บทที่ 1042 ปะทะเดือดกับมารดาผี
ความคิดมากมายแล่นผ่านสมองของมารดาผีไปพร้อมๆ กับที่กิ้งก่ากระดูกขาวหอบเอาไอหมอกสีดำอบอวลเต็มฟ้าให้พุ่งเข้าชนป๋ายเสี่ยวฉุนและราชาผียักษ์เสียงดังเกริกก้อง!
มองไปไกลๆ กิ้งก่ากระดูกขาวนี้ตัวใหญ่สะท้านปฐพี ทั้งยังมีพลานุภาพสยบที่ทำให้ความว่างเปล่าบิดเบือนซัดตะลุยไปทั่วสี่ทิศอย่างอาจหาญ
หากอยู่ในโลกทงเทียน พลานุภาพสยบอันยิ่งใหญ่เกรียงไกรของกิ้งก่าขาวตัวนี้ต้องทำให้ภูเขาถล่มแผ่นดินปริแตกแน่นอน ทว่าเมื่ออยู่ในแผ่นดินหย่งเหิง แม้คลื่นระดับนี้จะยิ่งใหญ่ไพศาลไม่ต่างกัน แต่กลับไม่สามารถส่งผลกระทบต่อภูเขาหรือแม่น้ำลำธาร นั่นก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึงมหาสมุทรหย่งเหิงที่มีลูกคลื่นซัดสาดไม่หยุดเลย
ส่วนป๋ายเสี่ยวฉุนและราชาผียักษ์ที่อยู่เบื้องหน้ากิ้งก่ากระดูกขาว คนสองคนที่กำลังหลบหนี เมื่อเอามาเปรียบเทียบกับกิ้งก่ากระดูกขาวตัวนี้ก็เล็กกระจ้อยร่อยราวยุงตัวหนึ่งก็ไม่ปาน
พอขยับเข้ามาใกล้ พลานุภาพสยบก็ยิ่งรุนแรงคล้ายจะแหวกกระชากทุกปราการกั้นขวาง ทำเอาหัวใจของราชาผียักษ์เต้นกระหน่ำถี่รัว ขนาดตบะของเขาก็ยังถูกกำราบจนเกิดลางของความไม่มั่นคง
“นี่มันเรือรบอะไรกัน!!” ราชาผียักษ์สูดลมหายใจดังเฮือก ชาไปทั้งหนังศีรษะ
ส่วนป๋ายเสี่ยวฉุนนั้นยกมือขวาขึ้นโบกหนึ่งครั้ง ทันใดนั้นในถุงเก็บของของเขาก็มีแสงจันทร์เปล่งวาบ บุปผาจันทราที่เคยร่วมรบในศึกระหว่างป๋ายเสี่ยวฉุนกับนักพรตทงเทียนในโลกทงเทียนพลันเผยกาย
ผ่านการพักฟื้นและบำรุงตลอดครึ่งปีกว่าที่ผ่านมา บุปผาจันทราจึงฟื้นพลังกลับคืนมาเป็นปกติ พอปรากฏตัวก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของบ้านเกิดและปราณวิญญาณฟ้าดินทันที มันจึงมีท่าทางตื่นเต้นสุดขีด
พอได้รับการบอกเป็นนัยจากป๋ายเสี่ยวฉุน บุปผาจันทราจึงตรงดิ่งเข้าหาราชาผียักษ์ พริบตาเดียวก็ล้อมพันร่างของเขาเอาไว้ ทำให้ความรู้สึกกดดันที่ราชาผียักษ์ได้รับจากเรือกระดูกหายไปไม่น้อย
พอเห็นบุปผาจันทรา ดวงตาของราชาผียักษ์ก็เบิกโพลงราวกับจะถลนออกมาจากเบ้า ยิ่งสัมผัสได้ถึงคลื่นตบะของครึ่งเทพขั้นสมบูรณ์แบบจากตัวของบุปผาจันทรา ในใจเขาก็ให้อัดอั้นรุนแรงอย่างหาที่สุดไม่ได้
“นี่มันของเล่นอะไรอีกล่ะ…ท่านย่ามันเถอะ ตบะครึ่งเทพขั้นสมบูรณ์แบบ มัน…มันแข็งแกร่งยิ่งกว่าข้าเสียอีก!!”
มีบุปผาจันทรามาช่วย ความเร็วของราชาผียักษ์จึงเพิ่มขึ้นจากเดิม ขณะที่กิ้งก่ากระดูกขาวขยับเข้ามาใกล้ เขากับป๋ายเสี่ยวฉุนก็ได้เหยียบเข้าไปในขอบเขตของมหาสมุทรหย่งเหิงแล้ว และยังไม่หยุดชะงัก ยังคงร่ายความเร็วสุดกำลังเผ่นหนีไปราวสายฟ้าแลบ
ทว่าขณะที่คนทั้งสองกำลังถอยกรูดออกห่างนั้นเอง ตรงตำแหน่งดวงตาทั้งสองข้างบนหัวกะโหลกของกิ้งก่ากระดูกขาวกลับมีเปลวเพลิงสีดำลุกพรึ่บขึ้นมา เปลี่ยนให้กิ้งก่ากระดูกขาวตัวนี้เหมือนมีชีวิต และภายใต้การทำมุทราควบคุมจากมารดาผีที่ยืนอยู่ในเรือเหนือศีรษะของมัน มันก็อ้าปากกว้างแล้วแผดเสียงคำรามเข้าใส่ตำแหน่งที่ป๋ายเสี่ยวฉุนอยู่
และที่คาดไม่ถึงก็คือ ตามหลังเสียงคำรามนี้กลับเป็นเปลวเพลิงสีดำผืนหนึ่งที่ยิงสาดออกมาจากในปากของมัน ครั้นจึงก่อตัวมาเป็นทะเลเพลิงโชติช่วงที่ตรงเข้าหาป๋ายเสี่ยวฉุน!
อุณหภูมิของทะเลเพลิงผืนนี้ร้อนสูงเกินไป ผ่านที่ใดความว่างเปล่าก็ถูกเผาไหม้ ราวกับว่าทุกสรรพสิ่งที่ดำรงอยู่ใต้ทะเลเพลิงนี้จะต้องแตกสลายหลอมละลาย!
แม้แต่ฟ้าดินแถบนี้ก็ยังมีคลื่นความร้อนแผ่กระจายไปสี่ทิศ
ดวงตาป๋ายเสี่ยวฉุนเปล่งแสงวาบ เมื่อเห็นว่าทะเลเพลิงกระโจนเข้ามาปะทะใบหน้า สัมผัสได้ถึงพลังน่ากลัวที่แฝงเร้นอยู่ภายใน เขาก็ยกมือขวาขึ้นฉับไวไม่มีลังเล ครั้นจึงกำหมัดแล้วต่อยโครมเข้าใส่ทะเลเพลิงที่พุ่งมาใกล้!
พลังกล้ามเนื้อระเบิดเทียมฟ้า หนึ่งหมัดกระแทกลงก่อให้เกิดลมพายุหมุนคว้างซัดเป็นทอดๆ ท่ามกลางเสียงครืนครั่นดังสนั่นหวั่นไหว ลมพายุบ้าระห่ำก็พลันพุ่งปะทะกับทะเลเพลิง
เสียงตูมดังกัมปนาทสะเทือนจนแก้วหูแทบดับ ทะเลเพลิงมืดฟ้ามัวดินที่แผ่มาเหมือนถูกลมพายุบีบคอเอาไว้จึงถูกสกัดให้หยุดกึกกลางทาง!
แต่ไม่นาน มารดาผีก็แค่นเสียงเย็นหนึ่งครั้ง ก่อนที่เสียงคำรามของกิ้งก่ากระดูกขาวซึ่งทำให้นภากาศเปลี่ยนสีจะดังขึ้นพร้อมกับพ่นทะเลเพลิงออกมาอีกครั้ง คราวนี้ทะเลเพลิงใหญ่โตมโหฬารกว่าเก่าหลายเท่าตัว และเมื่อมันขยายลามออกมาก็ทำให้พายุจากหมัดของป๋ายเสี่ยวฉุนพังทลายลงทันควัน ทะเลเพลิงน่าครั่นคร้ามผืนนั้นเหมือนสามารถกลืนกินทุกสรรพสิ่ง ซึ่งพอมันก่อตัวกันขึ้นเป็นใบหน้าผีเปลวเพลิงขนาดใหญ่ยักษ์อยู่กลางอากาศ ใบหน้าผีดุร้ายที่ส่ายสะบัดก็พลันอ้าปากกว้างมาเขมือบป๋ายเสี่ยวฉุน
และเวลานี้เอง บนร่างของนักพรตครึ่งเทพเจ็ดแปดคนที่บินออกมาจากเรือรบกระดูกขาวก็มีควันดำล้อมวนคล้ายได้รับการปลุกเสกพลังจากเรือกระดูกขาว ความเร็วจึงเพิ่มขึ้นพรวดพราดในเสี้ยววินาทีจนเป็นเหมือนดาวตกเจ็ดดวงที่แล่นฉิวเข้ามา พริบตาเดียวก็ดึงระยะทางขยับเข้ามาใกล้ป๋ายเสี่ยวฉุนสองคนอีกหลายส่วน
อีกทั้งสามคนในนั้นยังทำมุทราขณะที่ห้อทะยาน ความว่างเปล่าด้านหลังของพวกเขาจึงมีนกเพลิงขนาดใหญ่ยักษ์ที่สยายปีกกว้างสามตัวจำแลงขึ้นมาแล้วหวีดร้องคำราม เมื่อผสานพลังรวมกับครึ่งเทพทั้งสามก็ทำให้ความเร็วของพวกเขายิ่งเพิ่มมากขึ้น ห้อทะยานเพียงครู่เดียวก็มาโผล่พรวดอยู่ข้างกายราชาผียักษ์ แต่ละคนสีหน้าดุร้าย ซ้ำยังลงมือทันทีไม่มีรั้งรอ
ราชาผียักษ์สีหน้าไม่น่ามอง ขณะที่ถอยกรูดก็โบกมือเป็นวงกว้าง ซัดหมอกผีผุดพุ่งโต้คืนกลับไป ขณะเดียวกันบุปผาจันทราที่ห้อมล้อมอยู่รอบกายเขาก็พลันผลิบาน คลื่นครึ่งเทพขั้นสมบูรณ์แบบแผ่กระจายออกมาอย่างไม่มีกั๊ก ลงมือต้านศัตรูร่วมกัน
ศึกใหญ่ระเบิดปะทุอยู่บนมหาสมุทรหย่งเหิงทันที!
ลมหายใจของป๋ายเสี่ยวฉุนหนักแน่น เมื่อเห็นว่าใบหน้าผีเปลวเพลิงขนาดมหึมาพุ่งเข้ามากลืนกิน พลังอมตะในร่างก็พลันจำแลงมาเป็นบรรพจารย์อวิ๋นเหลยแปรเปลี่ยน พริบตาเดียว เมื่อเสียงคำรามของป๋ายเสี่ยวฉุนก้องกังวานไปแปดทิศ ร่างของเขาก็ขยายใหญ่จนกระทั่งมีขนาดหนึ่งร้อยกว่าจั้ง คล้ายบรรพชนแห่งมวลมนุษยชาติเยื้องกรายลงมาเอง บรรพบุรุษขุยหวนคืน พลังอำนาจทั่วร่างสะท้านฟ้า เพียงก้าวขาร่างก็ดีดผลุงขึ้นสูงพร้อมมือทั้งสองข้างที่ชูขึ้นเหนือศีรษะแล้วกุมประสานกัน ก่อนจะเหวี่ยงแขนกระแทกลงไปบนใบหน้าผีเปลวเพลิงอย่างแรง
พลังมหาศาลขุมหนึ่งระเบิดออกมาจากร่างของป๋ายเสี่ยวฉุน ใบหน้าผีเปลวเพลิงกรีดเสียงโหยหวน แต่กลับช่วยอะไรไม่ได้ เมื่อมิอาจต้านทาน ร่างจึงแหลกสลายไปท่ามกลางเสียงกึกก้อง กลายมาเป็นสะเก็ดไฟสีดำจำนวนนับไม่ถ้วนที่ร่วงกราวลงบนมหาสมุทรหย่งเหิง
“ไม่เสียแรงที่เป็นคนที่คนเฝ้าสุสานเลือก สามารถเอาชนะว่าที่เทียนจุนอย่างนักพรตทงเทียนผู้นั้นได้ ท่าไม้ตายของป๋ายเสี่ยวฉุนคนนี้ต้องมีไม่น้อยแน่!”
มารดาผีที่ยืนอยู่บนเรือกระดูกมองป๋ายเสี่ยวฉุนด้วยสายตาเย็นชา นางไม่ได้บุ่มบ่ามบินออกไปประมือกับอีกฝ่าย
นั่นเป็นเพราะเกินครึ่งปีมานี้ นางเองก็ได้เบาะแสเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ รวมไปถึงศึกไร้เทียมทานระหว่างป๋ายเสี่ยวฉุนกับนักพรตทงเทียนมาจากนักพรตโลกทงเทียนหลายคน นั่นจึงยิ่งทำให้นางระมัดระวังตัวมากกว่าเดิม
แต่นางก็มีความมั่นใจมากพอ เพราะหากดูจากตบะแล้ว ตนคือเทียนจุนช่วงต้นที่แท้จริง ซึ่งเหนือกว่าป๋ายเสี่ยวฉุน ขณะเดียวกันตนก็ระวังตัวเป็นพิเศษ อาศัยกิ้งก่ากระดูกขาวที่ถือว่าเป็นสมบัติล้ำค่าราชวงศ์จักรพรรดิแสซึ่งเทียนจุนคนอื่นๆ ต่างก็อิจฉาที่นางได้ครอบครอง เท่านี้ก็มากพอที่จะให้นางสังหารป๋ายเสี่ยวฉุน
ยามนี้ขณะที่ยิ้มหยัน มารดาแห่งผีก็ทำมุทราอีกครั้ง ทันใดนั้นดวงตาของกิ้งก่ากระดูกขาวพลันเป็นประกาย อ้าปากพ่นทะเลเพลิงออกไปอีกคำรบ ขณะเดียวกันเรือรบกระดูกขาวที่อยู่เหนือศีรษะของมันก็มีแสงสีดำไหลวน ก่อนจะสาดยิงเสาลำแสงขนาดใหญ่ที่หนาถึงสามจั้งและเต็มไปด้วยพลังอันเกรียงไกรออกมา
ลำแสงนี้บุกทะยานราวผ่าลำไม้ไผ่ ลอดทะลวงผ่านทะเลเพลิงคล้ายจะกวาดทำลายทุกชีวิต ตรงดิ่งเข้าหาป๋ายเสี่ยวฉุน!
ยังไม่สิ้นสุด มารดาผียกมือซ้ายขึ้นทำมุทราติดต่อกัน ทันใดนั้นบนมือขวาก็มีอักขระเปล่งประกายแสงระยิบระยับ ธงใบหน้าผีสองผืนที่อยู่บนเรือรบส่ายสะบัดพร้อมเพรียง จากนั้นใบหน้าผีที่อยู่ด้านบนก็พุ่งออกมาอย่างดุดัน พวกมันพกพาเอาความน่าสะพรึงกลัว พกพาเอาความบ้าคลั่งพุ่งเข้าใส่ป๋ายเสี่ยวฉุนพร้อมทะเลเพลิง
สีหน้าป๋ายเสี่ยวฉุนมืดดำทันใด มารดาผีคนเดียวก็ทำให้เขารู้สึกรับมือได้ยากอยู่แล้ว ตอนนี้ยังมามีกิ้งก่ากระดูกขาว ซึ่งเปลวเพลิงที่มันพ่นออกมาก็ไม่ธรรมดา ด้านในแฝงเร้นพิษแห่งการทำลายล้าง เพียงแค่พ่นออกมาสองสามครั้งก็ทำให้ความว่างเปล่ารอบด้านอบอวลไปด้วยไอพิษที่มองไม่เห็นแล้ว
แม้ว่าพลังการฟื้นตัวของตนจะน่าตะลึง ทว่าเมื่อถูกไอพิษที่มองไม่เห็นรุกรานอย่างต่อเนื่องก็ทำให้ป๋ายเสี่ยวฉุนขมวดคิ้วได้เหมือนกัน
นั่นก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึงลำแสงสีดำที่สาดยิงเข้ามา ป๋ายเสี่ยวฉุนตระหนักได้อย่างชัดเจนว่า ต่อให้เป็นตน หากปะทะกับลำแสงนี้ซึ่งๆ หน้าก็ต้องได้รับบาดเจ็บ ซ้ำเมื่อมีควันพิษพวกนั้นมาช่วยเสริม การฟื้นตัวของเขาย่อมต้องช้าลงแน่นอน
นอกจากนี้แล้ว ใบหน้าผีทั้งสองก็ยิ่งทำให้ป๋ายเสี่ยวฉุนเคร่งเครียด ต่อให้พวกมันจะเทียบใบหน้าผีหัวเราะร้องไห้ไม่ได้ แต่ปราณขอบเขตว่าที่เทียนจุนกลับแข็งแกร่งเกินจะเปรียบ ซ้ำยังมีสติปัญญาเป็นของตัวเอง รับมือได้ยากยิ่ง
“มารดาผีผู้นี้น่าจะรู้เรื่องศึกของข้ากับนักพรตทงเทียนในโลกทงเทียน ใจจึงมีการระแวดระวัง คิดจะบีบให้ข้าเผยท่าไม้ตายทั้งหมดออกมา…”
“ที่นี่คือชายแดนของราชวงศ์จักรพรรดิแส จะมัวถ่วงเวลาล่าช้าไม่ได้…”
ป๋ายเสี่ยวฉุนกัดฟัน วินาทีที่ลำแสงสีดำและทะเลเพลิง รวมไปถึงใบหน้าผีทั้งสองเข้ามาใกล้ มือขวาของเขาพลันยกขึ้นกำเป็นหมัด พริบตาเดียวนอกหมัดก็มีน้ำวนสีดำปรากฏ
ท่ามกลางเสียงครืนครั่น ด้านหลังของเขามีเงาร่างจักรพรรดิเงาหนึ่งจำแลงขึ้นมา จากนั้นพลังของความเผด็จการเกินจะเปรียบก็พวยพุ่งจากร่างของป๋ายเสี่ยวฉุนทะยานเทียมฟ้า!
“ยังไม่เคยต่อสู้กับเทียนจุนที่แท้จริงมาก่อน งั้นก็มาดูกันว่าระหว่างข้ากับมหายาน จะมีความแตกต่างมากน้อยแค่ไหนกันแน่!” ดวงตาป๋ายเสี่ยวฉุนพลันมีเส้นเลือดฝอยลอยเด่น ปราณทั่วร่างของเขาก็ยิ่งถูกน้ำวนเหนือหมัดขวาดูดรวบเอาไปหมด ก่อนที่คลื่นน่ากลัวขุมหนึ่งจะระเบิดตูมออกมาจากในน้ำวนมือขวา!