Skip to content

A Will Eternal 1090

บทที่ 1090 ฉวยโอกาส

“เป็นไปไม่ได้…นี่มันเป็นไปไม่ได้…” ร่างของเทียนจุนจักษุไพศาลสั่นสะท้านน้อยๆ นัยน์ตาฉายความเลื่อนลอย เมื่อเผชิญหน้ากับยักษ์สิบตนก็สัมผัสได้ทันทีว่าปราณที่แผ่ออกมาจากร่างของพวกเขาน่ากลัวอย่างถึงที่สุด!

ปราณนั้นที่แม้จะไม่ใช่บุพกาล แต่กลับขยับเข้าใกล้อย่างถึงที่สุดแล้ว ต่อให้นี่จะเป็นแค่การประลองครั้งหนึ่ง ทว่าสำหรับเทียนจุนจักษุไพศาลแล้วมันกลับเหมือนจริงมาก มันทำให้เขารู้สึกเหลือเชื่อ ราวกับว่าซากพัดนี้กำลังเล่นตลกในเรื่องที่เหลวไหลที่สุดในโลกกับเขา!

ไม่รอให้เทียนจุนจักษุไพศาลต่อต้านหรือดิ้นรนใดๆ เสียงกัมปนาทก็พลันดังสะเทือนฟ้า ยักษ์สิบตนนั้นลงมือพร้อมกัน ทุกตนต่างก็ร่ายใช้กระบวนท่าทำลายฟ้าพิฆาตดิน ราวกับฟ้าถล่มดินทลายท่วมทับลงมาใส่เทียนจุนจักษุไพศาล

ประหนึ่งนั่นคือสัตว์ร้ายที่น่าครั่นคร้ามสิบตัวซึ่งพกพาเอาความดุร้ายพุ่งเข้ามากระทืบเหยียบย่ำเขาอย่างเหี้ยมอำมหิต…

การโจมตีเช่นนั้น การระเบิดพลังอำนาจราวไร้ที่สิ้นสุดเช่นนั้น ต่อให้เป็นป๋ายเสี่ยวฉุนที่จับตามองอยู่บนท้องฟ้าก็ยังอดสูดลมหายใจไม่ได้ นี่ช่างเป็นภาพที่ทำให้คนสิ้นหวังยิ่งนัก…

ทั้งยังมีเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังก้องอยู่ในโลกใบนี้ ยังดีที่ทุกอย่างนี้ไม่ได้ดำรงอยู่นานนัก เพราะอีกแค่ไม่กี่อึดใจเรือนกายของเทียนจุนจักษุไพศาลก็หายวับไปโดยที่ไม่ได้ตายดับ เพราะว่าการประลองครั้งนี้ไม่ใช่การตัดสินเป็นตาย ต่อให้ล้มเหลว อย่างมากสุดก็แค่ถูกบังคับนำส่งออกไปเท่านั้น

ทว่าสำหรับเทียนจุนจักษุไพศาลแล้ว แม้ว่าจะไม่ถึงตาย แต่ก็แทบจะไม่ต่างกันสักเท่าไหร่นัก ความภาคภูมิใจของเขา พลังอำนาจของเขาก่อนหน้านี้ ทุกอย่างของเขา บัดนี้ล้วนพังทลายไปสิ้น

แต่เขากลับรู้สึกโชคดีมากกว่าที่ในกติกาของการประลองในซากพัดมีพลังของการนำส่งอยู่ด้วย เขาจินตนาการไม่ออกเลยว่าหากไม่มีกฎของการนำส่งกลับมา สิ่งที่รอตนอยู่จะเป็นความน่าสังเวชไร้เยียวยาแค่ไหน

ยามนี้เมื่อแสงสว่างบนลานกว้างเปล่งประกาย เงาร่างของเทียนจุนจักษุไพศาลพลันจำแลงออกมา เขาเพิ่งจะปรากฏตัวก็กระอักเลือดออกมาคำใหญ่ เซถอยไปข้างหลังหลายก้าว หันขวับไปมองเส้นทางบนซี่กระดูกที่ตนเคยอยู่ก่อนหน้านี้ด้วยสายตาที่ยังเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อและเลื่อนลอยไม่คลาย

“เป็นอย่างนี้ไปได้อย่างไร…นี่มันเป็นไปไม่ได้เลย!!”

“ระดับความยากเช่นนั้น…หากด่านที่สิบแปดก็เป็นขนาดนี้แล้ว แล้วหลังจากนี้จะไม่ยิ่งหนักกว่าหรอกหรือ เรื่องนี้ต้องมีปัญหาแน่นอน!” เทียนจุนจักษุไพศาลขวัญหนีดีฝ่อ แรงโจมตีครั้งนี้รุนแรงเกินไปสำหรับเขา

คนอื่นๆ ที่อยู่บนลานกว้างก็เห็นเทียนจุนจักษุไพศาลที่ถูกนำส่งกลับมา มองเห็นความเลื่อนลอยของเขา มองเห็นร่างของเขาที่สั่นสะท้าน จิตวิญญาณของทุกคนก็พลันสะเทือนไหว ไม่ต้องเดาอะไรให้มากความ พวกเขาก็มองออกว่าเทียนจุนจักษุไพศาลต้องฝ่าด่านล้มเหลวแน่นอน

“ก่อนหน้านี้เทียนจุนจักษุไพศาลอยู่ด่านที่สิบแปดใช่ไหม? แม้แต่เขาก็ยังล้มเหลวหรือนี่!”

“หรือว่าด่านที่สิบแปดมีความมหัศจรรย์อะไร หาไม่แล้วด้วยพลังอำนาจของเทียนจุนจักษุไพศาล หลังจากที่ฝ่าด่านล้มเหลวแล้วก็ไม่น่าจะขวัญกระเจิงขนาดนี้”

ขณะที่ทุกคนพากันแปลกใจ ป๋ายเสี่ยวฉุนที่นั่งอยู่ห่างไปไกลก็กระแอมหนึ่งที กะพริบตาปริบๆ แอบมองเทียนจุนจักษุไพศาลที่มีสีหน้าเลื่อนลอยด้วยความลำพองใจสุดขีด ทั้งยังฮึกเหิมและสาสมใจ

“ใครใช้ให้เจ้าโกง บังอาจมาแข่งขันกับนายท่านป๋ายอย่างนั้นรึ?” ป๋ายเสี่ยวฉุนตวัดยิ้มมุมปาก รู้สึกชื่นมื่นทั้งกายและใจ

ยิ่งเห็นสภาพกระเซอะกระเซิงของเทียนจุนจักษุไพศาล ป๋ายเสี่ยวฉุนก็ยิ่งสะใจ แล้วพอนึกถึงเรื่องที่ว่าก่อนหน้านี้คนผู้นี้ไม่เพียงแต่ท้าทายตน ยังพูดจาข่มขู่คุกคาม ป๋ายเสี่ยวฉุนก็รู้สึกว่าตอนนี้ตนแค่เพิ่มความยากให้อีกฝ่ายเล็กน้อยเท่านั้น นั่นเป็นเพราะว่าตนเป็นคนใจดีมีเมตตาเกินไป

“เฮ้อ ข้อเสียที่สุดของข้าก็คือเป็นคนดีเกินไปนี่แหละ ในโลกแห่งการบำเพ็ญตนที่ปลาใหญ่กินปลาเล็กเช่นนี้ ข้าไม่ควรเป็นแบบนี้เลยจริงๆ” ป๋ายเสี่ยวฉุนปลงอนิจจังอยู่กับตัวเองพักหนึ่ง ทั้งคอยเหลือบมองไปยังเทียนจุนจักษุไพศาลที่ยังขวัญหายไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเป็นระยะ ก่อนจะไอแห้งๆ หนึ่งที ครั้นจึงตรวจสอบสถานการณ์การฝ่าด่านของคนอื่นๆ แล้วถือโอกาสเพิ่มความยากให้กับทุกด่านรวดเดียว

ไม่นานก็มีแสงนำส่งทยอยกันเปล่งแสงวาบ ครึ่งเทพ คนฟ้าแต่ละคนของราชวงศ์จักรพรรดิแสและราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่งล้วนถูกนำส่งออกมา และพอมาปรากฏตัวบนลานกว้าง ทุกคนล้วนกระอักเลือด สีหน้าตะลึงพรึงเพริด ใจสั่นอย่างบ้าคลั่ง

“เป็นไปไม่ได้ เมื่อวานตอนที่ข้าฝ่าด่านที่สามยังเจอสัตว์แค่สามตัวเท่านั้น แต่วันนี้กลับเพิ่มมาเป็นสามร้อยตัว!!”

“สวรรค์ พวกเจ้าไม่รู้หรอกว่าข้าเจออะไรมา ในด่านที่ห้าข้าเจอกับหุ่นเชิดตัวหนึ่งที่มีพลังเทียบเคียงกับเทียนจุน!!”

“ของพวกเจ้ายังไม่เท่าไหร่ บัดซบนัก ทั้งๆ ที่ข้าเริ่มจับทางในด่านที่เจ็ดได้แล้ว ทว่าเมื่อครู่ตอนไปฝ่าด่าน เขาวงกตนั่นกลับหมุนเปลี่ยนได้เองราวกับมีชีวิต!”

ทุกคนที่ถูกนำส่งกลับมาคลุ้มคลั่งเต็มที พอเล่าสู่กันฟัง แต่ละคนต่างตกอกตกใจ อ้าปากหอบหายใจคำโต แม้แต่เทียนจุนจักษุไพศาลก็ยังมีสีหน้ามืดทะมึนอย่างยิ่ง

“ความยากเพิ่มขึ้นแล้ว!” นี่คือข้อสรุปที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกัน

ไม่นานกู่เทียนจวิน ซือหม่าอวิ๋นหัว หยวนเยาจื่อและซื่อหลิงซ่างเหรินต่างก็ทยอยกันถูกนำส่งออกมา ก่อนหน้าพวกเขาล้วนติดอยู่ในด่านที่สิบหก ฝ่าด่านไปได้ไม่สำเร็จเสียที แล้วจู่ๆ ความยากกลับเพิ่มมากขึ้น นี่จึงยิ่งทำให้สีหน้าพวกเขาบึ้งตึงไม่น่ามอง

ในบรรดาคนทั้งหมด มีเพียงป๋ายเสี่ยวฉุนที่เบิกบานอยู่ในใจคนเดียว ทว่าเขากลับไม่แสดงออกมาภายนอกแม้แต่น้อย ยังคงทำหน้านิ่วคิ้วขมวด อีกทั้งเพื่อความสมจริง เขายังเข้าไปฝ่าด่านที่เจ็ดของเขาวงกตต่อหน้าต่อตาทุกคนใหม่อีกครั้ง หลังจากเดินวนไปวนมาอยู่พักใหญ่จนถูกนำส่งกลับมา เขาก็แสร้งวางสีหน้าเคว้งคว้าง ร้องอุทานเสียงหลง

“ด่านที่เจ็ดเปลี่ยนไปแล้ว! คุณพระช่วย พวกเจ้าไม่รู้หรอกว่าข้าได้เห็นอะไร น่าตกใจเกินไปแล้ว”

เสียงอุทานของป๋ายเสี่ยวฉุนออกจะฟังเกินจริงอยู่บ้าง หากเปลี่ยนมาเป็นก่อนหน้านี้ ทุกคนย่อมต้องหัวเราะหยันอยู่ในใจ ทว่านักพรตสองฝ่ายที่ยืนอยู่บนลานกว้างในเวลานี้ต่างมีสีหน้าดำคล้ำเครียดขรึม ไม่มีอารมณ์มาสนใจป๋ายเสี่ยวฉุนอีกแล้ว

นั่นเป็นเพราะว่าพวกเขาใช้วิธีการทั้งหมดที่มีแล้ว แต่การฝ่าด่านในแต่ละครั้งตลอดหลายวันมานี้กลับล้มเหลวทั้งหมด!

จนถึงตอนนี้ซากพัดได้ถูกเปิดออกมาเกินครึ่งเดือนแล้ว ทว่าในใจของทุกคนกลับเหมือนมีพยับเมฆปกคลุม มองไม่เห็นความหวังใดๆ

ตามแผนการที่ป๋ายเสี่ยวฉุนวางไว้ ขอแค่ยืนหยัดไปได้อีกสองเดือนกว่า ถ้าเช่นนั้นทุกอย่างก็จะเป็นไปตามที่เขาปรารถนา

เพียงแต่ว่าบนโลกนี้มีเรื่องมากมายที่มิอาจคาดเดา หลังจากผ่านไปได้อีกเกือบครึ่งเดือน จู่ๆ ปณิธานของซากพัดที่ป๋ายเสี่ยวฉุนเคยใช้พลังแห่งการหลอมพลังจิตประมือด้วยทางอ้อมกลับเหมือนฟื้นตื่นจากการหลับใหล

เพิ่งจะตื่นขึ้นมา ตลอดทั้งซากพัดก็พลันส่งเสียงดังกัมปนาท ขณะเดียวกันด่านทั้งหมดก็เหมือนได้รับการชำระล้างใหม่อีกครั้ง ความวุ่นวายกลับสู่ความสงบสุข ระดับความยากที่ป๋ายเสี่ยวฉุนเพิ่มเข้าไปก่อนหน้านี้ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นเหมือนเดิม

ไม่เพียงแค่นี้เท่านั้น หลังจากที่ปณิธานนี้ฟื้นตื่นขึ้นมามันยังกวาดกระแสจิตไปแปดทิศ แล้วเล็งเป้ามาที่ป๋ายเสี่ยวฉุนทันที แต่ดูเหมือนว่าด้วยเหตุผลบางประการมันจึงไม่สามารถเล่นงานป๋ายเสี่ยวฉุนได้ตรงๆ

กระนั้นความต้องการช่วงชิงอำนาจกลับคืนมารวมไปถึงความต้องการกำราบป๋ายเสี่ยวฉุนให้อยู่หมัดกลับแสดงออกเด่นชัดเป็นพิเศษ ทำเอาป๋ายเสี่ยวฉุนตกใจจนหัวใจเต้นกระหน่ำโลดแรง จำต้องรีบนั่งขัดสมาธิ โคจรตบะเทียนจุนในร่างพิทักษ์จิตวิญญาณของตัวเองให้มั่นคง ทั้งยังพยายามรักษาความเชื่อมโยงเบาบางกับซากพัดไม่ให้ขาดออกกลางคัน!

ประหนึ่งเรือน้อยที่ลอยลำอยู่ในคลื่นพิโรธ หัวสมองของป๋ายเสี่ยวฉุนมีแต่เสียงอื้ออึงอึกทึก จิตวิญญาณสั่นสะท้าน ความเชื่อมโยงระหว่างเขากับซากพัดเหมือนถูกดึงรั้งหมายกระชากให้ขาดครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งในหัวยังมีเสียงคำรามเดือดดาลส่งมาถึง หากเปลี่ยนมาเป็นผู้แข็งแกร่งครึ่งเทพ จิตวิญญาณย่อมแหลกสลายและถูกปณิธานอันเหี้ยมหาญนี้ตัดขาดความเชื่อมโยงทิ้งไปนานแล้ว

ทว่าป๋ายเสี่ยวฉุนมีตบะเป็นถึงเทียนจุน แม้จะมิอาจโจมตีกลับคืนไปได้ แต่หากทุ่มเทสุดพลังปกปักษ์พิทักษ์เอาไว้ ซึ่งแม้จะยืนหยัดได้ไม่นานนัก แต่ก็ยังพอประคับประคองได้ในเวลาสั้นๆ!

และทั้งหมดนี้คนนอกล้วนมองไม่ออก ต่อให้เป็นพวกเทียนจุนจักษุไพศาลเองก็ยังสัมผัสไม่ถึงแม้แต่น้อย นี่เป็นการประลองเวทที่อยู่เหนือระดับชั้นของพวกเขาอย่างสิ้นเชิง เพราะนี่คือการช่วงชิงสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของซากพัดเล่มนี้!

ไม่นานเวลาก็ผ่านไปแล้วสองชั่วยาม ร่างของป๋ายเสี่ยวฉุนสั่นเทิ้มไม่หยุด ใบหน้าของเขาซีดเผือด การที่อาศัยตบะของตัวเองยืนหยัดมาได้ถึงตอนนี้นับว่าเป็นขีดจำกัดของเขาแล้ว จิตวิญญาณของเขาใกล้จะถล่มทลาย และความเชื่อมโยงที่มีต่อซากพัดก็ใกล้จะถูกตัดขาดเต็มทีแล้ว ทว่าเวลานี้เอง ข้างหูของเขากลับมีเสียงคำรามแห่งความไม่ยินยอมดังกึกก้อง ก่อนที่ปณิธานของซากพัดจะเป็นเหมือนน้ำลงที่ลดฮวบหายวับ กลับคืนสู่สภาวะหลับสนิทอีกครั้งในชั่วพริบตา!

เมื่อป๋ายเสี่ยวฉุนลืมตาทั้งคู่ขึ้น ทั้งร่างของเขาก็เปียกโชกไปด้วยเหงื่อ

จิตวิญญาณของเขาถูกเผาผลาญไปมหาศาล เหนื่อยล้าจนหอบหายใจดังฮักๆ รู้สึกเพียงว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้โหดร้ายเกินไป ราวกับว่าปณิธานของซากพัดเล่มนี้เคียดแค้นตนเข้ากระดูกดำอย่างไรอย่างนั้น

“ยังดีที่ดูเหมือนว่าตัวปณิธานของซากพัดเองจะมีข้อบกพร่องอยู่ จึงไม่สามารถฟื้นตื่นได้นานนัก…” ป๋ายเสี่ยวฉุนสูดอากาศเข้าปอดอย่างแรง เมื่อปณิธานจางหาย สิทธิ์ในการควบคุมซากพัดของเขาจึงกลับคืนมาอีกครั้ง ทว่าเขาต้องหน้าซีดเผือดในบัดดล

“สมควรตายนัก ปล่อยให้พวกเขาฉวยโอกาสไปเสียได้!”

ป๋ายเสี่ยวฉุนสังเกตเห็นอย่างชัดเจนว่าสองชั่วยามที่ตนต่อสู้อยู่กับปณิธานของซากพัดทำให้มีคนไม่น้อยฝ่าด่านที่แต่เดิมถูกเขาเพิ่มระดับความยากไปได้!

อย่างหลี่ตงฮั่นที่ผ่านด่านที่หกไปได้แล้ว ส่วนไห่เฉินต้าจุนก็มาถึงด่านที่เก้า ทางด้านคนที่มีตบะเทียนจุนอย่างกู่เทียนจวิน ซือหม่าอวิ๋นหัวก็เป็นแบบเดียวกัน พวกเขาต่างก็ฝ่าด่านที่สิบหกเข้าไปยังด่านที่สิบเจ็ดได้แล้ว!

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version