Skip to content

A Will Eternal 1049

บทที่ 1049 หัวใจที่กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

เรื่องนี้ใหญ่เกินไปจนไม่จำเป็นต้องให้ป๋ายเสี่ยวฉุนป่าวประกาศ

เมื่อมารดาผีร่ายเวทแห่งเต๋าของเชตเทียนจุนดึงดูดความสนใจจากเทียนจุนทุกคนในราชวงศ์จักรพรรดิแสรวมไปถึงตัวจักรพรรดิแสเอง ดังนั้นเมื่อกิ้งก่ากระดูกขาวจากไปได้ไม่นาน พื้นที่ตรงมหาสมุทรหย่งเหิงที่พวกเขาประมือกันก่อนหน้านี้ก็พลันมีอำนาจจิตเส้นแล้วเส้นเล่ามารวมตัวกัน

อำนาจจิตทั้งหมดห้าเส้นมาจากเทียนจุนห้าคนในราชวงศ์จักรพรรดิแส พวกเขาไม่ได้แผ่อำนาจจิตออกมาในเวลาเดียวกัน แต่ทยอยกันเยื้องกรายลงมา ทว่าพออำนาจจิตแต่ละเส้นที่เยื้องกรายมาถึงและสัมผัสได้ถึงปราณของที่แห่งนี้ จิตวิญญาณของพวกเขาก็สั่นสะเทือนรุนแรง เหมือนถูกสายฟ้าฟาดผ่าลงมา

โดยเฉพาะเมื่อเทียนจุนจักษุไพศาลก็แผ่อำนาจจิตมาถึงและอาศัยเวทแห่งเต๋าพิเศษของตัวเองมาร่ายภาพเหตุการณ์ไม่กี่อึดใจสุดท้ายที่ป๋ายเสี่ยวฉุนลงมือกับมารดาผีให้ทุกคนดูอีกครั้ง จิตวิญญาณของทุกคนก็ยิ่งสะท้านไหว ทั้งตะลึงทั้งโกรธแค้นกันสุดขีด

“จับตัวเทียนจุนของราชสำนักข้า?!”

“จะนำมารดาผีไปมอบให้กับจักรพรรดิเซิ่ง เพื่อเป็นใบเบิกทางในการสวามิภักดิ์!!”

“ไอ้พวกไพร่สามหาว คนผู้นี้บังอาจหยามเกียรติของราชวงศ์เรา!!”

ความโกรธแค้นจากเทียนจุนทั้งห้าท่านทำให้นภากาศบิดเบือน ลมกระโชกแรงจนชั้นเมฆพลิกตลบทันใด ขนาดมหาสมุทรหย่งเหิงก็ยังกระเพื่อมไหวรุนแรงเพราะไม่สามารถแบกรับคลื่นอำนาจจิตของเทียนจุนทั้งห้าท่านได้

“ตาม!” อำนาจจิตของเทียนจุนทั้งห้าแห่งราชวงศ์จักรพรรดิแสถูกตัดขาดทันที แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้มาเยือนด้วยตัวเอง ทว่าความแข็งแกร่งของอำนาจจิตคนทั้งห้าที่ต่อให้ป๋ายเสี่ยวฉุนจะมีตบะว่าที่เทียนจุน แต่หากถูกไล่ตามไปทันก็ไม่มีทางใช่คู่ต่อสู้ของอีกฝ่าย

ท่ามกลางเสียงอึกทึกที่ดังกังวานอย่างต่อเนื่อง เสียงร้องคำรามของมหาสมุทรหย่งเหิงคล้ายจะถูกกำราบเอาไว้จึงได้แต่ซัดคลื่นลูกใหญ่ยิ่งกว่าเดิมให้ขยายไปแปดทิศ มองไกลๆ ก็เห็นเป็นคลื่นยักษ์ที่เชื่อมโยงอยู่ระหว่างฟ้าดิน

เทียนจุนถูกจับตัว เทียนจุนทั้งห้าต่างก็เข้าใจดีว่าเรื่องนี้ใหญ่มากแค่ไหนเ ขณะเดียวกันครึ่งเทพบางส่วนของดินแดนเซียนแห่งที่สามซึ่งต่างก็ใช้วิธีการของใครของมันจนรับรู้เรื่องนี้ แต่ละคนก็เบิกตากว้าง สูดลมหายใจดังเฮือกด้วยความตะลึงพรึงเพริด

ไม่นานเรื่องนี้ก็เป็นราวกับพายุที่พัดตะลุยอย่างบ้าคลั่งไปทั่วราชวงศ์จักรพรรดิแสของดินแดนเซียนแห่งที่สาม แม้แต่ราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่งก็ยังได้ยินข่าวนี้ด้วย!

และคนที่รู้เรื่องนี้ดียิ่งกว่าพวกเขาก็คือจักรพรรดิแสแห่งราชวงศ์จักรพรรดิแส วินาทีที่ป๋ายเสี่ยวฉุนจับตัวมารดาผีไป ดวงตาเขาที่ปิดเข้าหากันก็พลันเบิกโพลง จุดลึกในดวงตาฉายประกายแสงคมกริบ ทั้งยังมีความเดือดดาลอบอวล เขาที่แค่นเสียงเย็นผุดลุกขึ้นยืน ทว่าวินาทีที่เตรียมจะก้าวขาออกไป ฝีเท้ากลับชะงัก…ครั้นจึงเงยหน้ามองทิศทางที่ตั้งของนครจักรพรรดิเซิ่ง

คนอื่นอาจสัมผัสไม่ได้ ทว่าวินาทีนี้เขากลับสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าในนครจักรพรรดิเซิ่งที่ห่างไปไกลมีปราณขุมหนึ่งที่ไม่อ่อนด้อยไปกว่าตนกำลังไต่ทะยานขึ้นมาประจัญหน้ากับตน

ราวกับว่าขอแค่ตนเดินออกจากนครจักรพรรดิแส เหยียบลงไปบนมหาสมุทรหย่งเหิง ถ้าเช่นนั้นจักรพรรดิเซิ่งของนครจักรพรรดิเซิ่งท่านนั้นย่อมต้องลงมือขัดขวาง และผลลัพธ์ของเรื่องนี้…จะทำให้สภาวะของสองราชวงศ์ใหญ่เปลี่ยนจากแต่เดิมที่มีเพียงความขัดแย้งและไม่ลงรอยในขอบเขตเล็กๆ กลายมาเป็นสงครามขนาดใหญ่ได้ทันที

เรื่องนี้ไม่ว่าจะสำหรับจักรพรรดิเซิ่งหรือจักรพรรดิแสแล้ว พวกเขาต่างก็ไม่ต้องการเลือก นั่นเป็นเพราะแม้จักรพรรดิเซิ่งจะอยู่ในสภาวะที่อ่อนแอกว่า ทว่าต่อให้สุดท้ายราชวงศ์จักรพรรดิแสจะคว้าชัยชนะมาได้ กระนั้นค่าตอบแทนที่ต้องจ่าย ต่อให้เป็นตัวของจักรพรรดิแสเองก็ยังไม่สามารถแบกรับได้ไหว

หลังจากคุมเชิงกันอยู่ครู่หนึ่ง ดวงตาของจักรพรรดิแสก็เปล่งแสงวาบ ครั้นจึงนั่งลงช้าๆ อีกครั้ง เพียงแต่ว่าความเย็นชาในดวงตากลับเข้มข้นยิ่งกว่าเดิม

ขณะเดียวกับที่จักรพรรดิแสล้มเลิกความคิดที่จะไล่ตามไป ในวังหลวงของนครจักรพรรดิเซิ่งแห่งราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่งที่อยู่บนดินแดนเซียนอีกแห่งหนึ่งบัดนี้มีเสียงหัวเราะดังกังวานไปทั้งฟ้าดิน ทำเอาคนมากมายในนครจักรพรรดิเซิ่งพากันแปลกใจ ก่อนที่เสียงอ่อนโยนเสียงหนึ่งจะออกคำสั่งมาจากในวังหลวงตามหลังเสียงหัวเราะนั้น!

“สหายนักพรตกู่เทียนจวิน โปรดไปที่ชายแดนเพื่อเป็นตัวแทนข้าผู้เป็นจักรพรรดิ…ไปต้อนรับสหายนักพรตแห่งโลกทงเทียนที่นำของขวัญชิ้นใหญ่มามอบให้!”

เมื่อเสียงนั้นดังจบ ปราณกระบี่เทียมฟ้าขุมหนึ่งก็พวยพุ่งขึ้นมาจากในราชสำนักจักรพรรดิเซิ่ง ก่อนที่จะมีร่างชายวัยกลางคนผู้หนึ่งซึ่งสวมชุดชาว เส้นผมขาวโพลน สีหน้าเย็นชาที่สะพายกระบี่เล่มใหญ่ไว้ข้างหลังเดินออกมาจากในปราณกระบี่

ชายผู้นี้หน้าตาคมสันไม่ธรรมดา หลังจากคารวะไปยังวังหลวงของนครจักรพรรดิเซิ่งเล็กน้อยก็หมุนตัวบินทะยานไปไกล อีกทั้งด้านหลังเขายังมีผู้แข็งแกร่งครึ่งเทพติดตามไปอีกหลายคน

เรื่องนี้ทำให้คนไม่น้อยแปลกใจจนต้องพากันสืบข่าว ไม่นานในนครจักรพรรดิเซิ่งหรือแม้แต่ราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่งก็มีคนมากขึ้นเรื่อยๆ ที่รู้เรื่องซึ่งพอพวกเขาได้ฟังต่างก็ปากอ้าตาค้างไปตามๆ กัน

“มีนักพรตของโลกทงเทียนจับตัวเทียนจุนมารดาผีของราชวงศ์จักรพรรดิแส?!”

“จะมาสวามิภักดิ์ต่อราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่งของพวกเรา!!”

“สวรรค์ เหตุใดคนของโลกทงเทียนถึงได้ใจกล้าขนาดนี้!!”

“จับเทียนจุนเป็นตัวประกัน!!”

ขณะที่คนของทั้งสองราชวงศ์ใหญ่ต่างก็ครึกโครม เวลาหลายวันล่วงผ่านไปอย่างรวดเร็ว เนื่องด้วยความเร็วของกิ้งก่ากระดูกขาวเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งความเร็วของมันยังมากกว่าตัวมารดาผีเองด้วย ดังนั้นท่ามกลางการทะยานไปบนมหาสมุทรหย่งเหิงอันกว้างใหญ่ไร้ที่สิ้นสุดนี้จึงเป็นเหตุให้อำนาจจิตของเทียนจุนห้าท่านจากราชวงศ์จักรพรรดิแสที่อยู่ด้านหลังยากที่จะตามมาทันในทันทีทันใด

และยิ่งออกห่างจากราชวงศ์จักรพรรดิแส ยิ่งเข้าไปใกล้กับราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่งมากเท่าไหร่ พวกเขาก็ยิ่งร้อนใจมากเท่านั้น

อีกทั้งภายใต้การวิเคราะห์จากคนทั้งห้า หากไล่ตามไปด้วยความเร็วเช่นนี้ เกรงว่าต่อให้ตามไปทันก็คงอยู่ห่างจากราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่งอีกไม่ไกลแล้ว หากเป็นอย่างนั้น…ก็มีแต่จะทำให้พวกเขากลายมาเป็นฝ่ายถูกกระทำ

สุดท้ายขณะที่พวกเขายังสองจิตสองใจ คำสั่งของจักรพรรดิแสที่ดังเข้ามาในจิตวิญญาณของคนทั้งห้าก็ทำให้พวกเขาล้มเลิกการไล่ล่า อำนาจจิตของคนทั้งห้ากลายมาเป็นเงาพร่าเลือนห้าเงาซึ่งยืนอยู่เหนือมหาสมุทรหย่งเหิง เมื่อทอดสายตามองไปไกลๆ ดวงตาของเทียนจุนทั้งห้าท่านแห่งราชวงศ์จักรพรรดิแสนี้ก็พลันเผยความเย็นเยียบอึมครึม

“ป๋ายเสี่ยวฉุนงั้นหรือ!” ภายใต้สถานการณ์ที่จักรพรรดิแสต้องการรู้ ไม่นานทุกเรื่องราวของบุคคลนี้ก็ถูกเปิดเผย และพวกเขาทุกคนก็เข้าใจเรื่องทั้งหมดจากคำสั่งของจักรพรรดิแสเช่นกัน

“บรรพบุรุษขุยของโลกทงเทียน!” คนทั้งห้าหัวเราะหยัน ถอนสายตากลับมา และอำนาจจิตก็ค่อยๆ อันตรธานหายไป

ขณะที่ทางฝ่ายนี้ล้มเลิกการไล่ล่า ท่ามกลางฟ้าดินที่อยู่ห่างไกลจากอำนาจจิตของคนทั้งห้า ระดับความเร็วที่กงซุนหว่านเอ๋อร์ใช้ควบคุมเรือกิ้งก่ากระดูกขาวไม่ด้อยไปกว่ายามที่ร่างจริงของตัวเองควบคุมแม้แต่น้อย อีกทั้งเนื่องจากตัวกงซุนหว่านเอ๋อร์เองก็เป็นเสี้ยววิญญาณที่อยู่ในแขนซ้ายของร่างจริงอยู่แล้ว ซ้ำแขนซ้ายยังเป็นกุญแจสำคัญในการควบคุมสมบัติอาคมชิ้นนี้ ดังนั้นไม่นานความเร็วของกิ้งก่ากระดูกขาวก็น่าตะลึงยิ่งกว่าตอนที่มารดาผีบังคับเองเสียอีก

ท่ามกลางเสียงอึกทึกดังเกริกก้อง เมื่อความเร็วระเบิดออก คลื่นแห่งฟ้าดินก็ทำเอาลูกคลื่นของมหาสมุทรหย่งเหิงซัดครืนครั่นไปตลอดทาง ป๋ายเสี่ยวฉุนยืนอยู่บนเรือกระดูกขาว ทอดสายฟ้ามองฟ้าและดิน หัวใจของเขาก็เริ่มบังเกิดความฮึกเหิม

“ท่านย่าเจ้าเถอะ แผ่นดินหย่งเหิง…แล้วจะอย่างไร!!” ป๋ายเสี่ยวฉุนสะบัดปลายแขนเสื้อด้วยอารมณ์ห้าวเหิมที่พุ่งทะยานไปตามความเร็วของกิ้งก่ากระดูกขาว เดินออกมาจากความเศร้าอาลัยของก่อนหน้านี้ได้อย่างเต็มตัวแล้ว

“เทียนจุนแล้วอย่างไร สุดท้ายก็ถูกข้าจับเป็นตัวประกันอยู่ดี!”

“ต่อให้เป็นบุพกาล…ตอนข้าป๋ายเสี่ยวฉุนเป็นรวมโอสถยังกล้าจับตัวครึ่งเทพ เป็นคนฟ้าก็กล้าตบหัวว่าที่มหายาน ตอนนี้เป็นครึ่งเทพ…ก็ยิ่งกล้าจับตัวเทียนจุนที่แท้จริง!”

ราวกับว่ายิ่งกิ้งก่ากระดูกขาวที่ทะยานด้วยความเร็วสุดขีดออกห่างจากราชวงศ์จักรพรรดิแสมากเท่าไหร่ก็เหมือนยิ่งพาป๋ายเสี่ยวฉุนออกห่างจากความห่อเหี่ยวในใจมากเท่านั้น โดยเฉพาะเมื่อป๋ายเสี่ยวฉุนก้มหน้าลงมือรอยแผลเป็นไฟไหม้บนมือขวาของตัวเอง ดวงตาของเขาก็ฉายประกายแห่งความหวังอีกครั้ง

“ฮ่าวเอ๋อยังไม่ตาย ไม่ช้าก็เร็วข้าต้องคิดหาวิธีปลุกเขาขึ้นมา ถ้าเช่นนั้นตอนนี้สิ่งที่วางอยู่ตรงหน้าข้าก็คือต้องทำให้ตัวเองยืนหยัดอยู่บนแผ่นดินหย่งเหิงได้อย่างมั่นคงและแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆ!”

“เต๋าของข้าไม่ได้เปลี่ยนไป ยังคงเป็นความอมตะ อุดมการณ์ของข้าก็ไม่เปลี่ยนไป ยังคงเป็นความคิดที่ให้…ข้าและญาติมิตรทุกคนของข้าเป็นอมตะ…ไปด้วยกัน!!”

“นอกจากนี้ยังมีอีกอย่างหนึ่ง…นั่นคือนับแต่นี้ไป ต้องทำให้โลกใบนี้…มีที่ยืนสำหรับคนจากโลกทงเทียนของข้า!” เดิมทีป๋ายเสี่ยวฉุนไม่ใช่วีรบุรุษ เขาเป็นเพียงบุคคลตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ทว่าวันนี้ แต่ละก้าวที่เดินไป เขากลับเข้าใจภาระหน้าที่และความรับผิดชอบของตัวเองเป็นอย่างดี

การพังทลายของโลกคือสิ่งที่ถูกกำหนดมาแล้ว ต่อให้ไม่มีการแก้แค้นของป๋ายเสี่ยวฉุน สุดท้ายโลกก็ต้องระเบิดออกอยู่ดี หรืออาจถึงขั้นเลวร้ายยิ่งกว่านั้น กระนั้นพอตื่นขึ้นมาแล้วหาเจอแต่ศพ ป๋ายเสี่ยวฉุนก็ยังอดขมขื่นไม่ได้

เมื่อโลกทงเทียนถูกชะตาลิขิตให้ต้องระเบิดพังทลาย นอกจากนักพรตทงเทียนแล้ว คนอื่นๆ ที่เหลือต่างก็ต้องเผชิญกับความยากลำบากไม่ต่างกัน ไม่ว่าในอดีตเคยมีบุญคุณความแค้นอะไร สิ่งเหล่านั้นก็ล้วนเล็กน้อยจนไม่มีค่าพอให้พูดถึง

“เสียดายที่มองไม่เห็น…ไม่รู้ว่าพอพวกเขาได้ยินเรื่องนี้จะมีสีหน้าอย่างไร ทว่าสักวันหนึ่งข้าก็ต้องได้เห็น!” ป๋ายเสี่ยวฉุนฮึกเหิม สูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้ง ดวงตาที่เป็นประกายวิบวับมีทั้งความยึดมั่นถือมั่น ทั้งการทวนความทรงจำ ทั้งความคาดหวังที่มีต่ออนาคต แต่ที่มากกว่านั้นกลับเป็นความเด็ดเดี่ยว!

ราชาผียักษ์เดินออกมาจากในตัวเรือ มองป๋ายเสี่ยวฉุนที่ยืนอยู่บนหัวเรือด้วยสายตาชื่นชม โล่งใจได้ในที่สุด

“ป๋ายเสี่ยวฉุนที่ข้ารู้จัก กลับมาแล้ว…”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version