Skip to content

A Will Eternal 1066

บทที่ 1066 งานเลี้ยงบงกช

ทว่าคิดอยู่นาน ป๋ายเสี่ยวฉุนก็ยังหาวิธีที่ทําให้ตบะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในเวลาสั้นๆ ไม่ได้ ซ้ำก่อนหน้านี้เขาก็กินปลามังกรสวรรค์มากเกินไป จนตอนนี้ใช้ไม่ได้ผลอีกแล้ว

“คงต้องหลอมยาเอาแล้วล่ะ” ป๋ายเสี่ยวฉุนพึมพํา แม้ว่าการหลอมยาระหว่างโลกทงเทียนกับแผ่นดินหย่งเหิงจะมีความต่างกันอยู่บ้าง อีกทั้งการหลอมยายังต้องสิ้นเปลืองทรัพยากรมหาศาล แต่ป๋ายเสี่ยวฉุนก็คิดหาหนทางอื่นไม่ออกแล้วจริงๆ

ที่สําคัญที่สุดก็คือในถุงเก็บของของเขามีสมุนไพรเก็บเอาไว้ไม่น้อย

“นอกจากนี้ข้ายังเก็บเนื้อปลาตากแห้งไว้บางส่วน”

ป๋ายเสี่ยวฉุนก้มหน้าลงมองถุงเก็บ ของของตัวเอง ก่อนหน้านี้เขาตกปลาขึ้นมาได้มากเกินไป แม้ว่าจะมอบให้คนอื่นและกินเองไปไม่น้อย แต่ก็ยังเอาส่วนหนึ่งมาทําเป็นปลาตากแห้งเก็บเอาไว้

“ปลาตากแห้งพวกนั้นน่าจะขายได้ราคาดี!”

คิดมาถึงตรงนี้ ป๋ายเสี่ยวฉุนก็สูดลมหายใจเข้าลึก ทว่าในใจกลับยังลังเล เพราะว่าหลายปีมานี้ ทุกครั้งที่เขาหลอมยามักจะต้องมีเรื่องประหลาดเกิดขึ้นเสมอ มันจึงกลายมาเป็นเงามืดในใจเขาไปแล้ว

ยิ่งนึกถึงว่า หากมาหลอมยาในนครจักรพรรดิเซิ่งแล้วเกิดปัญหา เกรงว่าเหตุการณ์คงร้ายแรงยิ่งกว่าตอนที่ปลามังกรสวรรค์คลุ้มคลั่ง ป๋ายเสี่ยวฉุนก็เริ่มคิดไม่ตก

เวลาครึ่งเดือนล่วงผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมื่อป๋ายเสี่ยวฉุนคอยทําความสะอาดบ่อสวรรค์อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน และปลามังกรสวรรค์พวกนั้นก็กลับมาเริงร่ากันอีกครั้ง

ป๋ายเสี่ยวฉุนที่ได้แต่มองเวลาแต่ละวันล่วงเลยไปอย่างเสียเปล่า ก็พลันกัดฟันกรอด

“ข้าระวังสักหน่อย ก็ไม่น่าจะเป็นอะไร..”

ป๋ายเสี่ยวฉุนย้ำเตือนตัวเองอยู่ในใจ เมื่อตัดสินใจได้ เขาก็เริ่มไปหาซื้อวัตถุที่จําเป็นสําหรับการหลอมยา วิ่งวุ่นไปมาอยู่หลายวัน ในที่สุดก็เตรียมทุกอย่างพร้อมสรรพ ครั้นจึงเริ่มหลอมยาด้วยความระมัดระวัง จนแทบจะใกล้เคียงกับคําว่าทําตัวลับๆ ล่อๆ

บางทีอาจเป็นเพราะพรสวรรค์ด้านการหลอมยาของป๋ายเสี่ยวฉุนเพิ่มพูนขึ้น หรือไม่ก็เป็นเพราะเกิดจากความระมัดระวังของเขาเอง ยาหลายเตาที่หลอมออกมาได้สําเร็จ จึงไม่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันอะไรเกิดขึ้น

นี่ทําให้ป๋ายเสี่ยวฉุนตะลึงระคนดีใจ แต่เขาสรุปบทเรียนในอดีตที่เคยลําพองจนลืมตนมาก่อน จึงยังคงหลอมยาต่อไปด้วยความระมัดระวัง แม้ว่าเวลาที่ใช้ในการหลอมจะช้ามาก แต่กลับยังรักษาสภาวะที่มั่นคงไว้ได้ตลอดเวลา

และก็เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนเวลาล่วงเลยผ่านไปอีกครั้ง ป๋ายเสี่ยวฉุนยังคงเข้าร่วมการประชุมขุนนางใหญ่เดือนละครั้งอยู่เสมอ เพียงแต่ว่า ส่วนใหญ่เขามักจะไปถึงเป็นคนสุดท้าย แล้วก็จะยืนหลับตาอยู่ตรงนั้นอย่างเกียจคร้าน ไม่สนใจเรื่องใดๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับตน นอกจากนี้แล้วเวลาทั้งหมดก็ล้วนเอาไปใช้กับการหลอมยา

ไม่นานเวลาก็ผ่านไปได้หลายเดือน แม้ว่าความเร็วในการฝึกตนของป๋ายเสี่ยวฉุนจะเทียบกับการกินปลามังกรสวรรค์ไม่ได้ แต่กระนั้นกลับมีการก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง มั่นคงอย่างถึงที่สุด

ตามเวลาที่เขาคํานวณเอาไว้ คาดว่าอีกแค่ไม่กี่ปี เขาคงสามารถฝ่าทะลุครึ่งเทพช่วงท้าย กลายมาเป็นขั้นสมบูรณ์แบบได้สําเร็จ

ขณะเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นสูงทั้งราชสํานักหรือจักรพรรดิเซิ่งเอง ก็ล้วนมองเห็นการวางตัวสงบเสงี่ยมของป๋ายเสี่ยวฉุนตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา

เมื่อไม่เห็นว่าจะมีเรื่องเลวร้ายอะไรเกิดขึ้นอีก ทุกคนก็คลายใจลงได้ เพียงแต่ว่ารอยยิ้มและคําพูดที่เต็มไปด้วยความวางมาดเหนือกว่ากลับยังไม่ลดน้อยลง

ต่อให้ป๋ายเสี่ยวฉุนจะเจียมตัวแค่ไหน แต่สําหรับทุกคนของราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่งแล้ว เขาก็ยังคงเป็นคนนอกอยู่วันยังค่ำ

สําหรับคําพูดเหล่านั้น ป๋ายเสี่ยวฉุนแสร้งทําเป็นหูทวนลม แล้วก็ไม่มีอารมณ์ไปสนใจ วันๆ หมกมุ่นอยู่แต่กับการหลอมยาและการฝึกตน เป็นเหตุให้ช่วงเวลาที่อยู่ในนครจักรพรรดิเซิ่งแห่งนี้ เต็มไปด้วยความสงบสุขอย่างที่ไม่เคยมีมานาน

สิ่งเดียวที่ทําให้เขาไม่พอใจก็คือเจ้าพระยาสรรค์หลิวผู้นั้น เขาจ้องหาช่องเล่นงานป๋ายเสี่ยวฉุนมานานมากแล้ว แต่พอเห็นว่าจู่ๆ ป๋ายเสี่ยวฉุนกลับทําตัวสงบเสงี่ยมราวกับเปลี่ยนสันดาน พระยาสรรค์หลิวก็ให้ร้อนใจขึ้นมาครามครัน

“เขาต้องมีแผนการชั่วร้ายแผนการใหญ่อะไรอยู่แน่!!”

พระยาสวรรค์หลิวสูดลมหายใจเข้าลึก หลังจากมั่นใจในการวิเคราะห์ของตัวเอง ก็ยิ่งจับตามองป๋ายเสี่ยวฉุนอย่างเข้มงวดยิ่งกว่าเดิม

แล้วเวลาหลายเดือนก็ผ่านไปเช่นนี้ ฤดูใบไม้ร่วงจากไป ฤดูหนาวมาเยือน และเมื่อฤดูหนาวผ่านพ้น ฤดูใบไม้ผลิจึงมาแทนที่ บนบ่อสวรรค์อันเป็นที่ตั้งของราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่ง จึงเริ่มมีดอกบัวโผล่พ้นน้ำชูช่อผลิบาน

และเมื่อดอกบัวผุดขึ้นมาเหนือน้ำ นักพรตทุกคนในนครจักรพรรดิเซิ่งที่เห็นภาพนี้ก็พากันฮึกเหิม เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังเซ็งแซ่ออกมาจากทั่วทุกมุมของนครจักรพรรดิเซิ่ง

“ดอกบัวโผล่พ้นน้ำแล้ว”

“หรือว่าจะมีงานเลี้ยงบงกชประทานรางวัลใหญ่อีกครั้ง!!”

“คราวที่แล้วที่ดอกบัวชูช่อ คือเมื่อหกสิบปีก่อน ได้ยินว่าคนที่ได้เม็ดบัวไปกิน ตบะต่างก็เพิ่มพูนขึ้นอีกไม่น้อย!”

“ต้องเกี่ยวข้องกับการที่องค์จักรพรรดิเซิ่งร่ายเวทอภินิหารลงบนบ่อสวรรค์เมื่อครึ่งปีก่อนแน่นอน ถึงได้ทําให้ดอกบัวโผล่เหนือน้ำก่อนกําหนดเช่นนี้!”

เสียงพูดคุยมีให้ได้ยินหลากหลาย อีกทั้งยังมีคนไม่น้อยที่มาอยู่ตรงริมขอบใบบัว มองดอกบัวหลายสิบดอกที่ผุดขึ้นมาทั่วบ่อสวรรค์ และยิ่งพอดอกบัวผุดขึ้นมาก็โชยกลิ่นหอมเป็นระลอก อบอวลไปทั่วทั้งในและนอกนครจักรพรรดิเซิ่ง เพียงแค่ได้สูดดม ก็ทําให้ตบะโคจรเร็วขึ้นอีกไม่น้อย

เมื่อข่าวค่อยๆ แพร่สะพัดออกไป และผู้คนก็วิพากษ์วิจารณ์กันมากขึ้นเรื่อยๆ ต่อให้ป๋ายเสี่ยวฉุนจะไม่ค่อยออกมาข้างนอก ก็ยังสังเกตเห็นดอกบัวเหล่านั้นและเริ่มได้ยินเรื่องนี้โดยเฉพาะ กลิ่นหอมที่อบอวลไปทั่วทั้งเมืองก็ยิ่งทําให้ป๋ายเสี่ยวฉุนทั้งตะลึงและแปลกใจอย่างถึงที่สุด

“ดอกบัว!” ด้วยความใคร่รู้ ป๋ายเสี่ยวฉุนจึงออกไปสืบข่าว ตอนที่กลับมาดวงตาของเขา เต็มไปด้วยประกายแสงแห่งความตื่นเต้น

“ก่อนหน้านี้ข้าเอาแต่คิดถึงปลามังกรสวรรค์ ลืมไปเลยว่าในบ่อสวรรค์แห่งนี้ นอกจากปลามังกรสวรรค์แล้ว ยังมีของวิเศษอย่างอื่นอยู่อีก” ป๋ายเสี่ยวฉุนนึกถึงเรื่องดอกบัวที่ตัวเองไปสืบข่าวมา สีหน้าก็ปกปิดความดีใจเอาไว้ไม่มิด

ที่นครจักรพรรดิเซิ่งถูกสร้างขึ้นบนบ่อสวรรค์แห่งนี้ ก็เพราะว่าในบ่อสวรรค์มีบงกชเซียนล้ำโลกอยู่ต้นหนึ่ง ดอกบัวดอกนี้เป็นหนึ่งในใต้หล้า ตลอดทั้งแผ่นดินหย่งเหิงก็มีมันอยู่เพียงต้นเดียวเท่านั้น ขนาดจักรพรรดิแสยังอิจฉา และนี่ก็คือสมบัติล้ำค่าแห่งราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่ง

รากของบงกชเซียนต้นนี้แผ่ขยายไปทั่วพื้นดิน แม้ว่าจะมีดอกบัวเพียงแค่ดอกเดียว ทว่ากลับมีใบบัวเป็นจํานวนมาก ขณะเดียวกันก็มีดอกบัวอีกนับไม่ถ้วนซ่อนตัวอยู่ใต้น้ำ ทุกๆ ระยะเวลาหนึ่งร้อยปี จะมีดอกบัวส่วนหนึ่งโผล่พ้นน้ำขึ้นมาชูช่อบานสะพรั่ง

เม็ดบัวที่อยู่ในดอกมีขนาดเล็กใหญ่ไม่เท่ากัน หากเป็นเม็ดที่ดีที่สุด ในบางระดับยังถือว่า เหนือว่าโอสถเซียนด้วยซ้ำ ต่อให้เป็นเม็ดที่แย่กว่าหน่อย ขอแค่โผล่พ้นน้ำมาได้ ก็เทียบเคียงได้กับโอสถเซียนแล้ว

สําหรับตลอดทั้งราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่งแล้ว ทุกครั้งที่ดอกบัวผลิบาน เม็ดบัวที่อยู่ด้านในก็คือสมบัติล้ำค่า แต่ว่าสําหรับการเก็บเม็ดบัวนั้น จักรพรรดิเซิ่งมีกฎระเบียบที่เข้มงวด นั่นคือ คนทั้งนครจักรพรรดิเซิ่งไม่สามารถไปเก็บได้ด้วยตัวเอง มีเพียงตัวของจักรพรรดิเซิ่งเองเท่านั้น ถึงจะมีคุณสมบัติไปเก็บ และทุกครั้งที่ดอกบัวบานก็จะเก็บเม็ดบัวมาได้แค่พันเม็ดเท่านั้น จะเก็บมากกว่านี้ไม่ได้ ทั้งยังต้องเก็บจากดอกบัวที่โผล่ขึ้นมาเหนือน้ำอย่างเดียว

โดยทั่วไปแล้ว ขั้นตอนการเก็บเม็ดบัวหนึ่งพันเม็ด นับตั้งแต่ที่บัวดอกแรกโผล่พ้นน้ำจนกระทั่งดอกอื่นๆ ทยอยกันโผล่ขึ้นมา จะกินเวลาประมาณครึ่งเดือนถึงหนึ่งเดือน

ขณะเดียวกันในเวลาที่ดอกบัวบานและช่วงของการเก็บเม็ดบัวนี้ ตามประเพณีดั้งเดิมที่สืบทอดกันมา จักรพรรดิเซิ่งจะต้องจัดงานเลี้ยงฉลองขึ้น ซึ่งขุนนางบุ๋นบู๊ทั้งราชสํานักล้วน สามารถเข้าร่วมงานได้ ในงานนั้นผู้คนจะดื่มสุราเซียน พลางรอให้จักรพรรดิเซิ่งร่ายเวทบุพกาลเก็บเม็ดบัวทีละเม็ดมาประทานให้แก่ผู้คน

ซึ่งในเม็ดบัวหนึ่งพันเม็ด จะมีประมาณสามร้อยเม็ดที่มอบให้กับข้าราชบริพารสามร้อยคนที่มีชื่อติดสามร้อยอันดับแรก ส่วนเม็ดบัวอีกสองร้อยเม็ดจะมอบให้กับคนที่สร้างคุณปการใหญ่หลวง และอีกสองร้อยเม็ดจะนําไปประมูลตามสถานที่ต่างๆ ทั่วหล้า

เม็ดบัวอีกสามร้อยเม็ดที่เหลือจะถูกส่งเข้าวังหลวงเพื่อนํามาหลอมทําเป็นยา

ตอนนี้เมื่อดอกบัวโผล่ขึ้นมาแล้วหลายสิบดอก ข่าวเกี่ยวกับงานเลี้ยงบงกชก็แพร่สะพัดไปทั่วนครจักรพรรดิเซิ่ง

แม้แต่นักพรตในดินแดนเซียนแห่งนี้และดินแดนเซียนแห่งที่สองของราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่งก็ยังได้ยินข่าว แต่ละคนฮึกเหิมดีใจ ตระกูลมากมายก็ยิ่งเตรียมตัวให้พร้อมสําหรับการร่วมประมูล

“เม็ดบัวนี้เทียบเคียงกับโอสถเซียนได้เลย!” ป๋ายเสี่ยวฉุนสูดลมหายใจเข้าลึก หลังจากในสมองมีเรื่องต่างๆ ที่ตัวเองสืบได้ลอยขึ้นมา เขาก็เลียปาก ดวงตาโชนแสงลุกเรือง

“ด้วยฐานะเจ้าพระยาทงเทียนของข้า จะอย่างไรก็ต้องได้เป็นของรางวัลหนึ่งเม็ดกระมัง”

ท่ามกลางความรอคอยของป๋ายเสี่ยวฉุน หลายวันต่อมาในวังหลวงก็มีเสียงระฆังเหง่งหง่างดังกังวาน งานเลี้ยงบงกชที่คนทั้งราชสํานักรอคอยกันมาระยะเวลาหนึ่งได้เริ่มขึ้นในที่สุด

ป๋ายเสี่ยวฉุนสะกดกลั้นความตื่นเต้นลงไป หลังจากจัดระเบียบเสื้อผ้าหน้าผมเรียบร้อยก็บึ่งไปที่วังหลวง ตอนที่มาถึง เขาก็มองเห็นว่าตอนนี้บนลานกว้างขนาดใหญ่ยักษ์ของพระราชวัง มีโต๊ะน้ำชาถูกจัดวางไว้พันกว่าตัว ด้านบนวางสุราเลิศรสและผลไม้เซียน ทั้งยังมีนางกํานัลจํานวนมากคอยปรนนิบัติพัดวีอยู่ข้างๆ

มีชนชั้นสูงไม่น้อยที่มาถึงกันก่อนแล้ว ตอนนี้พวกเขากําลังนั่งอยู่ตามโต๊ะ ยิ้มแย้มพูดคุยกัน พวกเฉินซู กู่เทียนจวินก็อยู่ในนั้นด้วย

พวกเขาเองก็มองเห็นป๋ายเสี่ยวฉุนแล้วเช่นกัน กู่เทียนจวินมองเมินไปอย่างสิ้นเชิง ส่วนเฉินซูที่แม้ในใจจะดูถูกป๋ายเสี่ยวฉุน แต่ภายนอกกลับยังส่งยิ้มอ่อนโยนมาให้

ส่วนชนชั้นสูงคนอื่นๆ ส่วนใหญ่ก็ล้วนทําเช่นนี้ เพียงแต่ว่าแววดูแคลนในจุดลึกของดวงตาที่คนนอกมองไม่ออก ทว่าป๋ายเสี่ยวฉุนที่ฝึกตนมาหลายปี รู้จักกับคนมามากมายกลับมองเห็นอย่างชัดเจน

“นี่ไม่ใช่เจ้าพระยาทงเทียนหรอกหรือ ปกติเวลาประชุมขุนนางเจ้ามักมาสาย แต่วันนี้มาเร็ว ดีนะ”

“เจ้าพระยาทงเทียนมาจากโลกใบเล็กๆ เกรงว่าทั้งชีวิตนี้คงไม่เคยเห็นบงกชเซียนมาก่อน แต่ว่าด้วยฐานะของเจ้าพระยาทงเทียน คิดๆ ดูแล้วครั้งนี้จักรพรรดิเซิ่งก็คงต้องประทานเม็ดบัวให้เขาสักเม็ด”

“จะว่าไปแล้ว ตลอดทั้งโลกทงเทียนเจ้าพระยาทงเทียนคงเป็นคนแรกเลยกระมังที่ได้กินบงกชเซียน โชควาสนาเช่นนี้คนธรรมดายากจะมีได้ ยามที่กินต้องระวังหน่อยนะ ต้องค่อยๆ เคี้ยวให้ละเอียดแล้วลิ้มรสดีๆ”

ได้ยินเสียงพูดคุยกลั้วหัวเราะจากเหล่าชนชั้นสูงรอบด้าน ป๋ายเสี่ยวฉุนก็กระแอมเบาๆ แสร้งทําเป็นไม่ได้ยินความนัยที่เย้ยหยัน เพียงหันไปหัวเราะฮ่าๆ ให้กับทุกคน ไม่เพียงแต่ไม่ขยับออกห่าง กลับยังหาที่นั่งแถวหน้า ๆ แล้วนั่งติดกับทุกคนอีกด้วย

“จะว่าไปแล้วก็คิดถึงมากเหมือนกัน ก่อนหน้านี้ตอนที่ข้าอยู่ในโลกทงเทียน ทุกวันที่ลืมตา ต้องเอาเม็ดบัวหิมะหนึ่งแสนปีมากัดเข้าปากหนึ่งคําแล้วก็บ้วนทิ้ง เพราะอยากจะได้แค่กลิ่นหอมของมันเท่านั้น กลิ่นหอมนั้นอวลอยู่ในปากทั้งวันไม่จางหายยากจะลืมเลือนได้ เดิมทีนึกว่าจะไม่มีโอกาสแล้ว นึกไม่ถึงเลยว่าที่โลกของพวกเจ้าก็มีเม็ดบัวเซียนกับเขาด้วย”

ป๋ายเสี่ยวฉุนกระแอมเบาๆ แล้วก็เริ่มคุยโวได้หน้าตาเฉย

“น่าเสียดายที่ที่นี่ไม่มีไก่หางวิเศษ ที่โลกของพวกเรามีสัตว์ปีกเซียนชนิดหนึ่ง ที่วิวัฒนาการมาจากกฎแห่งฟ้าดิน นามว่าไก่หางวิเศษทําลายฟ้าพิฆาตดิน หากใช้เม็ดบัวหิมะหมื่นปีมาตุ๋นพะโล้พร้อมกับไก่หางวิเศษ แล้วโรยพริกเซียนห้าแสนปีกํามือหนึ่งลงไป รสชาตินั้น กินครั้งเดียวก็ลืมไม่ลงไปทั้งชาติ”

“น่าเสียดายจริงๆ ต่อให้ฐานะอย่างข้าก็ยังเคยได้กินแค่ไม่กี่พันตัวเท่านั้น”

ป๋ายเสี่ยวฉุนถอนหายใจ ดวงตาฉายแววแห่งการย้อนทวนความทรงจํา ทําสีหน้าคิดถึง ซึ่งแฝงเร้นไปด้วยความเสียดายอย่างลึกล้ำ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version