Skip to content

A Will Eternal 1067

บทที่ 1067 ของดี

ทุกคนเงียบงัน ตอนที่แต่ละคนมองไปยังป๋ายเสี่ยวฉุน

สีหน้าก็เหยเกอย่างปิดไม่มิด เรื่องคุยโวเช่นนี้ทุกคนก็เคยทํากันทั้งนั้น จึงไม่นับว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไร แต่ป๋ายเสี่ยวฉุนดันมาคุยโวต่อหน้าทุกคนได้ปลอมขนาดนี้…

แถมยังทําสีหน้าจริงจังประกอบการโม้ นี่จึงทําให้ทุกคนจําต้องยอมแพ้ให้ พอหวนนึกไปถึงวันแรกที่ป๋ายเสี่ยวฉุนเจอกับจักรพรรดิเซิ่งแล้ว พูดอย่างไม่อายปากว่าเสียดายที่จักรพรรดิแสโชคดี ถึงได้ไม่ถูกเขาจับตัวมา เฉินซูก็ไอแห้ง ๆ ออกมาหนึ่งที เป็นฝ่ายเบี่ยงประเด็นไป คุยเรื่องการฝึกตนกับกู่เทียนจวินเสียเอง

คนอื่นๆ ก็ดึงสายตากลับออกมาจากร่างของป๋ายเสี่ยวฉุน แล้วหันไปหัวเราะพูดคุยเรื่องอื่นไม่พูดถึงเรื่องเม็ดบัวอีก แล้วก็ไม่เปิดโอกาสให้ป๋ายเสี่ยวฉุนได้คุยโวเช่นกัน เพราะการโอ้อวดตัวของป๋ายเสี่ยวฉุน ทําเอาพวกเขาที่ได้ฟังรู้สึกขนลุกชันไปทั้งร่าง

“บัวหิมะแสนปี…บัวหิมะนั่นโชคดีอะไรขนาดนั้น ตั้งแสนปีก็ยังไม่ถูกคนเก็บเอาไป!”

“ไก่หางวิเศษทําลายฟ้าพิฆาตดิน…ท่านย่าเจ้าเถอะ ไอ้โม้นะไม่เท่าไหร่ แต่ช่วยโม้ให้มันจริงจังหน่อยจะได้ไหม อย่างน้อยก็ตั้งชื่อให้มันฟังหรูหราหน่อยก็ยังดี ตั้งชื่ออะไรเสียตรงเผงขนาดนั้น นี่ถ้าคิดตามคำบอกของเขา เกรงว่าหากในโลกของเขามีปลามังกรสวรรค์จริงๆ ก็คงชื่อว่า ปลามังกรสวรรค์เหนือทัดทานผู้สูงส่งแห่งเขตแดนเซียนใต้หล้าไร้ศัตรูเลยกระมัง!”

“ที่เกินจริงที่สุดก็คือพริกเซียนห้าแสนปี สมควรตายนัก ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนว่า ไอ้เจ้าสิ่งนั้นจะอยู่ได้นานตั้งห้าแสนปี!!”

ทุกคนบ่นพึมพํากันอยู่ในใจ ไม่ให้ความสนใจป๋ายเสี่ยวฉุนอีก ส่วนป๋ายเสี่ยวฉุนก็ลําพองอยู่กับตัวเอง กวาดตามองทุกคนอย่างโอหัง แค่นเสียงเย็นอยู่ในใจ ครุ่นคิดว่าหากว่ากันด้วยเรื่องของการคุยโว แม้ว่าก่อนหน้านี้ตนจะทําไม่เป็น ทว่าแค่ใช้สมองเล็กน้อยก็สามารถคุยจนคนทั้งแผ่นดินหย่งเหิงหูดับได้

ผ่านไปไม่นานเท่าไหร่ก็มีนักพรตของนครจักรพรรดิเซิ่งอีกไม่น้อยทยอยกันมาถึง แม้แต่ไห่เฉินต้าจุนที่นั่งตกปลามาได้หนึ่งร้อยปีกว่า ก็ยังมาวังหลวงด้วยท่าทางตื่นเต้น

หลังจากเห็นป๋ายเสี่ยวฉุน ต่อให้ในใจพวกเขาจะดูแคลนอีกฝ่ายมากแค่ไหน

ทว่าภายนอกกลับยังคงยกยิ้ม อีกทั้งคนหลายคนที่เคยรับปลามังกรสวรรค์มาจากป๋ายเสี่ยวฉุน ก็ยังเดินมาทักทายเขาสองสามคำด้วย

ทว่าความดูหมิ่นที่ฝังลึกลงไปในกระดูก ความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์เพราะไม่ใช่พวกเดียวกัน กลับยังคงถูกกั้นขวางไว้ด้วยรอยยิ้ม นี่เป็นสิ่งที่ป๋ายเสี่ยวฉุนสัมผัสได้อย่างชัดเจน แต่ว่าสําหรับเรื่องนี้ป๋ายเสี่ยวฉุนที่อยู่อาศัยในนครจักรพรรดิเซิ่งมาช่วงเวลาหนึ่ง กลับเคยชินเสียแล้ว หากวันหนึ่งพวกเขาเลิกอคติขึ้นมา บางทีป๋ายเสี่ยวฉุนอาจจะปรับตัวไม่ทันก็เป็นได้

เมื่อคุ้นชินกับวิธีการพูดและการวางตัวของคนเหล่านี้แล้ว ป๋ายเสี่ยวฉุนจึงยังคงสามารถพูดจาตอบรับทุกคนได้ด้วยรอยยิ้ม และเมื่อมีคนเข้ามาทักทาย เขาก็ไม่ลังเลที่จะคว้าโอกาสในการอ้าปากคุยโว

ไม่นานนักเมื่อที่นั่งทั้งหมดบนลานกว้างของวังหลวงถูกจับจองจนเกือบเต็ม เสียงระฆังก็ดังกังวาน ทุกคนพากันเงียบเสียงลง ครั้นเงาร่างของจักรพรรดิเซิ่งก็เดินออกมาจากในตําหนักใหญ่ ใบหน้าของเขามีรอยยิ้มอ่อนโยนประดับ เมื่อเขาปรากฏตัว ทุกคนก็พากันลุกขึ้นยืนแล้วคารวะ

“ทุกคนนั่งลงเถอะ งานเลี้ยงบงกชในครั้งนี้ ข้าผู้เป็นจักรพรรดิจะร่วมชมบงกชเซียนร่วมกับทุกท่านด้วย”

จักรพรรดิเซิ่งคลี่ยิ้มนั่งลงบนตําแหน่งประธานอย่างไม่มีพิธีรีตอง

ตอนที่กวาดสายตามาเห็นป๋ายเสี่ยวฉุน รอยยิ้มของเขาก็ยังคงอยู่ดุจเดิม ทั้งยังพยักหน้าให้กับป๋ายเสี่ยวฉุนด้วย

ทุกคนกู่ร้องขอบคุณอย่างพร้อมเพรียงกัน ครั้นจึงทยอยกันนั่งลงไป

ป๋ายเสี่ยวฉุนเองก็ลุกขึ้นยืนพร้อมกับทุกคนแล้วก็นั่งลงพร้อมกับทุกคนอีกครั้ง จากนั้นก็มองจักรพรรดิเซิ่งตาปริบๆ คาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะได้ลิ้มรสเม็ดบัวในอันดับถัดไป

ไม่ได้ให้ทุกคนรอนาน เมื่อเห็นว่าทุกคนนั่งลงเรียบร้อยดีแล้ว จักรพรรดิเซิ่งที่อมยิ้ม ก็ยกมือขวาขึ้นโบกไปรอบด้านหนึ่งที ทันใดนั้นสายลมพลันพัดกระโชกแรง ชั้นเมฆซัดตลบไล่หลังกัน ก่อนที่มือใหญ่ข้างหนึ่งจะจําแลงขึ้นมาบนท้องฟ้า

มือใหญ่นี้แผ่แสงแห่งความศักดิ์สิทธิ์ ทั้งยังมีพลานุภาพสยบ ที่ทําให้ป๋ายเสี่ยวฉุนใจสั่นแผ่กําจาย แล้วมือใหญ่นี้ก็พลันดิ่งวูบลงไปหาบ่อสวรรค์ ภายใต้การจับตามองของคนมากมาย

ครั้นจึงวาดมือผ่านไปบนดอกบัวที่โผล่พ้นผิวน้ำโดยตรง ทันใดนั้นดอกบัวพวกนี้ก็เหมือนบานสะพรั่งโดยอัตโนมัติ เม็ดบัวสีทองแต่ละเม็ดพากันลอยปุดๆๆ ออกมาจากด้านใน!

ส่วนดอกบัวพวกนั้นก็แค่ถูกเก็บเม็ดบัวไปจึงไม่มีความเสียหายเท่าไหร่ เมื่อเม็ดบัวถูกเก็บ พวกมันจึงค่อยๆ ลดตัวลงกลับไปจมอยู่ใต้บ่อสวรรค์อีกครั้ง

เม็ดบัวพวกนั้นหากใหญ่หน่อยก็มีขนาดเท่ากําปั้น เล็กหน่อยก็เท่าผลเหอเถา (ผลวอลนัท)จํานวนมีไม่มาก แค่หลายสิบเม็ดเท่านั้น ทั้งหมดล้วนถูกมือใหญ่คว้าเอาไว้ พอเผยตัวอีกครั้งก็มาอยู่ตรงหน้าจักรพรรดิเซิ่งแล้ว

เม็ดบัวหลายสิบเม็ดเปล่งแสงสีทองพร้อมกัน ทั้งยังมีกลิ่นหอมเข้มข้นอบอวลไปแปดทิศ จนเหมือนจะแผ่หมอกบางๆ ไปทั่วด้าน มองไกลๆ ก็ราวกับว่าวังหลวงกลายมาเป็นดินแดนแห่งเซียนอย่างไรอย่างนั้น

กลิ่นหอมโชยเข้าจมูกผู้คน ทําให้ทุกคนที่อยู่ในงานเลี้ยงต่างมีสีหน้าคึกคักสดชื่น ป๋ายเสี่ยวฉุนก็ยิ่งสูดกลิ่นเข้าจมูกแรงๆ หลายที รู้สึกเพียงว่าตบะในร่างลิงโลดกว่าเวลาปกติหลายเท่านัก

“เฉินซูเทียนจุน กู่เทียนจุน โจวเทียนจุน เทียนจุนทั้งสามท่านคอยให้การปกป้องพิทักษ์ราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่งของเรา หากไม่มีพวกเจ้า ก็ไม่มีราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่ง ข้าผู้เป็นจักรพรรดิเคยกล่าวไว้ว่าจะร่วมแบ่งปันใต้หล้ากับทุกคน แล้วนับประสาอะไรกับบงกชเซียนดอกหนึ่ง”

จักรพรรดิเซิ่งกล่าวกลั้วหัวเราะ เมื่อพวกกู่เทียนจวินลุกขึ้นถวายคํานับพร้อมกัน เม็ดบัวเกินครึ่งก็พลันบินเข้าหาคนทั้งสาม

“ราชาสวรรค์พิทักษ์ราชวงศ์ เหล่าเจ้าพระยาช่วยประคับประคอง ในคําสัตย์ที่ข้าผู้เป็นจักรพรรดิเคยกล่าวไว้ ก็ยินดีที่จะแบ่งปันใต้หล้าร่วมกับท่านทั้งหลายเช่นกัน ของรางวัลของพวกท่านย่อมขาดไปไม่ได้!”

จักรพรรดิเซิ่งโบกมืออีกครั้ง ก็มีเม็ดบัวส่วนหนึ่งบินไปหาคนเจ็ดแปดคนที่อยู่รอบด้าน หลังจากที่ทุกคนรับเม็ดบัวเอาไว้แล้ว ก็ลุกขึ้นถวายคํานับ

ตอนนี้เม็ดบัวชุดแรกที่ลอยอยู่หน้าจักรพรรดิเซิ่งเหลือแค่ห้าเม็ด ขนาดค่อนข้างเล็กสักหน่อย เม็ดที่เล็กที่สุดก็แค่เกือบครึ่งของผลเหอเถาเท่านั้น ทั้งเห็นได้ชัดว่ายังเขียวฝาด

ป๋ายเสี่ยวฉุนกะพริบตาปริบๆ มองเม็ดบัวพวกนั้นที่อยู่ดีๆ ก็หายไปตั้งเยอะ อีกทั้งสองครั้งที่ผ่านมาล้วนไม่มีส่วนของตนอยู่ด้วยก็เริ่มร้อนใจ รีบเชิดหน้ายืดอกตั้ง พยายามทําให้ตัวเองกลายเป็นที่สนใจของจักรพรรดิเซิ่ง

“ข้าเองก็เป็นเจ้าพระยาเหมือนกันนะ”

ขณะที่ป๋ายเสี่ยวฉุนกําลังครุ่นคิดว่าควรจะเอ่ยเตือนจักรพรรดิเซิ่งอย่างไรดี ดวงตาของจักรพรรดิเซิ่งก็เปล่งแสงวาบ มองป๋ายเสี่ยวฉุนแล้วก็ให้ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือขวาขึ้นโบก

“เจ้าพระยาคนที่เหลือสร้างคุณความชอบให้แก่ราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่งของเรา ย่อมต้องได้รับรางวัล!”

ทันใดนั้นเม็ดบัวห้าเม็ดที่ลอยอยู่หน้าจักรพรรดิเซิ่งก็บินไปหาคนห้าคนที่อยู่รอบๆ ซึ่งป๋ายเสี่ยวฉุนก็เป็นหนึ่งในนั้น เมื่อเห็นว่าเม็ดบัวลอยมาหาตน เขาก็รู้สึกตื่นเต้นอย่างยิ่ง ทว่าพอเห็นเม็ดบัวที่ตนจับได้ชัดๆ เขากลับขมวดคิ้วมุ่น

ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความบังเอิญหรือไม่ เม็ดบัวที่เขาได้ถึงเป็นเม็ดที่เล็กที่สุด ซึ่งยังเป็นสีเขียวเหมือนไม่สุกงอม

นั่นเป็นเพราะว่าพอจักรพรรดิเซิ่งนึกถึงเรื่องของปลามังกรสวรรค์ ก็ไร้ซึ่งความรู้สึกดีใดๆ ต่อป๋ายเสี่ยวฉุน แต่กระนั้นฐานะของป๋ายเสี่ยวฉุนกลับยังคงอยู่ เพื่อให้นักพรตของโลกทงเทียนยอมสวามิภักดิ์ ต่อให้จักรพรรดิเซิ่งจะไม่เต็มใจแค่ไหน แต่ใบหน้ากลับแย้มยิ้มและยังมอบเม็ดบัวเม็ดหนึ่งให้เป็นของรางวัล

“ขุนนางที่รักที่ยังไม่ได้เม็ดบัวสี่สิบเก้าเม็ดในวันแรกไม่ต้องร้อนใจไป ใครก็ตามที่สร้างคุณูปการแก่ราชสํานักย่อมต้องได้รับรางวัลแน่นอน”

จักรพรรดิเซิ่งยิ้มน้อยๆ เขาไม่จําเป็นต้องอยู่ในงานเลี้ยงตลอดเวลา ดังนั้นพอพูดให้กําลังใจเหล่าขุนนางสองสามคําก็ลุกขึ้นยืน แล้วจากไป

เมื่อจักรพรรดิเซิ่งจากไปงานเลี้ยงก็พลันครึกครื้นขึ้นมา ไม่ว่าใครที่ได้รับเม็ดบัวจะต้องมีคนมาแสดงความยินดีด้วยไม่น้อย เสียงหัวเราะเสียงพูดคุยจึงดังเอ็ดอึงไปทั่ว

ป๋ายเสี่ยวฉุนเองก็มีคนมาแสดงความยินดีเหมือนกัน พวกเขาเห็นว่าป๋ายเสี่ยวฉุนได้เม็ดบัวเม็ดที่เล็กที่สุด ในใจก็หยามหยัน ทว่ากลับไม่แสดงออก ยังคงเอ่ยแสดงความยินดีกับเขา

ลึกๆ ในใจป๋ายเสี่ยวฉุนก็ให้กลัดกลุ้ม แต่กลับทําอะไรไม่ได้ หลังจากรับคําของทุกคนพอเป็นพิธีและเห็นว่าเริ่มมีคนกินเม็ดบัวลงไปแล้ว เขาจึงก้มหน้าลงมองเม็ดบัวในมือของตัวเอง พอแน่ใจว่าไม่มีปัญหาจึงโยนมันเข้าปากไปตรงๆ พอเม็ดบัวนี้เข้าปาก ก็กลายมาเป็นกลิ่นหอมที่แผ่กระจายไปทั่วร่างในเสี้ยววินาที ไม่นานป๋ายเสี่ยวฉุนก็สัมผัสได้ว่า ในร่างคล้ายมีกองเพลิงกองหนึ่งที่ถูกจุดพรึบขึ้นมา

ไอร้อนแผ่ลามไปทั่วร่าง เวียนผ่านทั่วทุกเส้นชีพจร แม้ว่าตลอดทั้งขั้นตอนนี้ จะกินเวลาไปแค่สิบกว่าลมหายใจเท่านั้น ทว่าป๋ายเสี่ยวฉุนกลับสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า เพียงแค่สิบกว่าลมหายใจนี้ ตบะของตนกลับไต่ทะยานขึ้นสูงลิ่วราวกับภูเขาไฟระเบิดปะทุอย่างไรอย่างนั้น!

แม้จะยังฝ่าทะลุครึ่งเทพขั้นท้ายไปไม่ได้ ทว่าระดับความก้าวหน้ากลับเหนือกว่าปลามังกรสวรรค์เสียอีก

“ร้ายกาจขนาดนี้เชียว!” ป๋ายเสี่ยวฉุนสูดลมหายใจเข้าลึก นัยน์ตาฉายความตะลึง ต่อให้ก่อนหน้านี้ เขาพอจะวิเคราะห์ความมหัศจรรย์ของเม็ดบัวไว้บ้าง แต่กลับคิดไม่ถึงว่า จะใช้เวลาดูดซับพลังแค่สิบกว่าลมหายใจเท่านั้น

อีกทั้งเม็ดบัวนี้ยังไม่มีสิ่งเจือปนแม้แต่นิดเดียว ทั้งยังเข้ากับนักพรตได้ดีเยี่ยมถึงขีดสุด หากลองเอามาเปรียบเทียบกับโอสถ นี่ก็เท่ากับเป็นโอสถขั้นยอดเยี่ยมที่ไม่มีพิษยาใดๆ ปะปน!

“หากได้อีกสักสิบเม็ด…ไม่มากขนาดนั้นหรอก แค่อีกสักห้าเม็ด ข้าก็สามารถฝ่าทะลุครึ่ง เทพช่วงท้ายไปได้แล้ว!”

ในใจป๋ายเสี่ยวฉุนพลันลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงอันเร่าร้อน ประสิทธิภาพของเม็ดบัวนี้ทําให้หัวใจเขาเต้นกระหน่ำโลดแรง ในสมองเต็มไปด้วยความคิดที่ว่า จะทําอย่างไรถึงจะได้เม็ดบัวมาเพิ่ม

จนกระทั่งงานเลี้ยงของวันนี้สิ้นสุดลง ป๋ายเสี่ยวฉุนที่กลับมาถึงบ้านพักก็ยังคงนั่งเค้นสมอง

“จักรพรรดิเซิ่งไม่มีทางมอบให้ข้าอีกแน่”

“ดอกบัวที่อยู่ในบ่อสวรรค์มีมากมาย แต่ถ้าถูกจับได้ก็เป็นเรื่องใหญ่แน่… เว้นเสียแต่ว่าจะคิดหาวิธีมาเก็บมันเอาไป โดยที่ผีไม่รู้เทพไม่เห็น…”

ป๋ายเสี่ยวฉุนเคาะหน้าผากด้วยความร้อนใจ นั่นเป็นเพราะได้เห็นเม็ดบัวจํานวนมหาศาลในบ่อสวรรค์จะๆ ตาตัวเองเช่นนี้ ต่อให้ยังไม่สุก แต่นั่นก็คือเม็ดบัว ทว่าเขากลับ…ได้แต่มอง ไม่อาจกิน

“ขนาดปลาข้ายังจับกินไปได้หลายพันตัว ข้าไม่เชื่อหรอกว่า กินเม็ดบัว…จะเป็นเรื่องยาก สําหรับข้า!”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version