Skip to content

A Will Eternal 1041

บทที่ 1041 เจอกับมารดาผีอีกครั้ง

เมื่อเห็นว่าราชาผียักษ์ปลอดภัยดี ป๋ายเสี่ยวฉุนก็ลุกขึ้นยืนเตรียมจะไปรับหน้า ทว่าเขากลับหน้าเปลี่ยนสีโดยพลัน ร่างหายวับไป ปรากฏตัวอีกครั้งก็มาอยู่ด้านหลังราชาผียักษ์ ครั้นจึงยกมือขวาขึ้นแล้วฟันลงไปยังความว่างเปล่าด้านหลังเขาอย่างแรง!

“เสี่ยวฉุน ครั้งนี้ข้าผู้อาวุโส…” ราชาผียักษ์มีท่าทางลำพองใจไม่น้อย การลงมือครั้งนี้ของเขาราบรื่นอย่างถึงที่สุด ด้านหนึ่งก็เพราะตบะของเขาเหนือกว่าต้าจุนของเขตการปกครองจ้งซานอยู่แล้ว ส่วนอีกด้านหนึ่งก็เพราะอีกฝ่ายประมาทเลินเล่อ ก่อนหน้าที่ราชาผียักษ์จะลงมือ อีกฝ่ายกลับจับสังเกตไม่ได้แม้แต่น้อย

ทว่ายังไม่ทันพูดจบ เขาก็เห็นว่าจู่ๆ ป๋ายเสี่ยวฉุนกลับหน้าเปลี่ยนสีแล้วยกมือขึ้นตวัดฟันไปที่ด้านหลังของตัวเอง ราชาผียักษ์ใจหายวาบ รีบกระโจนออกไปข้างหน้าอย่างไม่ลังเล ความเร็วระเบิดเพิ่มพูน มือทั้งคู่ทำมุทราโบกไปด้านหลังพร้อมกัน ทันใดนั้นก็มีควันดำที่แปลงเป็นปากใหญ่ตรงดิ่งเข้าเขมือบกลืนความว่างเปล่าด้านหลัง

เสียงตูมตามดังเกริกก้องทันควัน เมื่อราชาผียักษ์หมุนตัวกลับไป เขาก็เห็นว่าในความว่างเปล่าด้านหลังมีผีตัวเล็กลักษณะเหมือนผีเด็กที่เปลี่ยนจากโปร่งแสงมาเป็นรูปเป็นร่างชัดเจน ซึ่งตอนนี้ร่างของมันถูกฟันขาดออกเป็นสองท่อน

ผีเด็กตนนี้ร่างเป็นสีเขียวทั้งตัว มันแผดเสียงร้องโหยหวน ใบหน้าที่น่ากลัวบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด ร่างสองท่อนสลายไปอย่างรวดเร็ว

พอเห็นผีเด็กนี่ ราชาผียักษ์ก็สูดลมหายใจดังเฮือก สีหน้าเปลี่ยนมาเป็นไม่น่ามองฉับพลัน

“สมควรตายนัก ไม่นึกเลยว่าจะถูกครึ่งเทพของเขตการปกครองจ้งซานแอบทิ้งอาคมผีไว้!”

“ไม่ใช่ครึ่งเทพเขตการปกครองจ้งซาน!” สีหน้าป๋ายเสี่ยวฉุนเปลี่ยนมาเป็นเคร่งเครียดสุดขีด เมื่อเงยหน้าขึ้นก็มองไปยังท้องฟ้าทิศไกล ราชาผียักษ์เองก็คืนสติโดยพลัน สีหน้าจึงแปรเปลี่ยนไปอีกครั้ง พอเขาเงยหน้ามองไปยังท้องฟ้าก็เห็นว่าบัดนี้เริ่มมีพายุลูกหนึ่งที่หมุนคว้างก่อตัวขึ้นมา ก่อนจะกลายมาเป็นทะเลหมอกไร้ที่สิ้นสุดที่ประกอบด้วยผีร้ายจำนวนนับไม่ถ้วนซึ่งกำลังพุ่งตะลุยมาใกล้ด้วยพลังอำนาจพลิกภูเขาคว่ำทะเล!

และเหนือทะเลหมอกนั้นก็มีกิ้งก่ากระดูกขาวใหญ่ยักษ์ตัวหนึ่ง ขนาดของมันกินพื้นที่เกือบครึ่งหนึ่งของท้องฟ้า สีหน้าที่ดุร้ายฉายให้เห็นถึงความโหดเหี้ยม และบนหัวกะโหลกของกิ้งก่ากระดูกขาวก็คือ เรือกระดูกลำหนึ่ง!!

บนเรือกระดูกลำนี้มีธงอยู่สองผืน บนธงคือใบหน้าผีสีหน้าเหี้ยมเกรียม เมื่อปราณที่พวกมันแผ่ออกมาผสานรวมเข้ากับปราณของเรือกระดูกและกิ้งก่ากระดูกขาวก็กลายมาเป็นปราณภูตผีน่าสะพรึงกลัวที่อวลอลไปทั่วฟ้าดิน!

อีกทั้งบนเรือกระดูกยังมีครึ่งเทพอีกเจ็ดแปดคนยืนอยู่ตรงริมขอบของตัวเรือ นัยน์ตาแต่ละคนที่ฉายประกายคมกริบและฮึกเหิมล้วนจ้องมาที่ป๋ายเสี่ยวฉุนกับราชาผียักษ์!

ทว่าในสายตาของป๋ายเสี่ยวฉุน ทั้งหมดนี้ล้วนเทียบกับเงาร่างของหญิงงามปานล่มเมืองที่ยืนอยู่หน้าเหล่าครึ่งเทพด้วยท่วงท่าราวกับ…เป็นผู้สูงศักดิ์หนึ่งในปฐพีไม่ได้เลย!

เรือนกายสูงโปร่ง ใบหน้าขาวนวลกระจ่าง หน้าผากโหนกนูน คิ้วเล็กเรียวยาว ดวงตานางหงส์เต็มไปด้วยประกายแห่งชีวิตชีวา โฉมสะคราญงามเป็นเอก ขณะเดียวกันก็มีบารมีอำนาจที่ใครก็มิอาจล่วงเกิน

ชุดขุนนางสีส้มงดงามให้ความรู้สึกสว่างสดใสแก่คนมอง มือเรียวยาวที่ขาวนุ่มนวลคล้ายไม่เคยโดนแดดโดนลมประกอบด้วยนิ้วเรียวราวต้นหอม แค่มองก็สร้างความหลงใหลแก่คนมองได้ทันที และเมื่อกิ้งก่ากระดูกขาวเหินเมฆมาเบื้องหน้า

เมื่อลมพัดกระโชกแรง แขนเสื้อกว้างๆ สีม่วงอ่อนที่โอบล้อมแขนเรียวยาวขาวดั่งหยวกของนางก็พากันส่ายสะบัดไปตามลม

พออาภรณ์ปลิวไสวก็ยิ่งทำให้ไอหมอกสีดำและผีร้ายสีดำจำนวนนับไม่ถ้วนที่ปักประกอบภาพนครสีดำดั่งนครแห่งนรกยิ่งดูมีชีวิตชีวาเหมือนจริง โดยเฉพาะในนครแห่งนรกนั้นยังปักประตูใหญ่หนึ่งบานที่ยามนี้ประตูกำลังแง้มออกและมีผีร้ายมากมายเหลือจะนับพุ่งออกมาพร้อมเสียงคำรามคลุ้มคลั่ง

“มารดาผี!!” ราชาผียักษ์สูดหายใจดังเฮือก ครั้นจึงร้องอุทานเสียงหลงด้วยความพรั่นพรึง แม้ว่าเขาจะไม่เคยเจอมารดาผีมาก่อน เคยเห็นแค่กงซุนหว่านเอ๋อร์ แต่เมื่อได้เห็นบารมีของภูตผีอันน่าสะพรึงกลัวบนร่างของหญิงงามผู้นี้ รวมไปถึงปราณที่คล้ายคลึงกับกงซุนหว่านเอ๋อร์ในความทรงจำของเขาก็ทำให้ราชาผียักษ์รู้ตัวตนของคนที่มาเยือนได้ในชั่วพริบตา!

สตรีผู้นี้ก็คือ มารดาผี!

“เป็นไปไม่ได้ พวกเราใช้เวลาน้อยถึงเพียงนี้ นางไล่ตามมาถึงเร็วขนาดนี้ได้อย่างไร!! เว้นเสียแต่ว่านางจะอยู่ใกล้ๆ พอดี!” ราชาผียักษ์เริ่มลนลาน นั่นเป็นเพราะความทรงจำที่กงซุนหว่านเอ๋อร์มอบไว้ในเขาในปีนั้นลึกล้ำเกินไป

“ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ…” ดวงตาของป๋ายเสี่ยวฉุนฉายแสงคมกริบ ลมหายใจถี่กระชั้นน้อยๆ สายตาที่ปานประหนึ่งกระบี่แหลมคมจ้องเขม็งไปยังกิ้งก่ากระดูกขาวที่กำลังใกล้เข้ามา

“เกรงว่าสถานที่ซ่อนตัวของท่านและข้าคงถูกเปิดเผยตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว”

ป๋ายเสี่ยวฉุนส่ายหน้า จะอย่างไรเสียที่นี่ก็คือแผ่นดินหย่งเหิง

เขาและราชาผียักษ์ที่เป็นคนนอก แม้จะระวังตัวกันมากแล้ว แต่การที่ถูกหาเจอก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจอะไร

“ในเมื่อถูกเปิดโปงแล้ว เหตุใดครึ่งเทพที่อยู่ใกล้ๆ ถึงไม่มีการเตรียมตัว…”

เดิมทีราชาผียักษ์ก็เป็นคนที่ฉลาดอยู่แล้ว เวลาปกติเขาก็เป็นพวกมากเล่ห์มากกลอุบาย ดังนั้นยังไม่ทันพูดจบ เขาก็เข้าใจได้ถึงคำตอบ สีหน้าจึงยิ่งย่ำแย่เข้าไปใหญ่

“นางถือเป็นคนที่เข้าใจโลกทงเทียนมากที่สุดในบรรดานักพรตของราชวงศ์จักรพรรดิแส หากจะมีความเห็นแก่ตัวบ้างก็ไม่ใช่เรื่องแปลก” ป๋ายเสี่ยวฉุนเอ่ยเนิบช้า ประกายสายตายิ่งคมกริบ

ความคิดของมารดาผี เดาได้ไม่ยาก เห็นได้ชัดว่านางมีความมั่นใจมากพอที่จะกำราบป๋ายเสี่ยวฉุนและราชาผียักษ์ ขณะเดียวกันก็ไม่ต้องการให้ป๋ายเสี่ยวฉุนและราชาผียักษ์ถูกคนอื่นจับตัวไป แต่คิดจะฮุบกลืนเอาไว้คนเดียว

ป๋ายเสี่ยวฉุนสูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้ง แม้ในใจจะตึงเครียด แต่เขาก็เข้าใจดีว่าศึกนี้มิอาจเลี่ยงได้ ทว่าถึงแม้สงครามจำเป็นต้องเกิด กระนั้นสิทธิ์การเลือกสมรภูมิรบกลับอยู่ในกำมือของป๋ายเสี่ยวฉุน

ดวงตาป๋ายเสี่ยวฉุนเปล่งแสงวาบหนึ่งที ครั้นจึงถอยหลังไปอย่างรวดเร็ว ทางฝ่ายของราชาผียักษ์ก็ไม่จำเป็นต้องให้ป๋ายเสี่ยวฉุนเอ่ยเตือน เพราะบัดนี้ปณิธานแห่งการต่อสู้ของเขาได้พวยพุ่งขึ้นมา แล้วก็รีบถอยหลังว่องไว เห็นได้ชัดว่าคิดเหมือนกับป๋ายเสี่ยวฉุน สนามรบ…จะเลือกเป็นดินแดนเซียนแห่งที่สามนี้ไม่ได้ แต่ต้องเป็นกลางมหาสมุทรหย่งเหิง!

อีกทั้งยังไม่สามารถสู้กันอยู่ที่เดิมตลอดเวลา ต้องพยายามทิ้งระยะห่างให้ได้มากที่สุด รบไปหนีไป มีเพียงทำแบบนี้เท่านั้นถึงจะมีความเป็นไปได้ที่จะหลบเลี่ยงกำลังเสริมของอีกฝ่ายและมีโอกาสพลิกจากแพ้มาเป็นชนะ!

แทบจะชั่วขณะเดียวกันกับที่ป๋ายเสี่ยวฉุนและราชาผียักษ์ถอยออกไป

บนท้องฟ้าที่ห่างไกล ดวงตาของมารดาผีที่อยู่ในเรือกระดูกเหนือกิ้งก่ากระดูกขาวซึ่งกำลังตะบึงมาพร้อมกับควันดำน่าครั่นคร้ามก็เปลี่ยนมาเป็นเย็นเยียบ รีบยกมือขวาขึ้นชี้ไปทันที

ทันใดนั้นครึ่งเทพเจ็ดแปดคนที่อยู่รอบกายนางก็บินพรวดออกไป ทุกคนระเบิดความเร็วสูงสุดกลายร่างเป็นรุ้งยาวเจ็ดแปดเส้นที่ใช้ปราณเขย่าคลอนฟ้าดิน ใช้พลานุภาพสยบที่กวาดตะลุยทุกสรรพสิ่ง หอบเอาพลังจากแปดทิศที่เป็นราวกับกระบี่แหลมคมซึ่งแหวกผ่าไปในความว่างเปล่า ทะลวงทุกสิ่งกีดขวางตรงดิ่งเข้าหาป๋ายเสี่ยวฉุนและราชาผียักษ์!

“ป๋ายเสี่ยวฉุน…” มารดาผีสูดลมหายใจเข้าลึก

ดวงตาหงส์เผยความเด็ดเดี่ยว ต่อให้นางจะรับโหวเสี่ยวเม่ยไว้เป็นศิษย์ของตัวเอง ต่อให้นางจะเคยสัมผัสกับป๋ายเสี่ยวฉุนมาบ้างเมื่อครั้งอยู่ในโลกทงเทียน ทว่าเมื่อหนึ่งเดือนก่อนตอนที่มาดินแดนเซียนแห่งที่สาม นางกลับตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาดแล้ว

ในฐานะที่เป็นคนเพียงคนเดียวของราชวงศ์จักรพรรดิแสที่ไปเยือนโลกทงเทียนแล้วได้หวนคืนกลับมา นางจึงได้รับความสำคัญอย่างใหญ่หลวงจากจักรพรรดิแส เป็นเหตุให้นางที่เป็นเทียนจุนช่วงต้นถูกแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการณ์ของราชวงศ์จักรพรรดิแสที่ทำหน้าที่ค้นหานักพรตโลกทงเทียนครั้งนี้!

ภายนอกดูเหมือนนางเพิ่งมาถึงดินแดนเซียนแห่งที่สามเมื่อหนึ่งเดือนก่อน แต่ในความเป็นจริงครึ่งปีกว่ามานี้นางได้ค้นหาและจับตัวคนของโลกทงเทียนไปทั่วดินแดนเซียนแห่งที่หนึ่งและแห่งที่สองแล้วรอบหนึ่ง และนางเองก็ไม่ทำให้จักรพรรดิแสต้องผิดหวัง อาศัยความคุ้นเคยที่นางมีต่อโลกทงเทียน อาศัยปราณสายเลือดที่นางได้มาจากนักพรตทงเทียน นางจึงถึงกับสร้างเวทลับการค้นหาอย่างหนึ่งที่มีเพียงนางเท่านั้นถึงจะร่ายใช้ได้ขึ้นมา ซึ่งเวทลับนี้ทำให้การค้นหาและจับกุมตัวคนของนางราบรื่นอย่างหาที่เปรียบไม่ได้

ทว่านางกลับแอบตามหาป๋ายเสี่ยวฉุนมาตั้งแต่ต้น!

สำหรับความเข้าใจที่มีต่อโลกทงเทียน รวมไปถึงการร่วมมือกับคนเฝ้าสุสานในครานั้นเพื่อให้ตัวเองได้จากมา ทั้งหมดนี้ล้วนทำให้นางเข้าใจตัวตนของป๋ายเสี่ยวฉุนอย่างลึกซึ้ง!

บวกกับเรื่องที่นางได้รู้ตลอดครึ่งปีมานี้ มารดาผีจึงตระหนักได้อย่างชัดเจนแล้วว่า…ตอนนี้ป๋ายเสี่ยวฉุนก็คือ ของหายากที่พอจะกักตุนเอาไว้เก็งกำไรได้!

สามารถพูดได้ว่าต่อให้เป็นจักรพรรดิแสเองก็ยังไม่รู้เท่ามารดาผี

ดังนั้นในสายตาของมารดาผี ไม่ว่าตนจะแอบขุดหาความลับของการหลอมพลังจิตจากสายเลือดโลกทงเทียนผ่านป๋ายเสี่ยวฉุนต่อหน้าต่อตาทุกคน หรือสุดท้ายแล้วจะต้องยกเขาให้กับจักรพรรดิแสที่มีความรู้ในด้านนี้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นทางเลือกข้อไหน นางก็มีแต่ได้กับได้ ทั้งผลประโยชน์ที่ได้รับยังมากมหาศาล ดังนั้นจุดสำคัญที่นางเน้นย้ำตลอดการตามหาจึงอยู่ที่ป๋ายเสี่ยวฉุนมาตั้งแต่ต้น

และเมื่อหลายวันก่อน ในที่สุดนางก็ได้รู้ที่อยู่คร่าวๆ ของป๋ายเสี่ยวฉุน แต่ก็ไม่ได้ระดมกองกำลังต่างๆ ของแต่ละเขตการปกครองให้ไปค้นหาอย่างละเอียด เพราะนางรู้ว่าคนเหล่านั้นถือเป็นคนของเทียนจุนจักษุไพศาลที่นั่งบัญชาการณ์ที่นี่มานานหลายปี นางจึงเลือกที่จะพาลูกน้องของตัวเองมาแอบจับกุมฮุบกลืนป๋ายเสี่ยวฉุนเพียงคนเดียวอย่างลับๆ

เพียงแต่ไม่ว่าอย่างไรนางก็คาดไม่ถึงว่าเวลาเพียงแค่ไม่กี่วัน ป๋ายเสี่ยวฉุนผู้นี้จะสร้างเรื่องใหญ่ได้ถึงขนาดนั้น!

เดิมทีการสังหารครึ่งเทพก็ไม่ใช่เรื่องเล็กอยู่แล้ว ทว่าในฐานะที่นางเป็นเทียนจุนจึงยังพอจะระงับเรื่องนี้ไว้ได้บ้าง แต่เรื่องสวนสมุนไพรที่นครหลักอวิ๋นไห่เป็นเรื่องใหญ่เกินไป นั่นถือเป็นหนึ่งในสามคลังยาที่ใหญ่ที่สุด

มีประโยชน์ต่อทั้งราชวงศ์จักรพรรดิแส กลับต้องมาถูกป๋ายเสี่ยวฉุนกวาดจนเหี้ยนเตียน ต่อให้สามารถระงับเรื่องนี้ได้ก็ยังต้องทำให้นางปวดหัวมากอยู่ดี

ไม่เพียงเท่านี้ ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ…ของบรรณาการหายไป เรื่องนี้ก็เหมือนใครไปกระทุ้งท้องฟ้าให้แตก ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในราชวงศ์จักรพรรดิแส เรื่องนี้นางมิอาจจัดการได้ แล้วก็ไม่กล้าปิดบังด้วย นั่นจึงทำให้นางรู้เลยว่าเรื่องที่ตนจะฮุบกลืนป๋ายเสี่ยวฉุนคนเดียวไม่มีทางเป็นไปได้อีกแล้ว ความรู้สึกที่ว่าเดิมทียังเป็นฝ่ายกระทำ แต่จู่ๆ กลับกลายมาเป็นฝ่ายถูกกระทำโดยไม่ทันรู้ตัวทำให้ในใจของมารดาผีสุมแน่นไปด้วยโทสะ จนยามที่มองไปยังป๋ายเสี่ยวฉุนยังต้องกัดฟันดังกรอดๆ!

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version