บทที่ 1050 พ่อบ้าของเจ้าคนนั้น…
เมื่อเรื่องนี้แพร่สะพัดออกไป เนื่องจากน่าตะลึงเกินไป เนื่องจากครึกโครมเกินไป ไม่ว่าจะ เป็นราชวงศ์จักรพรรดิแสหรือราชวงศ์จักรพรรดิเพิ่ง ทุกคนที่รู้เรื่องนี้ต่างก็ระงับความสะท้านสะเทือนในหัวใจเอาไว้ไม่อยู่ นั่นจึงทําให้เรื่องนี้ถูกแพร่ขยายไปเร็วมากขึ้น เวลา สั้นๆ เพียงไม่กี่วันก็แพร่ไปทั่วโลกทั้งใบราวกับพายุลูกใหญ่ที่พัดกระหน่า
และก็ด้วยเหตุนี้ เรื่องนี้จึงดังไปเข้าหูคนของโลกทงเทียนที่กระจายตัวกันอยู่บนแผ่นดินใหญ่แห่งนี้ ทําให้ทุกคนที่ได้ยินต่างก็เบิกตากว้าง ลมหายใจถี่กระชั้น ขณะเดียวกันหัวใจก็สั่นระรัว บัดนี้ดวงตาของพวกเขาเริ่มบังเกิดไฟแห่งความหวังขึ้นมาเสี้ยวหนึ่ง หลังจากจมอยู่กับความขมขื่นมานาน!
“ป๋ายเสี่ยวฉุน!” ในราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่ง กลางนครขนาดมหึมาแห่งหนึ่งมีผู้เฒ่าคนหนึ่งที่ สวมชุดคลุมยาวธรรมดานั่งอยู่ในหอสุรา พอได้ยินคนรอบด้านพากันวิพากษ์วิจารณ์ถึงเรื่อง ที่เทียนจุนของราชวงศ์จักรพรรดิแสถูกจับตัว ผู้เฒ่าคนนี้มองดูเหมือนมีสีหน้าปกติ ทว่าความตื่นเต้นในใจกลับเอ่อท้นเทียมฟ้า
ลมหายใจของเขาถี่กระชั้นน้อยๆ ประกายคมกริบในดวงตาทําให้เขาจําต้องก้มหน้า เพื่อซุกซ่อนมันไว้ ก่อนจะยกกาเหล้าตรงหน้าขึ้นมาดื่มอึกใหญ่ ท่ามกลางเสียงหัวเราะที่ดังก้องในใจไร้ที่สิ้นสุด
“ไม่เสียแรงที่เป็นคนซึ่งปีนั้นข้าผู้อาวุโสให้ความสําคัญ ป๋ายเสี่ยวฉุน ข้าผู้อาวุโสจะรอเจ้า อยู่ในราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่ง!”
ผู้เฒ่าคนนี้ ก็คือต้าเทียนซือแห่ง…นครราชวงศ์จักรพรรดิขุย!
ไม่ว่าจะเป็นตบะครึ่งเทพหรือแผนการ และกลอุบาย ก็ล้วนทําให้เขาอยู่ในราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่งได้อย่างปลอดภัยมากพอจะปิดบังตัวตน และคอยสังเกตการณ์ราชวงศ์แห่งนี้ รวมทั้งโลกใบนี้อย่างไม่เป็นที่จับตามอง
ในพื้นที่แห่งอื่นๆ ของราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่ง คนที่ได้ยินเรื่องนี้และรู้สึกตื่นเต้นเช่นเดียวกับต้าเทียนซือมีอยู่ทั่วทุกหนแห่ง อย่างในกลางจังหวัดหนึ่งของดินแดนเซียนอีกแห่ง โจวอีซิงกําลังพูดคุยอย่างสนุกสนานกับคนอื่น ก่อนจะกุมมือคารวะแล้วจากมา เขาลูบคลําถุงเก็บของของตน ซึ่งด้านในนี้มีหินวิเศษที่เขาได้มาโดยอาศัยการหลอมพลังจิต
จะอย่างไรซะเขาก็ไม่ใช่ต้าเทียนซือที่แทบจะสามารถปกปิดตัวตนได้อย่างสมบูรณ์แบบ ดังนั้นหลังจากคิดๆ ดูแล้วการมาอยู่ในราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่งที่ภายนอกเล่าลือกันว่ามี คุณธรรมมีเมตตา เขาก็ควรจะทําตัวโอนอ่อนผ่อนตามเพื่อใช้ชีวิตต่อไปก่อน
ทว่าตอนนี้ หินวิเศษในกระเป๋าก็ยังเทียบกับความตื่นเต้นในใจของเขาไม่ได้
“นายท่านช่างเหี้ยมหาญยิ่งนัก ไม่ปรากฏตัวก็ยังพอว่า แต่พอปรากฏตัว…กลับทําเรื่องใหญ่น่าตะลึงได้ถึงขนาดนี้!”
ท่ามกลางความดีใจ ในใจลึกๆ ของโจรอีซิงก็เกิดความคาดหวัง เขาคาดหวังให้ตัวเอง สามารถยืนหยัดได้มั่นคงอยู่ที่นี่ คาดหวังให้ตัวเองมีความรุ่งโรจน์อันเป็นของตนในโลก หย่งเหิงใบนี้
“คนที่นี่ล้วนหลอมพลังจิตไม่เป็น…ข้าต้องการกลายเป็นเทียนซือที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่ว ทั้งนคร และไม่มีใครกล้ามาหาเรื่อง!” โจวอีซิงสูดลมหายใจเข้าลึก ก้าวเท้าออกไปยาวยิ่งกว่าเดิม ราวกับว่าความฝันในใจจะขยับเข้ามาใกล้ตนมากเรื่อยๆ ตามการก้าวเท้านี้
เวลาเดียวกันนั้น ในเขตการปกครองอีกแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างจากจังหวัดซึ่งโจวอีซิงอยู่อาศัย ไปไกลมาก ในที่พักที่หรูหรามากแห่งหนึ่ง เสินซ่วนจื่อ ยืนเอามือไพล่หลังด้วยความ กลัดกลุ้มอยู่ตรงนั้น เขาเงยหน้ามองท้องฟ้าสีหน้ามีความระทมทุกข์อยู่หลายส่วน
“ทําไมชะตาชีวิตของข้า เสินซ่วนจื่อ ถึงได้รันทดขนาดนี้….ตอนอยู่ในแดนทุรกันดารเป็น เช่นนี้ มาอยู่นี่…กลับเป็นแบบเดียวกันอีก!”
“ป๋ายเสี่ยวฉุน ข้าเองก็อยากไปจับตัวเทียนจุนเหมือนเจ้าเช่นกัน ข้าไม่ต้องการดื่มด่ำไปกับลาภยศเงินทองของที่นี่หรอกนะ…”
ขณะที่ เสินซ่วนจื่อกําลังสะท้อนใจ ในห้องที่อยู่ด้านหลังของเขา ก็มีเสียงอ่อนหวานของสตรีผู้หนึ่งดังลอยมา
“เสี่ยวซ่วนซ่วน ยังไม่เข้ามาอีก”
เสินซ่วนจื่อ ถอนหายใจยาวเหยียด เดินเข้าไปในห้องพร้อมความเจ็บปวด แต่อันที่จริงในใจ กลับมีความลําพองใจอยู่ไม่น้อย…
เมื่อเทียบกับคนที่ถูกส่งตัวมายังราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่งแล้ว ยามนี้นักพรตทงเทียนที่อยู่ใน ราชวงศ์จักรพรรดิแส กลับยิ่งฮึกเหิมมากกว่า ในดินแดนเซียนแห่งที่สองของราชวงศ์จักรพรรดิแส กลางหุบเขาแห่งหนึ่ง บุรพาจารย์ธาราเทพกับหลี่ชิงโหวมีท่าทางอ่อนแรง คล้ายบาดเจ็บ ทว่าสีหน้ากลับเปี่ยมไปด้วยความฮึกเหิม
“แน่ใจแล้ว เป็นฝีมือเสี่ยวฉุนจริงๆ เขาจับตัวเทียนจุนมารดาผีของราชวงศ์จักรพรรดิแส ไป!”
หลี่ซิงโหวเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ในดวงตามีความภาคภูมิใจฉายให้เห็นเด่นชัดเป็นพิเศษ
ลมหายใจของบุรพาจารย์ธาราเทพก็ถี่รัวเช่นกัน เขาหัวเราะร่าเสียงดัง หัวเราะไปหัวเราะมา สีหน้าของเขาก็เริ่มมีความหวังปรากฏ
“ชิงโหว เจ้าไปที่ราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่งเถอะ ที่นี่ข้าผู้อาวุโสอยู่คนเดียวก็พอ”
บุรพาจารย์ธาราเทพพูดแล้วก็ไอเสียงดัง พร้อมๆ กับมีเลือดสดไหลซึมตรงมุมปาก
“เสี่ยวฉุนดูแลตัวเองได้ เขาทําเช่นนี้เกรงว่าคงต้องการสร้างความหวังให้กับทุกคน พวกเราเองก็ต้องทําเวลาค้นหาคนอื่นๆ ให้เจอเพิ่มมากขึ้น!” หลี่ชิงโหวส่ายหน้า เพียงแต่ว่า ตอนที่มองไปยังบุรพาจารย์ธาราเทพ สีหน้าเขามีแววเป็นกังวลเล็กน้อย
“มีจางต้าพั่ง เด็กคนนี้ให้การดูแลอย่างลับๆ ข้าผู้อาวุโสไม่เป็นอะไรหรอก ตอนนี้พวกคนของราชวงศ์จักรพรรดิแส ต่างก็ถูกเสี่ยวฉุนดึงดูดไปหมดแล้ว และนี่ก็คือเวลาที่พวกเราควรลงมือได้แล้ว!” บุรพาจารย์ธาราเทพสูดลมหายใจเข้าลึก นัยน์ตาฉายความเด็ดขาด
“ข้าคือบุรพาจารย์ของสํานักสยบธาร ต่อให้มาอยู่ในแผ่นดินหย่งเหิงตัวตนของข้าผู้อาวุโส ก็ยังไม่เปลี่ยน บ้านไม่มีแล้ว แต่สํานัก…ยังคงอยู่! ข้าผู้อาวุโสจะต้องไปตามหาลูกศิษย์ทุกคนที่กระจายตัวกันอยู่ข้างนอกกลับมาด้วยตัวเอง!”
ขณะที่บุรพาจารย์ธาราเทพและหลี่ชิงโหวกําลังฮึกเหิมกันอยู่นั้น ในขอบเขตของราชวงศ์ จักรพรรดิแส กลางป่ารกร้างแห่งหนึ่ง ซ่งเชวีย ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง สีหน้าดุร้าย เขาเพิ่งหักคอนักพรตคนสุดท้ายที่ไล่ฆ่าตนเองจนอีกฝ่ายสิ้นใจตาย
ท่ามกลางเสียงลมหายใจหอบหนัก ซ่งเชวียปาดเลือดสดตรงมุมปากทิ้ง มองซากศพที่นอนเกลื่อนพื้น นัยน์ตาเขาก็เต็มไปด้วยปราณดุร้าย หวนนึกถึงเรื่องที่ตัวเองรู้มาจากปากของคนพวกนี้ก่อนหน้านั้น ในที่สุดมุมปากของเขาก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม ทว่าส่วนลึกของรอยยิ้มนี้กลับแฝงแววดื้อรั้นอย่างคนไม่ยอมแพ้
“ไม่ว่าเจ้าป๋ายเสี่ยวฉุนผู้นี้ไปอยู่ที่ไหน ก็มีชื่อเสียงเลื่องลือเสมอ.สํานักธาราโลหิต สํานัก สยบธาร สํานักอันตมรรคาฟ้าดาราหรือแม้แต่ในแดนทุรกันดาร…ทว่าเมื่ออยู่บนแผ่นดินหย่งเหิงแห่งนี้ โดยเฉพาะในราชวงศ์จักรพรรดิแส ข้า ซ่งเชวีย จะต้องแซงหน้าเขา ได้เดินอยู่บนฟ้าดินที่เป็นของตัวข้าเองให้จงได้!” ซ่งเชวีย สูดลมหายใจเข้าลึก เขาชอบปราณของราชวงศ์จักรพรรดิแสแห่งนี้ ชอบการฆ่าฟันชิงดีชิงเด่นของที่นี่ ชอบการลงมืออย่างไม่เลือกวิธีการและชอบการที่ไม่ใครก็ใครต้องตายกันไปข้างหนึ่งแบบนี้!
“นอกจากคนของโลกทงเทียน คนอื่น…ล้วนฆ่าได้หมด!” ซ่งเชวียสูดลมหายใจเข้าลึก ขณะที่กําลังจะจากไป เขากลับเงยหน้ามองทิศไกลอันเป็นทิศทางที่ตั้งของฝั่งตรงข้ามดินแดนเซียนแห่งที่สองอยู่ครู่หนึ่ง
เขาเองก็รู้มาโดยบังเอิญว่า สตรีธุลีแดงบุตรสาวของราชาผียักษ์แห่งแดนทุรกันดาร หนึ่งในคู่บําเพ็ญตนของป๋ายเสี่ยวฉุนก็เลือกที่จะเข่นฆ่าและช่วงชิงอยู่ในพื้นที่แถบนั้นเช่นเดียวกับ ตน!
เนื่องด้วยนางมีตบะคนฟ้าจึงดึงดูดความสนใจได้มากกว่า ทว่าขณะเดียวกัน ภายใต้การ ประหัตประหารและแย่งชิงก็ทําให้นางได้รับทรัพยากรมามากกว่า
“สักวันหนึ่งข้าเองก็ต้องได้เป็นคนฟ้า!” ซ่งเชวีย ขยับร่างวูบหนึ่ง เขาที่สวมชุดดําก็กลืน หายไปกับความมืดมิดยามราตรี
ทิศทางที่ก่อนหน้านี้เขาทอดสายตามองมาไกลๆ ในวัดของมารดาแห่งนิรันดร์กาลแห่งหนึ่งที่อยู่ท่ามกลางภูเขารกร้าง ซึ่งถูกกั้นขวางไว้ด้วยอาณาเขตครึ่งหนึ่งของดินแดนเซียน สตรีธุลีแดงนั่งอยู่ตรงนั้น ดื่มยาบํารุงสีแดงสดราวสีเลือดจากในถ้วย พลางมองนักพรตของราชวงศ์จักรพรรดิแสหลายคน ที่คุกเข่าหมอบกราบอยู่เบื้องหน้าด้วยอาการตัวสั่นเทา
“ตอนที่นักพรตของเขตการปกครองมาที่นี่ ตัวข้ามีวิธีให้จากไป ทว่าก่อนจะจากไป ชีวิตน้อยๆ ของพวกเจ้าก็ต้องหายไปด้วย ดังนั้นจะเลือกเช่นไรคงไม่ต้องให้ตัวข้าเอ่ยเตือน”
“ตอนนี้ยาพลังชีวิตยังไม่มากพอจงไปค้นหามาให้ข้า หากหาไม่เจอก็เอาชีวิตของลูกศิษย์ พวกเจ้ามาแลก!”
น้ำเสียงเย็นชาของสตรีธุลีแดงปานประหนึ่งลมที่พัดในวันอากาศหนาวที่สุด ทําให้พวกนักพรตที่นั่งอยู่เบื้องหน้านางตัวสั่นเทิ้ม รีบตกปากรับคําแล้วเร่งร้อนจากไป พวกเขาล้วนตาแดง เพราะตอนนี้เส้นทางที่ทอดอยู่เบื้องหน้าพวกเขามีเพียงเส้นเดียว นั่นก็คือทําตามข้อเรียกร้องทุกอย่างที่นางมารผู้นี้เสนอมา
ราชวงศ์จักรพรรดิแสกว้างใหญ่เกินไป…ใหญ่จนต่อให้สํานักมารอย่างพวกเขา ถูกฆ่าล้างสํานักก็ไม่มีทางก่อให้เกิดคลื่นเคลื่อนไหวใดๆ
“เมื่อเทียบกับพวกเราแล้ว นางต่างหากถึงจะเป็นมารร้าย!”
นักพรตเหล่านี้อยากร้องไห้แต่ไร้น้ำตา โดยเฉพาะนึกถึงวิธีการที่อีกฝ่ายเคยเอาออกมาใช้ พวกเขาก็ให้หวาดกลัวสุดประมาณ
มองทุกคนจากไปด้วยสายตาเย็นชา สตรีธุลีแดงสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วก้มหน้าลงมองหน้าท้องของตน
ความเย็นชาทั้งหมดในดวงตานางหายไป แทนที่มาด้วยความอ่อนโยน และความหวัง
“ในเมื่อไม่รู้ว่าเจ้าพ่อบ้าคนนั้นของเจ้าไปตายอยู่ที่ไหน แต่ในเมื่อเจ้าปรากฏตัวแล้ว ถ้าอย่างนั้น แม่ก็จะต้องปกป้องเจ้าให้ได้!
เหนือมหาสมุทรหย่งเหิง ในเรือรบกิ้งก่ากระดูกขาว ป๋ายเสี่ยวฉุนจามฟอดใหญ่
“ไม่รู้ว่าใครสาปแช่งข้าอีกแล้ว”
ป๋ายเสี่ยวฉุนถอนหายใจ เงยหน้ามองกงซุนหว่านเอ๋อร์ที่อยู่เบื้องหน้า
“เมื่อครู่นี้เจ้าบอกว่าตอนนี้จางต้าพั่งอยู่ในนครจักรพรรดิแสถูกเรียกว่าจางต้าซืออย่างนั้นหรือ?”
ป๋ายเสี่ยวฉุนอดถามไม่ได้ เพราะหลังจากที่เขาสอบถามกงซุนหว่านเอ๋อร์ เกี่ยวกับข่าวคราวของจางต้าพั่งและโหวเสี่ยวเม่ยก็ได้ยินเรื่องเกี่ยวกับจางต้าพั่ง
“ถูกต้อง ในความทรงจําของมารดาผีมีเรื่องของจางต้าพั่งบรรจุไว้อย่างชัดเจน ไอ้หมอนี่ ตอนแรกที่มาถึงนครจักรพรรดิแส เนื่องจากแสดงวิชาการหลอมพลังจิต จนคนทั้งราชสํานักตื่นตะลึง แม้แต่จักรพรรดิแสเองก็ยังมีท่าที่สนอกสนใจ แล้วก็เพราะว่าเขามีพรสวรรค์ ในด้านการหลอมพลังจิต ตอนนั้นเรือนกายของผู้บงการขุยยังไม่แหลกสลาย ดังนั้นจางต้าพั่ง จึงได้รับความสําคัญมาตั้งแต่ตอนนั้น ได้ยินว่าถูกมอบหมายให้ช่วยหลอมพลังจิตให้กับทั้งนครจักรพรรดิแส”
“ส่วนโหวเสี่ยวเม่ยเจ้าก็วางใจได้เลย มารดาผีรับนางไว้เป็นลูกศิษย์ และนางเองก็แสดงออกถึงพรสวรรค์ที่น่าตะลึงในการฝึกวิชาผี จึงถูกมารดาผีอบรมสั่งสอนประหนึ่งลูกศิษย์ผู้สืบทอดวิชา และได้รับความสําคัญจากมารดาผีมาก ดังนั้นนางถึงได้ไม่เอาโหวเสี่ยวเม่ยมาขู่เจ้า เพราะถึงแม้ว่าความสําคัญของโหวเสี่ยวเม่ยจะสู้เจ้าไม่ได้ แต่หากพูดถึงใน เรื่องการสืบทอดวิชาแห่งเต๋าของนางแล้ว ก็นับว่าโหวเสี่ยวเม่ยไม่ได้ด้อยไปกว่าเจ้าเท่าไหร่นัก
“แต่เจ้าคงยังไม่ได้พบนางหรอกนะ ตอนนี้นางอยู่ในถ้ำของมารดาผีที่นครจักรพรรดิแส กําลังปิดด่านฝึกตนเพื่อฝ่าสู่ขอบเขตคนฟ้า!”