Skip to content

A Will Eternal 1073

บทที่ 1073 ทัณฑ์เทียนจุน

ใบบัวเริ่มเหลือง ดอกบัวเริ่มเหี่ยวเฉา ภาพเหตุการณ์นี้สร้างความครึกโครมไปทั้งนครจักรพรรดิเซิ่ง ผู้คนแตกตื่นโกลาหลกันอย่างหนัก

“ใบบัวเหลืองแล้ว!!”

“สวรรค์ คราวนี้เป็นเพราะสาเหตุอะไรอีกล่ะ สมควรตายนัก ในหนึ่งปีมานี้เกิดอะไรขึ้นกับนครจักรพรรดิเซิ่งของเรากันแน่!!”

“หรือว่าเป็นเพราะเจ้าป๋ายเสี่ยวฉุนผู้นั้นอีกแล้ว!!”

“พวกเจ้าเห็นไหม ไม่เพียงแต่ใบบัวเท่านั้นที่เปลี่ยนเป็นสีเหลือง ดอกบัวอันเป็นที่ตั้งของวังหลวงก็เกิดปัญหาเหมือนกัน!”

ชนชั้นสูงทั้งราชสำนักร้องอุทานเสียงหลงด้วยความตกใจ

ในใจของเทียนจุนสามท่านอย่างพวกเฉินซูเองก็เต็มไปด้วยความเดือดดาล ทั้งยังบังเกิดความเหนื่อยล้าอย่างรุนแรง

นั่นเป็นเพราะว่าหนึ่งปีมานี้เกิดเรื่องติดต่อกันมากมายจนพวกเขาเริ่มเอือมระอา โดยเฉพาะพอคนทั้งสามต่างสัมผัสได้ว่า เรื่องทั้งหมดนี้ล้วนเป็นฝีมือของเจ้าเต่าน้อยอีกครั้ง ความจนใจของพวกเขาก็ยิ่งทบทวี

“เจ้าเต่านิรันดร์กาลสมควรตายตัวนี้ ทำไมมันถึงต้องพุ่งเป้ามาที่บงกชเซียนของพวกเราด้วย!! เจ้าจะกินอะไรก็ได้ แต่อย่ามากินดอกบัวของพวกเราจะได้ไหม ทำไมถึงไม่กินปลามังกรสวรรค์พวกนั้นเข้าไปเล่า!!”

“มันกินเม็ดบัวก็ยังพอทำเนา แต่นี่กลับยังมากินรากบัวอีก!!”

ในสายตาของจักรพรรดิเซิ่ง เจ้าเต่าน้อยตัวนี้เป็นเหมือนสมบัติล้ำค่า พวกเขาจะสั่งสอนมันก็ไม่ได้ ยังดีที่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับรากฐานของนครจักรพรรดิเซิ่งนี้ใหญ่เกินไป ต่อให้จักรพรรดิเซิ่งจะปิดด่านอีกครั้ง ก็จำต้องออกจากด่านอย่างช่วยไม่ได้

จักรพรรดิเซิ่งที่พอออกจากด่านก็เห็นว่าใบบัวของตลอดทั้งนครจักรพรรดิเซิ่งมีอยู่ครึ่งหนึ่งกลายเป็นสีเหลืองไปแล้ว และเห็นสภาพของดอกบัวอันเป็นที่ตั้งวังหลวงของตัวเอง ต่อให้เขาเป็นผู้แข็งแกร่งขอบเขตบุพกาลก็ยังอึ้งงันไปเหมือนกัน

สำหรับเจ้าเต่าน้อยที่ก่อเรื่องทั้งหมดนี้ขึ้นมา เขารู้สึกทั้งรักทั้งชัง แต่จะตีมันก็ตีไม่ลง สุดท้ายเลยได้แต่ลงมือจับเจ้าเต่าน้อยกลับมาด้วยตัวเอง แล้วตักเตือนสั่งสอนด้วยความหวังดี

“รากบัวน่ะ…กินไม่ได้นะ” จักรพรรดิเซิ่งถอนหายใจยาวเหยียดพลางมองเจ้าเต่าน้อยที่อยู่ในมือ

“มันกินไม่ได้จริงๆ หรือ?” เจ้าเต่าน้อยร้อนตัว จึงรีบทำตาโตแสร้งถามอย่างไร้เดียงสา

ในใจจักรพรรดิเซิ่งก็มีไฟโทสะอยู่เหมือนกัน แต่ว่าความโกรธเคืองนี้เขาเอาไปโยนใส่ร่างของเจ้าเต่าน้อยไม่ลง ป๋ายเสี่ยวฉุนจึงกลายมาเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในการระบายไฟแค้นนี้ ดังนั้นหลังจากเอ่ยสั่งสอนเจ้าเต่าน้อยไปพักใหญ่ ดวงตาของจักรพรรดิเซิ่งก็ฉายประกายเย็นเยียบ เตรียมจะเรียกป๋ายเสี่ยวฉุนเข้าวังมาพบ

และเวลานี้เอง ป๋ายเสี่ยวฉุนที่กำลังนั่งเข้าฌานอยู่ในวิหารเซียนก็พลันลืมตาโพลง!

“สั่งสมพลังมาตลอดครึ่งเดือน พายุปราณวิญญาณที่เกิดจากรากบัวนับร้อยระงับเอาไว้ไม่อยู่อีกต่อไป หากไม่ฝ่าทะลุยามนี้ แล้วจะรอยามไหน!”

ป๋ายเสี่ยวฉุนแหงนหน้าหัวเราะร่า ในร่างมีเสียงดังสนั่นหวั่นไหว พลังตบะทั้งหมดที่อยู่ในเส้นชีพจร กำลังพุ่งไปรวมกันที่วิญญาณเทพของเขาอย่างบ้าคลั่ง

ทั้งยังมีปราณวิญญาณที่เกิดจากการสั่งสมของรากบัวร้อยรากซึ่งระเบิดออกมาในเสี้ยววินาที ก่อกลายมาเป็นมหาสมุทรปราณวิญญาณที่กว้างใหญ่ไพศาล ซึ่งมีคลื่นลูกยักษ์เทียมฟ้าโถมกระหน่ำจากสี่ทิศ ไหลบ่าไปสู่วิญญาณเทพของเขา ครั้นจึงพุ่งเข้าหาปราการไร้รูปลักษณ์ที่มองไม่เห็นแต่สัมผัสได้ปราการนั้น แล้วทำการโจมตีเป็นครั้งสุดท้าย!

เสียงตูมตามไม่เพียงแต่ดังก้องอยู่ในร่างของป๋ายเสี่ยวฉุน แต่ยังดังสนั่นออกมาข้างนอก กึกก้องไปทั่วทั้งฟ้าดิน ขณะเดียวกันนี่ก็เป็นครั้งแรกที่ข้างหูของป๋ายเสี่ยวฉุนได้ยิน…เสียงลั่นเปรี๊ยะๆ เหมือนเสียงกำแพงปราการแตกทลายที่ทำให้เขาฮึกเหิม!

“จงแตกให้ข้า!” ป๋ายเสี่ยวฉุนก้มหน้าลง เส้นเอ็นบนหน้าผากปูดโปน ตบะทั้งหมด การสะสมทั้งหมดที่อยู่ในร่างกำลังผสานรวมกับการโจมตี บุกตะลุยไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้งจนกลายเป็นเสียงดังเกริกก้อง!

เบื้องหน้าไม่มีประตู ทั้งยังไม่มีเส้นทาง ถ้าเช่นนั้นก็ได้แต่…บุกฝ่าเพื่อเบิกเส้นทางใหญ่ที่ตรงสู่ขอบเขตเทียนจุนด้วยตัวเอง!

ความเจ็บปวดรุนแรงของร่างกาย ความปวดร้าวราววิญญาณเทพถูกฉีกทึ้ง ทั้งหมดทั้งมวลนี้เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับความเจ็บปวด ที่ป๋ายเสี่ยวฉุนเคยได้รับมา ถือว่ายังมีความแตกต่างอยู่บ้าง ต่อให้สีหน้าของเขาจะบิดเบี้ยวเหยเก ต่อให้ในใจเขาจะคลุ้มคลั่งแทบเสียสติ ทว่าเขายังคงดึงดันจะเดินไปยังทิศทางที่ตัวเองเลือก ไม่เปลี่ยนแปลง!

เสียงอึกทึกสั่นคลอนนภากาศระเบิดออกมาอย่างบ้าดีเดือด!

ตบะของเขาฝ่าทะลุขีดจำกัดของขอบเขตครึ่งเทพไปโดยตรง เวลาเพียงชั่วพริบตา เมื่อวิญญาณเทพของเขาแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ เมื่อเนื้อหนังมังสาของเขาเหมือนจะแหลกลาญ กำแพงที่เป็นดั่งปราการตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าซึ่งปริแตกอย่างต่อเนื่อง ก็ระเบิดกระจุยกระจายในที่สุด!

วินาทีที่มันระเบิดออก หัวสมองของป๋ายเสี่ยวฉุนพลันขาวโพลน ไม่เหลือความคิดใดๆ แล้วเขาก็ไม่คิดถึงเรื่องใดๆ มีเพียงความสงบนิ่งราวกับเป็นคนนอกที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เขามองเห็นว่าฟ้าดินรอบกายตกอยู่ในความมืดมิด มีเพียงเบื้องหน้าเท่านั้นที่มีเส้นทางแห่งแสงสว่าง เส้นทางที่สว่างสายนี้ยิ่งนานยิ่งสว่างไสว และแสงเจิดจ้านั้นก็คล้ายจะขยับเข้ามากลบทับร่างของตนทุกขณะ

และเมื่อเส้นทางแห่งแสงสว่างนี้กลบทับร่างของเขาไว้อย่างสมบูรณ์แบบ โลกเบื้องหน้าของป๋ายเสี่ยวฉุนที่แม้จะยังมืดมิด แต่กลับมีจุดแสงสว่างไสวจำนวนนับไม่ถ้วน เมื่อลองมองอย่างละเอียดจึงเห็นว่า นั่นคือเมล็ดพันธ์จำนวนเหลือคณนาที่ส่องประกายแสงอ่อนโยน!

ดูเหมือนว่าเขาจะได้เห็นดอกผูกงอิงอีกครั้ง… มองดูเมล็ดพันธ์จำนวนนับไม่ถ้วนเหล่านั้น ที่กำลังปลิวปรายเริงระบำอยู่เต็มท้องฟ้า พร้อมๆ กับที่ร่างของเขา ซึ่งเหมือนกลายมาเป็นเมล็ดพันธ์เมล็ดหนึ่ง ที่กำลังขยับเข้าไปใกล้อย่างต่อเนื่อง คล้ายต้องการผสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกันกับพวกมัน!

ชั่วขณะนั้นเวลาเหมือนจะยืดยาวไปอย่างไร้ที่สิ้นสุด และในความเป็นจริงเมื่อป๋ายเสี่ยวฉุนทำลายปราการไร้รูปลักษณ์ที่อยู่เบื้องหน้าตัวเองได้สำเร็จ พร้อมๆ กับที่คลื่นสะท้านฟ้าขุมหนึ่งระเบิดออกมาจากในร่างกายของเขา เสียงกัมปนาทก็ดังเกริกก้องไปทั่วนครจักรพรรดิเซิ่ง!

ท่ามกลางเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ทั้งในและนอกวิหารเซียนของป๋ายเสี่ยวฉุน มีน้ำวนลูกยักษ์ที่คล้ายจะเชื่อมโยงกับท้องฟ้าปรากฏขึ้นมา น้ำวนลูกนั้นหมุนครืนครั่นม้วนตลบแปดทิศ เป็นเหตุให้ฟ้าดินสะเทือนไหวเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง แล้วก็ทำให้ทุกคนที่จับตามองเรื่องรากบัวในนครจักรพรรดิเซิ่งหน้าเปลี่ยนสี หันขวับไปมองอย่างพร้อมเพรียงกัน

“คลื่นนี้…”

“ปราณเช่นนี้…”

“มีคนกำลังทดลองฝ่าทะลุครึ่งเทพ เลื่อนสู่เทียนจุน!!”

หลังจากความเงียบในชั่วระยะเวลาสั้นๆ ผ่านไป เสียงฮือฮาสนั่นฟ้าก็พลันระเบ็งเซ็งแซ่ รุ้งยาวหลายเส้นบินพรวดออกมาจากในนครจักรพรรดิเซิ่ง

ทั้งยังมีอำนาจจิตจำนวนนับไม่ถ้วนแผ่มาจากสี่ด้านแปดทิศ ตรงเข้ามารวมกันที่วิหารเซียนของป๋ายเสี่ยวฉุน

ต้องรู้ว่าตลอดทั้งแผ่นดินหย่งเหิง ตอนนี้เทียนจุน…มีแค่สิบคนเท่านั้น!

จากจุดนี้ก็พอจะมองออกแล้วว่า หากผู้แข็งแกร่งครึ่งเทพคิดจะฝ่าทะลุขอบเขตนั้นเป็นเรื่องที่ยากมากจนไร้คำบรรยาย และบัดนี้แม้แต่จักรพรรดิเซิ่งเองก็ยังวางเรื่องของเจ้าเต่าน้อยลง ครั้นจึงแผ่อำนาจจิตไปไว้ที่ถ้ำสถิตของป๋ายเสี่ยวฉุนเฉกเช่นคนอื่นๆ

พริบตานั้น เมื่อพลังอำนาจของป๋ายเสี่ยวฉุนแผ่ออกมาจนกลายเป็นที่จับตามองของคนมากมาย เรื่องนี้ก็ได้แพร่สะพัดไปทั่ว อีกทั้งนักพรตแทบทุกคนในนครจักรพรรดิเซิ่งยังสัมผัสได้อย่างชัดเจน

โดยเฉพาะน้ำวนที่อยู่บนท้องฟ้าลูกนั้นซึ่งเวลานี้กำลังโคจรดังครืนครั่น ชักนำการเปลี่ยนแปลงของฟ้าดิน ราวกับว่าต้องการซัดปราณแห่งการฝ่าทะลุขอบเขตของป๋ายเสี่ยวฉุนให้แพร่กระจายไกลออกไปอย่างไม่หยุดยั้ง

ท่ามกลางความสั่นสะเทือนของทั้งนครจักรพรรดิเซิ่ง ความเร็วของกู่เทียนจวินมีมากกว่าใคร พริบตาเดียวเงาร่างของเขาก็มาปรากฏอยู่นอกน้ำวนเหนือวิหารเซียนของป๋ายเสี่ยวฉุน มองน้ำวนที่อยู่ตรงหน้า รับสัมผัสได้ถึงพลังอำนาจระลอกแล้วระลอกเล่าที่พวยพุ่งขึ้นมาจากในน้ำวน สีหน้าเขาก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างห้ามไม่ได้

“ป๋ายเสี่ยวฉุนกำลังฝ่าทะลุขอบเขต!!”

เฉินซูและนักพรตสายบุ๋นวัยกลางคนผู้นั้นก็เดินออกมาจากในความว่างเปล่าหนึ่งก้าว ดวงตาของคนทั้งคู่เป็นประกายวาว หัวใจเกิดคลื่นสะเทือนไหว เพราะว่าในนครจักรพรรดิเซิ่งไม่มีใครเลื่อนขั้นเป็นเทียนจุนคนใหม่มานานมากแล้ว

หากคนที่ทำการฝ่าทะลุขั้นนี้ไม่ใช่ป๋ายเสี่ยวฉุน แต่เป็นนักพรตของนครจักรพรรดิเซิ่ง ถ้าเช่นนั้นสำหรับนครจักรพรรดิเซิ่งแล้วนี่จะถือเป็นเรื่องน่ายินดี ที่คนทั่วหล้าพร้อมใจกันเฉลิมฉลอง และจะต้องป่าวประกาศให้รับรู้กันถ้วนทั่ว

ซึ่งนั่นจะไม่เพียงแต่สร้างความฮึกเหิมให้กับคนของราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่ง ยังเป็นการสร้างความสะท้านสะเทือนให้แก่ราชวงศ์จักรพรรดิแสด้วยเช่นกัน

เพราะการที่มีเทียนจุนคนหนึ่งเพิ่มขึ้นมา ก็เท่ากับว่าศักยภาพของราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่งจะเพิ่มขึ้นมากกว่าเก่าอีกถึงสามส่วน!

ทว่าคนที่ฝ่าขอบเขต กลับดันเป็นป๋ายเสี่ยวฉุน!

นี่ทำให้ในใจของทุกคนที่อยู่ในนครจักรพรรดิเซิ่งซึ่งสัมผัสได้ถึงคลื่นของน้ำวนนี้ก่อนใครรู้สึกซับซ้อนอย่างถึงที่สุด โดยเฉพาะพวกกู่เทียนจวินสามคน ที่สีหน้ายิ่งมืดคล้ำลงอย่างรวดเร็ว

“น่าเสียดายตอนที่เลื่อนขั้นเป็นเทียนจุน จะต้องมีการชักนำจากมารดาแห่ง

นิรันดร์กาล เว้นเสียแต่ว่าบุพกาลจะลงมือ หาไม่แล้ว…ใครก็ห้ามถูกรบกวนเด็ดขาด!”

นักพรตสายบุ๋นวัยกลางคนซึ่งเป็นหนึ่งในสามเทียนจุนที่อยู่นครจักรพรรดิเซิ่งเวลานี้ กล่าวขึ้นพลางส่ายหน้า

“เจ้าป๋ายเสี่ยวฉุนผู้นี้เจ้าเล่ห์ยิ่งนัก เขามาเลือกฝ่าทะลุขอบเขตในนครจักรพรรดิเซิ่งก็เห็นได้ชัดว่ามองออกถึง…ความกริ่งเกรงขององค์จักรพรรดิเซิ่ง ทั้งจักรพรรดิแสยังบุกมาไม่ได้ ที่นี่จึงกลายมาเป็นที่ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเขา!”

เฉินซูเอ่ยเนิบช้า ดวงตามีประกายประหลาดวาบผ่าน

“แล้วจะอย่างไร ในอดีตมีนักพรตไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ที่พอเดินมาถึงขั้นที่ครึ่งเทพต้องเลื่อนเป็นเทียนจุน แล้วต้องตายกันไปเพราะทัณฑ์สวรรค์สามชั้น ต่อให้เจ้าป๋ายเสี่ยวฉุนผู้นี้จะฝ่าทลายทัณฑ์สวรรค์ชั้นแรกอย่างปราการกั้นขวางไปได้ แต่อีกสองชั้นหลังจากนี้ สำหรับเขาแล้วก็ต้องเป็นวิกฤตแห่งความเป็นความตายเช่นกัน!”

กู่เทียนจวินแค่นเสียงเย็น ดวงตาเปล่งประกายแห่งความเย็นชา

และขณะที่ทั้งนครจักรพรรดิเซิ่งเกิดความครึกโครม จักรพรรดิเซิ่งกำลังจับตามอง เทียนจุนทั้งสามท่านเองก็กำลังสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิดนั้นเอง จู่ๆ น้ำวนลูกที่เหมือนจะเชื่อมโยงกับท้องฟ้าก็พลันมีเสียงกัมปนาทยิ่งกว่าเก่าดังเกริกก้องออกมา พริบตาเดียวขนาดของมันก็ขยายใหญ่มากกว่าเดิมนับร้อยเท่า!

ท่ามกลางเสียงอึกทึก ท้องฟ้าเกือบครึ่งหนึ่งล้วนกลายมาเป็นน้ำวน สายฟ้าจำนวนนับไม่ถ้วนที่อยู่ด้านในแลบแปลบปลาบ สายฟ้ามากมายผ่าเปรี้ยงลงมาไม่ขาดสาย เมื่อน้ำวนขยายตัวออกไป คลื่นของปราณป๋ายเสี่ยวฉุนที่ผุดขึ้นมากะทันหันก็พลันซัดตะลุยออกไปเหนือขอบเขตของนครจักรพรรดิเซิ่ง ลุกลามออกไปบนดินแดนเซียนแห่งนี้อย่างต่อเนื่อง!

“ทัณฑ์ชั้นที่สองมาถึงแล้ว!” กู่เทียนจวินหรี่ตาลง สายตาคมกริบอย่างถึงที่สุด

ขณะเดียวกันเบื้องใต้น้ำวน ใจกลางของปราณทั้งหมดที่กระเพื่อมไหว ป๋ายเสี่ยวฉุนนั่งขัดสมาธิอยู่ตรงนั้นด้วยร่างที่สั่นเทิ้ม ในโลกของเขา ท่ามกลางความมืดไร้ที่สิ้นสุด ท่ามกลางเมล็ดพันธุ์ของดอกผูกงอิงจำนวนนับไม่ถ้วนที่ปลิวปราย ยามนี้จิตสำนึกของเขากำลังผสานรวมกับเมล็ดพันธ์หนึ่งในนั้นอย่างต่อเนื่อง

การผสานรวมนี้ ก็คือทัณฑ์ชั้นที่สองที่กู่เทียนจวินพูดถึง!

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version