุนไพรในตำนานที่หายสาบสูญไปนานแล้ว ในบันทึกบอกไว้ว่าสมุนไพรประเภทนี้ใช้เวลาห้าร้อยปีถึงจะผลิใบใบหนึ่ง ซึ่งประสิทธิผลในการเป็นสารบำรุงต่อร่างกายนักพรตของมันเรียกได้ว่าพลิกฟ้าเลยทีเดียว

“อย่างน้อยก็ต้องมีอายุหนึ่งหมื่นห้าพันปี!!” นับตั้งแต่ที่ป๋ายเสี่ยวฉุนมาอยู่ในแผ่นดินหย่งเหิง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาแสดงความปิติยินดีเป็นล้นพ้นเช่นนี้ โดยเฉพาะพอเห็นสมุนไพรอีกเก้าอย่างในหีบที่แม้จะไม่รู้จัก แต่ก็เห็นได้ชัดว่ามันคือสมุนไพรเซียนที่ล้ำค่าเฉกเช่นใบวิเศษเก้านรกภูมิ หัวใจของป๋ายเสี่ยวฉุนก็เต้นกระหน่ำรัวแรงโดยพลัน

แล้วพอสังเกตเห็นว่าหีบสิบใบนี้เหมือนผลึกวิเศษที่ถูกสร้างโดยใช้การบีบอัดหินวิเศษจำนวนนับไม่ถ้วน อีกทั้งด้านบนยังมีลวดลายปิดผนึกเป็นคำว่าจักรพรรดิด้วยแล้ว

ป๋ายเสี่ยวฉุนก็ตระหนักได้ทันทีเลยว่าสมุนไพรสิบต้นนี้ก็คือของบรรณาการที่หลี่ลั่วไห่พูดถึง!

หลังจากเก็บเอาสมุนไพรทั้งสิบต้นนี้ไป ป๋ายเสี่ยวฉุนก็เก็บเงาความเย็นของตัวเองกลับมาแล้วกวาดตามองไปทั่วนครหลักด้วยความเสียดายเล็กน้อย

“น่าเสียดายที่เวลากระชั้นชิด หาไม่แล้วในนครแห่งนี้ก็มีอยู่หลายสถานที่ที่สามารถกวาดทรัพย์ไปได้” ป๋ายเสี่ยวฉุนส่ายหน้า ทำได้เพียงข่มกลั้นความเคยชินจากตอนอยู่แดนทุรกันดารเอาไว้ ครั้นจึงสะบัดร่างหายตัวไปจากในนครหลัก

แม้เขาจะจากไปแล้ว ทว่าอำนาจจิตกลับยังคงทิ้งไว้ที่นี่ เป็นเหตุให้นักพรตของสถานที่แห่งนี้ยังไม่ฟื้นตื่นขึ้นมา จนกระทั่งผ่านไปครึ่งชั่วยาม เมื่อพลังอำนาจจิตของป๋ายเสี่ยวฉุนจางหาย ตลอดทั้งนครหลักอวิ๋นไห่ก็คล้ายฟื้นตื่นขึ้นมาจากการหลับสนิท ทุกคนตัวสั่นสะท้าน ก่อนจะทำเรื่องที่พวกเขาเคยทำค้างไว้ก่อนที่จะหมดสติต่อไป

เพียงแต่ว่า…นักพรตในนครหลักยังดีหน่อย เพราะสัมผัสไม่ได้ถึงความผิดปกติตรงไหน ทว่าวินาทีที่พวกนักพรตของราชวงศ์จักรพรรดิแสที่อยู่ในสวนสมุนไพรนอกนครหลักฟื้นตื่นขึ้นมาและเตรียมจะทำเรื่องที่ค้างไว้ต่อไป กลับต้องอึ้งงันไปครู่ใหญ่…จากนั้นก็อ้าปากกว้างเบิกตาค้าง มองพื้นที่โล้นโล่งเตียนเบื้องหน้าที่ต้นไม้ใบหญ้าหายไปเป็นแถบๆ ด้วยความ…ตะลึงงัน

“นี่…ที่นี่คือที่ไหน?”

“สถานที่แห่งนี้ดูคุ้นตาไม่น้อย…” นักพรตของราชวงศ์จักรพรรดิแสที่อยู่ในสวนสมุนไพรมีคนไม่น้อยที่รีบหันกลับไปมองว่าด้านหลังของตัวเองยังมีนครแห่งหนึ่งตั้งอยู่หรือไม่…

เมื่อพบว่านครแห่งนั้นยังคงเป็นนครหลักที่ตัวเองคุ้นเคย เมื่อสติกลับคืนมา เมื่อหน้าผากมีเหงื่อเม็ดเป้งไหลพราก เมื่อลมหายใจยิ่งเปลี่ยนมาเป็นถี่กระชั้น ในสมองของพวกเขาก็มีเสียงกัมปนาทสะเทือนฟ้าดังสนั่นหวั่นไหว

“สวรรค์ นี่มันเกิดอะไรขึ้น!! นี่…นี่มันน่าเหลือเชื่อเกินไปหน่อยหรือเปล่า!! หรือว่ามีฝูงตั๊กแตนมาที่นี่!!”

“เป็นไปไม่ได้ ต่อให้เป็นฝูงตั๊กแตนก็ไม่มีทางกวาดเรียบสะอาดเอี่ยมเช่นนี้ ข้าแค่กะพริบตาทีเดียวเองนะ เพียงชั่วกะพริบตา…ทำ…ทำไมทุกอย่างถึงหายเกลี้ยงแบบนี้!!” เสียงฮือฮาระเบ็งเซ็งแซ่ขึ้นมาในบัดดล ในบรรดานั้นมีหลายคนที่ถือว่าพอจะเฉลียวฉลาดอยู่บ้างรีบเอ่ยขึ้นมาทันที

“ทุกคนอย่างเพิ่งลนลาน น่าจะเป็นต้าจุนที่มาเก็บเอาสมุนไพรไป…” ทว่าคำพูดนี้เพิ่งจะดังขึ้นก็ถูกเสียงคำรามของคนนับไม่ถ้วนกลบทับทันใด

“เหลวไหล หากต้าจุนจะเก็บยาสมุนไพรก็แค่มาเอาสมุนไพรไปบางส่วนเท่านั้น แต่ตอนนี้ล่ะ…แม้แต่หญ้าสักต้นของที่นี่ก็ไม่มีเหลือ!! ข้าผู้อาวุโสปลูกสมุนไพรมาทั้งชีวิตยังไม่เคยเห็นสวนสมุนไพรที่ไหนเหี้ยนเตียนขนาดนี้มาก่อน! เกลี้ยงเสียยิ่งกว่าถูกหมาเลียเสียอีก!! แล้วยังมีตรงนั้น…สมควรตายนัก ทำไมดินตรงนั้นถึงได้หายไปด้วย!!”

“นั่นยังไม่เท่าไหร่ พวกเจ้ามาดูตรงข้านี่ เมื่อครู่ก่อนที่ข้าจะกะพริบตา ในมือยังถือสมุนไพรต้นหนึ่งเตรียมจะปลูกลงไปอยู่แท้ๆ แต่ตอนนี้กลับ…ไม่มีแล้ว!!” เสียงเหล่านี้ยิ่งนานก็ยิ่งดัง มาจนถึงท้ายที่สุดก็กลายเป็นคลื่นเสียงจอแจที่ดังกระเทือนฟ้าอยู่นอกนครหลักอวิ๋นไห่

และเวลานี้ป๋ายเสี่ยวฉุนก็ได้ออกมาจากเขตการปกครองอวิ๋นไห่ ขยับเข้าไปใกล้สถานที่ที่นัดหมายกับราชาผียักษ์เอาไว้แล้ว แต่กระนั้นในใจก็ยังอดเสียดายไม่ได้

“เวลากระชั้นชิดเกินไป น่าเสียดายก้อนอิฐที่สร้างนครแห่งนั้นยิ่งนัก แม้ว่าจะไม่ใช่หินวิเศษ แต่ก็มีปราณวิญญาณแฝงเร้นอยู่ ยังมีหินปูพื้นพวกนั้นแล้วก็โครงสร้างของนคร…”

ขณะที่ป๋ายเสี่ยวฉุนส่ายหน้าก็มองเห็นแล้วว่าปลายทางของพื้นดินที่อยู่เบื้องหน้าคือมหาสมุทรกว้างใหญ่ไพศาลซึ่งใหญ่ว่ามหาสมุทรทงเทียนหลายต่อหลายเท่านัก!

ลูกคลื่นซัดไล่หลังกันมาอย่างต่อเนื่องพร้อมกับเสียงราวอสนีบาตของเก้าชั้นฟ้าที่ดังก้องกังวานไปแปดทิศ

เมื่อเปรียบเทียบกับมันแล้ว มหาสมุทรทงเทียนก็เป็นราวกับบ่อน้ำแห่งหนึ่งอย่างไรอย่างนั้น

ห่างออกไปไกล ตรงมหาสมุทรกว้างใหญ่ไร้ที่สิ้นสุดซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับพื้นดินคล้ายจะมองเห็นภูเขาขนาดใหญ่แห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ในทะเล ภูเขาแห่งนี้ตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้นคล้ายสยบมหาสมุทรเอาไว้ ซึ่งด้านบนเขียนตัวอักษรสามคำใหญ่!

มหาสมุทรหย่งเหิง!

ที่นี่ก็คือสถานที่ที่ป๋ายเสี่ยวฉุนนัดหมายกับราชาผียักษ์ เมื่อเข้ามาใกล้ ป๋ายเสี่ยวฉุนก็รีบแผ่อำนาจจิตออกไป หลังจากแน่ใจแล้วว่าไม่มีอันตราย ป๋ายเสี่ยวฉุนจึงพุ่งตัวไปปรากฏอยู่เหนือยอดเขา

“นับเวลาดูแล้ว ราชาผียักษ์ก็น่าจะกลับมาได้แล้ว”

ป๋ายเสี่ยวฉุนนั่งขัดสมาธิรอไปได้หนึ่งก้านธูป หูฟังเสียงร้องคำรามของลูกคลื่น เงยหน้ามองทิศทางของเขตการปกครองจ้งซาน ไม่นานนักเขาก็ผ่อนลมหายใจโล่งอก เพราะมองเห็นเงาร่างของราชาผียักษ์ตรงขอบฟ้าที่กำลังทะยานมาอย่างรวดเร็ว

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version