Skip to content

A Will Eternal 1051

บทที่ 1051 ความคิด

เมื่อได้ยินว่าจางต้าพั่งที่อยู่ในราชวงศ์จักรพรรดิแสเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงานได้ถึงขนาดนี้ ป๋ายเสี่ยวฉุนก็ถึงกับปากอ้าตาค้าง ราชาผียักษ์ที่อยู่ข้างๆ ซึ่งแม้จะไม่เคยได้ยินชื่อ จางต้าพั่งมาก่อน ทว่าตอนนี้เขาก็ยังตื่นตะลึงไปเช่นกัน

“นึกไม่ถึงเลยว่าจางต้าพั่งผู้นี้จะมากความสามารถ จนถึงขั้นหยัดยืนอยู่ในราชวงศ์จักรพรรดิแสได้อย่างมั่นคง ทั้งๆ ที่ตัวคนเดียว! ดูท่าเมื่อตั้งชื่อดี ชะตาชีวิตก็จะดีตามไปด้วยจริงๆ!”

ราชาผียักษ์สูดลมหายใจเข้าลึก รู้สึกเพียงว่าไม่ว่าอย่างไร อักษรคําว่าต้าของ ชื่อจางต้าพั่ง (ต้าแปลว่าใหญ่) ก็ดีกว่าอักษรคําว่าเสี่ยวเป็นไหนๆ (เสี่ยวแปลว่าเล็ก) นั่น ทําให้เขารู้สึกสะท้อนใจกับชายผู้มากพรสวรรค์คนนี้ ขณะเดียวกันในใจก็ให้เสียดาย ที่ทําไมตอนอยู่แดนทุรกันดารตนถึงได้ไม่รู้จักจางตาพัง

“เอ่อ…เทียนจุนกงซุน จางต้าพั่ง ผู้นี้มีคู่บําเพ็ญตนหรือยัง?” ไม่รู้ว่าราชาผียักษ์คิดอะไรอยู่ ถึงได้เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น

พอเขาถามแบบนี้ ป้ายเสี่ยวฉุนก็ไม่พอใจขึ้นมาทันที

เขาหันไปถลึงตาใส่ราชาผียักษ์ ครุ่นคิดว่าสงสัยราชาผียักษ์นี่คงชอบเป็นพ่อสื่อให้คนอื่นนัก ปีนั้นก็ประเคนลูกสาวมาให้ตน ตอนนี้ยังมาสืบความเรื่องของจางตาพั่งอีก หรือว่าไอ้หมอนี่ยังมีลูกนอกสมรสอยู่อีกคน?

ป้ายเสี่ยวฉุนกวาดตามองราชาผียักษ์อย่างกังขา สายตานี้ของเขาทําเอาราชาผียักษ์รู้สึกร้อนตัว เลยหัวเราะแห้งๆ สองสามที เพราะเป็นอย่างที่ป้ายเสี่ยวฉุนคาดเดาเอาไว้จริงๆ แม้ว่าเขาจะไม่มีลูกสาวนอกสมรส แต่กลับชื่นชอบเรื่องที่ให้ผู้แข็งแกร่งคนหนึ่งอาศัยความ สัมพันธ์ทางการแต่งงาน มาคว้าอนาคตที่มั่นคงมากเป็นพิเศษ

เมื่อครู่นี้ในใจก็กําลังใคร่ครวญว่าควรจะรับลูกสาวบุญธรรมสักคนแล้วแนะนําให้มาเป็นคู่บําเพ็ญตนกับจางต้าพั่งดีหรือไม่ แบบนี้ตนจะได้มีลูกเขยเพิ่มขึ้นมาอีกคนหนึ่ง…และนับแต่นี้ไป พอลูกเขยช่วงชิงแผ่นดิน ลูกสาวกําราบ ลูกเขยตนที่เป็นพ่อตาก็จะได้ไร้ศัตรู

ป้ายเสียวฉุนพอจะมองความคิดไร้ยางอายของราชาผียักษ์ออกอยู่บ้าง

ในใจก็ให้สะท้อนใจ นั่นเพราะถึงแม้ว่าตอนที่ฟังประสบการณ์ของจางต้าพั่งจากปากของกงซุนหว่านเอ๋อร์ จะเป็นเพียงประโยคง่ายๆ แค่ไม่กี่คํา แต่ก็พอจะจินตนาการได้ว่าขั้นตอนระหว่างนี้ ย่อมต้องเต็มไปด้วยความอันตรายอย่างแน่นอน

เพราะอย่างไรซะ สําหรับจางต้าพั่งในเวลานั้น การที่มายังโลกใบหนึ่งที่ไม่คุ้นเคย อยู่ไกล ห่างจากบ้านเกิด ตบะเป็นเพียงแค่ก่อกําเนิด เขาที่สามารถก้าวเดินอย่างมั่นคงมาทีละก้าวทั้งยังถึงขั้นมีตําแหน่งในราชวงศ์จักรพรรดิแสอย่างทุกวันนี้ แม้จะอาศัยการหลอมพลังจิต ทว่าขณะเดียวกันความสําเร็จนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่นักพรตทุกคนซึ่งสามารถหลอมพลังจิตจะทําได้

ยังมีโหวเสี่ยวเม่ยอีกคนที่ในที่สุดป่ายเสี่ยวฉุนใจก็วางใจลงได้ แม้ว่าตอนนี้ความสัมพันธ์ ระหว่างเขากับกงซุนหว่านเอ่อร์จะพูดไม่ได้ว่าเป็นเพื่อนกัน แต่ก็ถือว่าเป็นพันธมิตร ซึ่งเขาเองก็มองออกว่ากงซุนหว่านเอ๋อร์ไม่ได้ปิดบังเรื่องอะไร นี่จึงทําให้เขาโล่งอก ขณะเดียวกันก็รู้สึกดีใจแทนโหวเสี่ยวเม่ยด้วย

เพราะอย่างไรซะบนแผ่นดินหย่งเหิงที่เต็มไปด้วยภยันอันตรายรอบด้านนี้ นับตั้งแต่ที่โหวเสี่ยวเม่ยมาถึง นางก็ปลอดภัยมาโดยตลอด ทั้งยังมีทรัพยากรมากพอให้ใช้ฝึกตน ไม่ว่าจะเป็นมารดาผีในตอนนั้นหรือกงซุนหว่านเอ๋อร์ในตอนนี้ ต่อให้คนทั้งสองจะมีเหตุผลต่างกัน ทว่าพวกนางต่างก็ให้การดูแลโหวเสี่ยวเม่ยเป็นพิเศษไม่แพ้กัน

พอสงบใจลงได้แล้ว ป๋ายเสี่ยวฉุนก็มองชั้นเมฆที่เรือรบทะยานผ่าน ครั้นจึงถามถึงเรื่องที่ เขาให้ความสําคัญมากที่สุดรองจากเรื่องญาติและมิตรที่มาจากโลกทงเทียน

“หว่านเอ๋อร์ ในฐานะที่เจ้าเป็นเทียนจุน ถ้าอย่างนั้น..ต้องทําอย่างไรถึงจะกลายเป็นเทียนจุนได้?” ป๋ายเสี่ยวฉุนมองไปยังกงซุนหว่านเอ๋อร์ ตอนนี้มองดูเหมือนตบะของเขาคือว่าที่ เทียนจุน ทว่าอันที่จริงกลับยังไม่ใช่เต็มที่นัก

แม้ว่าบทมิวางวายจะฝึกได้ถึงขั้นสมบูรณ์แบบ แต่บทอมตะกลับยังไม่ถึงขั้นนั้น เป็นเหตุให้ ตอนนี้ตบะของเขายังอยู่ในขอบเขตของครึ่งเทพ หากจะให้แบ่งขอบเขตอย่างชัดเจน ตัวเขาเองก็ยังสับสนอยู่เหมือนกัน

แม้เขาจะรู้ว่าเมื่อบทมิวางวายและบทอมตะฝึกได้ถึงขั้นสมบูรณ์แบบแล้ว ก็เหมือนจะสามารถเลื่อนขั้นเป็นเทียนจุนได้โดยตรง แต่ขั้นตอนที่แน่นอน รวมไปถึงจุดที่จําเป็นต้องระวังกลับยังเป็นเรื่องที่เขามิอาจเข้าใจได้

และในฐานะที่กงซุนหว่านเอ๋อร์คือเทียนจุนช่วงต้น คําแนะนําของนางจึงมีความหมายต่อป๋ายเสี่ยวฉุนอย่างมาก ราชาผียักษ์ที่อยู่ข้างกันก็ทําหูตั้งรอฟัง เขาเป็นครึ่งเทพมานานปีแล้ว แต่ความรู้ที่เขามีต่อเรื่องนี้กลับไม่ได้มากไปกว่าป๋ายเสี่ยวฉุนสักเท่าไหร่ จึงพยายามตั้งใจรับฟัง

กงซุนหว่านเอ๋อร์คลี่ยิ้ม ยกมือขึ้นทัดเส้นผมที่ถูกลมพัดจนปลิวไว้ที่ใบหู นางที่เดิมที ก็เป็นโฉมสะคราญคนหนึ่ง พอทําท่าทางเช่นนี้ก็ยิ่งเผยเสน่ห์น่ามอง แม้แต่ริ้วคลื่นที่แผ่ผ่านดวงตาคู่งาม ยามเส้นผมปลิวปราย ก็ยังทําให้คนมองอดรู้สึกคันยิบๆ ในหัวใจไม่ได้

ราชาผียักษ์รู้สึกปากคอแห้งผากเล็กน้อย เขาเป็นคนมักมากในกามอยู่แล้ว พอเห็นสาวงาม ดวงตาจึงเป็นประกายทันที

ส่วนป๋ายเสี่ยวฉุนก็ใจเต้นรัวเร็วไม่ต่างกัน แต่พอนึกถึงเรื่องราวในอดีตของกงซุนหว่านเอ๋อร์ เขาก็พลันเกิดความระแวง กู่ร้องในใจว่านางมารร้าย

ขณะเดียวกันก็รู้สึกว่าตอนนี้ตัวตนของตนเปลี่ยนไปจากเดิมแล้ว โดยเฉพาะในด้านวิชาอภินิหารอย่างการแข่งขันทางสายตา ที่ป่ายเสี่ยวฉันจะไม่มีทางยอมอ่อนข้อให้เพียงเพราะอีกฝ่ายคือผู้หญิงเด็ดขาด

ดังนั้นจึงถลึงตากลับไปอย่างดุดัน อีกทั้งเพื่อให้ตัวเองน่าเกรงขาม หลังจากคิดดูแล้วป๋ายเสี่ยวฉุนที่กลอกตาหนึ่งครั้ง ก็มองประเมินกงซุนหว่านเอ๋อร์ตั้งแต่หัวจรดเท้า

ไม่คิดจะสนใจสายตาของคนสองคนที่อยู่ข้างหน้าและข้างหลัง เรือนกายอรชรของกงซุนหว่านเอ๋อร์สั่นสะท้านน้อยๆ ทว่าแก้มทั้งสองข้างกลับแดง ดูน่าหลงใหล

“พี่ชาย เจ้าอย่ามองคนอื่นเค้าแบบนี้สิ หากเจ้าอยากจะมองจริงๆ พวกเราเข้าไปข้างในห้องกัน แล้วเค้าจะให้เจ้ามอง ดีไหม

พอจบคําพูดของนาง ร่างของราชาผียักษ์ก็พลันสั่นรัว กลืนน้ำลายจนลูกกระเดือกวิ่งขึ้นวิ่งลง ป๋ายเสี่ยวฉุนเองก็เบิกตากว้าง ก้าวถอยไปข้างหลังโดยไม่รู้ตัว

“ยังดีที่ตบะของข้าแกร่งกล้า ซ่งจินหว่านก็ดี สตรีธุลีแดงก็ช่าง แม้ว่าระดับความยั่วยวนจะสู้กงซุนหว่านเอ๋อร์ผู้นี้ไม่ได้ แต่ข้าก็มีพลังให้ต้านทาน ทั้งยังมีกระบี่สมบัติเล่มใหญ่!?

ป๋ายเสี่ยวฉุนกวาดตามองราชาผียักษ์อย่างดูแคลน ก่อนจะกระแอมเบาๆ หนึ่งที ยกมือขวาขึ้น ตบถุงเก็บของเรียกกระบี่ใหญ่โลกสายเหนือออกมา

เมื่อแสงสีฟ้าเปล่งวาบหนึ่งครั้ง มันก็มาโผล่อยู่ในมือของป๋ายเสี่ยวฉุน แล้วถือกระบี่ใหญ่ไว้ในมือ ป๋ายเสี่ยวฉุนควงกระบี่เบาๆ หนึ่งที ก่อนจะหันไปมองกงซุนหว่านเอ๋อร์อีกครั้ง

“เมื่อครู่เจ้าพูดถึงไหนแล้วนะ? เจ้าจะให้ข้ามองอะไรนะ?”

ราชาผียักษ์รู้สึกกระอักกระอ่วนจนทําหน้าไม่ถูก หันไปมองป๋ายเสี่ยวฉุน เขาก็พลันรู้สึกนับถืออีกฝ่ายยิ่งนัก ในขณะที่ถูกหญิงงามออดอ้อน อีกฝ่ายกลับหยิบกระบี่ใหญ่ออกมาขู่อ้อมๆ ได้ นี่ทําให้ราชาผียักษ์ปลาบปลื้มใจอย่างยิ่ง

กงซุนหว่านเอ๋อร์มองกระบี่ใหญ่ในมือของป๋ายเสี่ยวฉุนด้วยความกริ่งเกรง นัยน์ตาฉายความไม่พอใจเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็เอ่ยเบาๆ

“ระบบการฝึกตนของแผ่นดินหย่งเหิงก็เหมือนกับโลกทงเทียนของพวกเจ้า ต่างก็แบ่ง ระดับหลังก่อกําเนิดเป็นคนฟ้า ครึ่งเทพ เทียนจุน”

“ทว่าสิ่งที่แตกต่างก็คือความเข้าใจที่มีต่อพลังบนแผ่นดินหย่งเหิง ต้นกําเนิดของพลังทั้งหมดล้วนหนีไม่พ้นคําว่าความคิด!

“คนฟ้าคือการผสานรวมเจตจํานงของตนเข้าไปในเจตจํานงของฟ้าเพื่อยืมใช้พลังของฟ้า ดิน ขณะเดียวกันก็เป็นขั้นตอนในการปลุกพลังความคิดของตนให้ฟื้นตื่นขึ้นมา ส่วนครึ่งเทพก็จะเหนือขึ้นไปอีกขั้น นั่นคือเอาปณิธานของตนตั้งไว้เหนือปณิธานแห่งฟ้า ไม่ใช่การยืมใช้ แต่เป็นการดึงเอามาโดยตรง ขณะเดียวกันก็เป็นขั้นตอนที่เอาพลังความคิดของตน ซึ่งฟื้นตื่นแล้ว มาฝังไว้ในใจเพื่อสร้างรากแห่งความคิดขึ้นมา!”

“ส่วนเทียนจุน..เมื่อตบะของครึ่งเทพถูกฝ่าทะลุ ชั่วขณะที่เหยียบย่างสู่ขอบเขตมหายาน เมื่อรากของความคิดหยั่งลึกลงไปในใจก็จะสามารถสร้างเมล็ดพันธุ์แห่งเต๋าได้?”

“เมล็ดพันธุ์แห่งเต๋านี้จะแตกหน่อท่ามกลางการฝึกตนอย่างต่อเนื่อง เมื่อผสานรวมไปทั่วร่างและสุดท้ายเมื่อมีการฝ่าทะลุ ก็จะกลายมาเป็นความคิดแห่งเต๋าอันไร้ที่สิ้นสุดเหมือนดอกไม้ที่ผลิบาน!”

“เมื่อถึงเวลานั้นก็สามารถฝ่าทะลุขอบเขตเทียนจุน กลายมาเป็นจักรพรรดิบุพกาลคนที่ สามของโลกใบนี้!”

“น่าเสียดายที่ก้าวนี้ยากเย็นแสนเข็ญนัก มาจนถึงวันนี้ก็มีแค่จักรพรรดิสองคนเท่านั้น ที่เป็นผู้แข็งแกร่งขอบเขตบุพกาล ซึ่งสามารถสร้างความคิดแห่งเต๋าของตัวเองขึ้นมาได้สําเร็จ!”

กงซุนหว่านเอ๋อร์พูดเบาๆ เสียงของนางก้องแผ่วไปรอบด้าน เมื่อดังเข้าหูของป๋ายเสี่ยวฉุนก็ ทําให้เขาใจสั่น ราชาผียักษ์ที่อยู่ข้างกันก็เริ่มหอบหายใจถี่รัว

“พลังความคิด รากความคิด เมล็ดพันธุ์แห่งเต๋า ความคิดแห่งเต๋า!”

ป๋ายเสี่ยวฉุนพึมพํา

“ทุกสรรพชีวิตล้วนมีพลังแห่งความคิด มันคือรากฐานของทุกสิ่งอย่าง เปลี่ยนแปลงได้นับ ร้อยนับพัน ครอบคลุมฟ้าดิน ครอบคลุมโลกทั้งใบ และยิ่งครอบคลุมสรรพชีวิต! ต้นไม้ทุกต้น ใบหญ้าทุกใบก็ล้วนเป็นเช่นนี้ โลกใบหนึ่งเป็นดั่งภูเขาลูกใหญ่ที่สามารถควบคุม และบดขยี้ได้อย่างอยู่หมัดนับแต่บนยันล่าง ส่วนจากล่างขึ้นบน ท่ามกลางการฝึกตนไปทีละก้าวของสรรพชีวิต ท่ามกลางการไต่ทะยานขึ้นสูงอย่างต่อเนื่อง ก็เป็นการทําให้พลังความคิดของตนกลายมาเป็นรากที่ฝังลงลึกสู่มหาสมุทรจิตวิญญาณ สุดท้ายก่อตัวขึ้นเป็นเมล็ดพันธุ์แห่งเต๋า และเติบโตงอกงามออกมาเป็นความคิดแห่งเต๋า!”

“สาเหตุที่เวทคาถาแห่งเต๋า อันเป็นวิชาอภินิหารที่เทียนจุนร่ายออกมา ไม่ถูกจํากัดอยู่ที่แค่ตัวเอง ไม่ถูกจํากัดอยู่ที่แค่ฟ้าดิน แต่สามารถเอาทุกอย่างบนโลกมาเป็นเวทคาถาของตัวเองได้ ก็เพราะการดํารงอยู่ของเมล็ดพันธุ์แห่งเต๋านี้!”

“เมื่อเมล็ดพันธุ์แห่งเต๋าปรากฏ ก็เท่ากับได้เป็นทวยเทพสูงศักดิ์ที่แท้จริง เหนือกว่าฟ้าดิน ดังนั้นถึงได้เรียกตัวเองว่าเทียนจุน!” เสียงของกงซุนหว่านเอ๋อร์ ราวกับอสนีบาตที่ดังอื้ออึง อยู่ในสมองของป๋ายเสี่ยวฉุน ทําให้ในที่สุดเขาก็มีความรู้ความเข้าใจที่ชัดเจนต่อขอบเขต เทียนจุน

“สําหรับพลังแห่งความคิดอันเป็นพื้นฐานที่สุดซึ่งทุกชีวิตต้องมีนี้ นับแต่โบราณมาก็มีคํา อธิบายที่แตกต่างกันออกไป คนส่วนใหญ่คิดว่าพลังแห่งความคิด สามารถเรียกอีกอย่างหนึ่งได้ว่า ศรัทธาอย่างวิชาแห่งเต๋าที่มารดาผีร่างจริงของข้าร่ายออกมาก่อนหน้านี้ก็คือ การรวมพลังแห่งศรัทธาของทุกชีวิตในราชวงศ์จักรพรรดิแส!

และนี้ก็คือรากฐานในการดํารงอยู่ของราชวงศ์ หลักการแบบเดียวกัน แม้ว่าข้าจะไม่เข้าใจ ขอบเขตบุพกาลทั้งหมด แต่สําหรับขอบเขตบุพกาลแล้ว ยิ่งแผ่นดินที่ครอบครองมีมากเท่าไหร่ ประชาชนก็มากเท่านั้น และพลังของคนคนนั้นก็จะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นตามไปด้วย!”

“นอกจากนี้เมล็ดพันธุ์แห่งเต๋าก็ยิ่งเป็นสิ่งที่ล้ำค่ายิ่งกว่าวิญญาณเทพ สําหรับนักพรตที่อยู่ในขอบเขตเทียนจุน สามารถพูดได้ว่ามันคือรากฐานทั้งหมดของคนคนหนึ่ง แล้วก็เพราะว่ามีเมล็ดพันธุ์แห่งเต๋านี้ ดังนั้นหลังจากที่พวกเขาตายไปถึงได้ถูกผู้แข็งแกร่ง ขอบเขตบุพกาลชุบชีวิตให้ฟื้นคืนชีพกลับมาได้?”

กงซุนหว่านเอ๋อร์สูดลมหายใจเข้าลึก ทว่าคําพูดของนางกลับทําให้ป๋ายเสี่ยวฉุนและราชาผียักษ์หน้าเปลี่ยนสีทันใด

“ฟื้นคืนชีพ?” ราชาผียักษ์ถามทันที

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version