Skip to content

A Will Eternal 1091

บทที่ 1091 ข้าจะเพิ่มให้พวกเจ้าอีกหน่อย

และที่ยิ่งทำให้ป๋ายเสี่ยวฉุนหงุดหงิดเข้าไปใหญ่ก็คือเทียนจุนจักษุไพศาล ไม่รู้ว่าคนผู้นี้ไปพบเจอวิธีการใด ถึงได้ร่วมมือกับหยวนเยาจื่อ ซื่อหลิงซ่างเหรินสองคน และหลังจากที่สามคนเดินไปบนพัดซี่เดียวกันก็ร่วมแรงร่วมใจกัน

ตอนนี้จึงอยู่ในด่านที่สิบแปดกันทั้งสามคน!

เห็นได้ชัดว่านี่คือการสรุปรวมประสบการณ์ของเทียนจุนจักษุไพศาล เขาใช้ช่องโหว่บางอย่างที่ป๋ายเสี่ยวฉุนไม่รู้ ทำให้คนทั้งสามมาเผยกายในด่านที่สิบแปดพร้อมกันแล้วเปิดฉากสังหารกับหัวกะโหลกที่มีตบะเทียบเท่าเทียนจุน!

เป็นเหตุให้คนทั้งสามผ่านด่านที่สิบแปดไปได้อย่างราบรื่น จากนั้นพวกเขาก็ใช้วิธีการเดิมฝ่าด่านที่สิบเก้า ตอนนี้เมื่อป๋ายเสี่ยวฉุนมองไป ทั้งสามคนก็ได้เข้ามาอยู่ในด่านที่ยี่สิบแล้ว!

ยังดีที่เดิมทีด่านที่ยี่สิบนี้ก็ไม่ง่ายอยู่แล้ว ตอนนี้สิ่งที่พวกเทียนจุนจักษุไพศาลสามคนต้องเผชิญก็คือสัตว์ร้ายขนาดมหึมาที่มีลักษณะคล้ายวัว หน้าตาของสัตว์ร้ายชนิดนี้ดุร้ายอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นด้านความเร็วหรือพละกำลังกล้ามเนื้อ ระดับความแข็งแกร่งของมันก็แทบไม่เป็นรองเทียนจุนจักษุไพศาลเลย

โดยเฉพาะเรือนกายสูงใหญ่ของพวกมันที่มอบความรู้สึกเปี่ยมล้นไปด้วยพละกำลังให้แก่คนมอง ซ้ำยังมีนิสัยฉุนเฉียวขี้หงุดหงิด รวมไปถึงเรือนกายภายนอกก็ล้วนแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าวัวประหลาดเหล่านี้เป็นตัวผู้!

ปากของพวกมันเปล่งเสียงคำรามฮึ่มฮั่มจนพื้นที่ราบอันเป็นที่ตั้งของด่านที่ยี่สิบคล้ายมีเสียงฟ้าร้องครืนครั่นกึกก้องไปทั่วแปดทิศ ซ้ำวัวประหลาดพวกนี้ยังมีสติปัญญาสูง เวลาที่ใช้เวทคาถาก็ไม่จำเป็นต้องมุทรา

เพราะพวกมันมีพรสวรรค์ที่มหัศจรรย์บางอย่างคล้ายเวทอภินิหารที่ทำให้สร้างวงแสงสีน้ำตาลอ่อนเป็นวงๆ ขึ้นมาแล้วซัดแผ่ไปรอบด้าน ซึ่งต่อให้เป็นพวกเทียนจุนจักษุไพศาลสามคนก็ยังต้องระมัดระวังกันทุกย่างก้าว

หากถูกวงแสงสีน้ำตาลอ่อนเหล่านั้นลอยมากระทบ คนทั้งสามจะตัวสั่นเยือก รู้สึกเหมือนมีพลังไร้ทัดทานขุมหนึ่งลอดทะลุผ่านกายเนื้อเข้าไปโจมตีที่จิตวิญญาณโดยตรง

หากเปลี่ยนมาเป็นนักพรตครึ่งเทพที่อยู่ที่นี่ เกรงว่าจิตวิญญาณคงแหลกสลายและถูกขับไล่ออกจากด่านไปในเสี้ยววินาที ทั้งต่อให้มีตบะเทียนจุน แต่หากคนทั้งสามมาเพียงลำพัง เมื่อเจอกับการร่วมมือกันของวัวประหลาดทั้งสิบตัวนี้ก็คงไม่สามารถยืนหยัดอยู่ได้นานนัก

ด่านที่ยี่สิบนี้เป็นเหมือนเส้นแบ่งขอบเขต หากว่ากันในบางระดับ ไม่ว่าใครคนใดก็ตามที่อยู่ที่นี่ในตอนนี้ คิดจะผ่านด่านนี้ไปให้ได้ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

หากจะมีความเป็นไปได้จริงๆ ก็มีแค่ป๋ายเสี่ยวฉุนเท่านั้น เพราะหากอาศัยพลังการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งของเขา บางทีอาจจะพอประคองตัวต้านทานไปได้ในเวลาที่กำหนด

ขณะเดียวกันสัตว์ร้ายประเภทนี้ก็ไม่เคยมีอยู่ในดินแดนเซียนนิรันดร์กาลมาก่อน เห็นได้ชัดว่านี่คือ สัตว์ร้ายแข็งแกร่งที่เคยมีชีวิตอยู่ในโลกของเจ้าของซากพัดเล่มนี้

แล้วก็เป็นเพราะว่าเดิมทีด่านที่ยี่สิบก็มีความยากอยู่แล้ว แม้เทียนจุนจักษุไพศาลสามคนจะร่วมมือกันก็ยังยากที่จะผ่านด่านไปได้โดยเร็ว หาไม่แล้วตอนที่ป๋ายเสี่ยวฉุนฟื้นตื่นขึ้นมาคงได้เห็นเทียนจุนจักษุไพศาลสามคนผ่านด่านที่ยี่สิบสำเร็จไปแล้ว

และพอนึกถึงผลลัพธ์เช่นนี้ ป๋ายเสี่ยวฉุนก็รู้สึกว่าเสี่ยงอันตรายเกินไป เขาไม่อยากให้มีใครได้อภิสิทธิ์แซงหน้าอำนาจที่เขาช่วงชิงมาอย่างยากลำบากจนเลือดตาแทบกระเด็นนี่ไปได้หรอกนะ

“ดูท่าก่อนหน้านี้ข้าคงใจดีเกินไป เจ้าโจรเฒ่าจักษุไพศาล คราวนี้เจ้ายังกล้าใช้วิธีคดโกง เรื่องนี้ข้าทนไม่ได้!” ป๋ายเสี่ยวฉุนโมโหเข้าแล้ว ดวงตาทั้งคู่ที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยของเขาจ้องเขม็งไปยังเทียนจุนสามท่านของราชวงศ์จักพรรดิแสที่อยู่ในด่านที่ยี่สิบ

“จะแข่งเรื่องการโกงกับข้าใช่ไหม คอยดูสิว่าข้าจะเล่นงานพวกเจ้าให้กระอักอย่างไร บัดซบเอ๊ย ชีวิตนี้ของข้าป๋ายเสี่ยวฉุนเกลียดคนขี้โกงที่สุดเลย!” ป๋ายเสี่ยวฉุนกัดฟันกรอด ไม่เหลือเวลาให้ไปสนใจนักพรตคนอื่นๆ อีกแล้ว ตอนนี้เขาเอาพละกำลังทั้งหมดไปทุ่มเทให้กับเทียนจุนสามท่านของราชวงศ์จักพรรดิแสที่อยู่ในด่านที่ยี่สิบเท่านั้น

ไม่ว่าจะอย่างไรเขาก็ปล่อยให้คนทั้งสามทำสำเร็จไม่ได้ และเมื่ออาศัยความเชื่อมโยงเบาบางที่มีต่อซากพัด อำนาจจิตของเขาจึงพลันเยื้องกรายลงไปยังด่านที่ยี่สิบ ส่งผ่านความคิดให้ปรับระดับความยากของด่านนี้จนสูงถึงขีดสุด!

ไม่มีเก็บออม ไม่มีลังเล พริบตาเดียวคลื่นบิดเบือนที่คนนอกมองไม่เห็นก็พลันแผ่กำจายไปทั่วด่านที่ยี่สิบ

และเทียนจุนสามท่านอย่างพวกจักษุไพศาลก็กำลังร่วมมือกันใช้เวทอาคมเข่นฆ่าอยู่กับวัวประหลาดสิบตัวที่แข็งแกร่งดุดัน เสียงกัมปนาทกึกก้องต่อเนื่อง แม้สีหน้าของคนทั้งสามจะเคร่งเครียด แต่ดวงตากลับโชนแสงลุกเรือง

“ข้ามีลางสังหรณ์ว่า ขอแค่ผ่านด่านนี้ไปได้ หลังจากนี้พวกเราจะราบรื่นอย่างถึงที่สุด และสุดท้ายใครที่จะได้รับการสืบทอดก็อยู่ที่โชควาสนาของใครของมันแล้ว!”

เทียนจุนจักษุไพศาลสูดลมหายใจเข้าลึก ครั้นจึงเอ่ยเสียงหนัก ในใจของเขาเต็มไปด้วยความห้าวเหิม และที่เขาสามารถเจอช่องโหว่ของด่านบนซากพัดเล่มนี้ได้ก็เพราะเกี่ยวข้องกับตัวตนว่าที่ผู้สืบทอดของเขา

แต่ที่สำคัญที่สุดนั้นเป็นเพราะเดิมทีตัวของซากพัดเองก็ไม่สมบูรณ์แบบอยู่แล้ว ดังนั้นด่านต่างๆ เหล่านี้จึงได้รับผลกระทบไปด้วย

นั่นจึงเป็นการเปิดโอกาสให้กับเขา ทำให้เขาครุ่นคิดหาวิธีให้คนสามคนช่วยกันฝ่าด่านเจอ อีกทั้งคนทั้งสามก็มีข้อตกลงร่วมกัน ยามนี้หยวนเยาจื่อที่ได้ยินคำพูดของเขาจึงคลี่ยิ้ม ในใจเปี่ยมไปด้วยความฮึกเหิมไม่ต่างกัน

ต่อให้เป็นซื่อหลิงซ่างเหรินที่วางตัวเฉยชาตลอดมาก็ยังเก็บกลั้นความดีใจเอาไว้ไม่มิด ต่อให้วัวประหลาดของที่นี่จะแข็งแกร่งและอำมหิตมากเพียงใด ทว่าพวกเขาสามคนก็ยังมั่นใจว่าผ่านไปอีกสักช่วงเวลาหนึ่ง พวกเขาต้องโจมตีให้วัวประหลาดเหล่านี้พ่ายแพ้ไปได้แน่นอน

เพราะอย่างไรซะการร่วมมือกันของพวกเขาสามคนที่แม้จะไม่สมบูรณ์แบบ

แต่ต่างคนต่างรู้จักกันมาหลายปี จึงเคยร่วมมือกันมาหลายครั้ง

เวลานี้เทียนจุนจักษุไพศาลจึงเป็นฝ่ายโจมตีหลัก ซื่อหลิงซ่างเหรินเป็นคนร่ายเวทคาถาหลัก ส่วนหยวนเยาจื่อนั้นอาศัยพลังของค่ายกลมาปกป้องคนทั้งสาม ต่อให้มองดูแล้วคนทั้งสามจะถอยร่นอย่างต่อเนื่อง ทว่าการโจมตีที่มาพร้อมกับการป้องกันแน่นหนาก็ยังคงเหี้ยมหาญคมกริบอยู่ดี

และหากมองอย่างละเอียดจะเห็นได้ว่าวัวประหลาดพวกนี้ใกล้จะหมดแรงเต็มทีแล้ว ซึ่งถ้าพวกมันถอยร่นเมื่อไหร่ เทียนจุนจักษุไพศาลสามคนก็จะพุ่งเข้าจู่โจมทันควัน เมื่อเป็นอย่างนี้ซ้ำไปซ้ำมา ด่านนี้ก็คงถูกคนทั้งสามฝ่าทำลายไปได้ในอีกไม่ช้านี้จริงๆ

ป๋ายเสี่ยวฉุนหัวเราะหยัน ก่อนหน้านี้เขายังเครียดอยู่บ้าง แต่ตอนนี้เมื่อสัมผัสได้ถึงระดับความยากที่ถูกตัวเองปรับเรียบร้อยแล้ว เขาจึงไม่รู้สึกเป็นกังวลกับด่านที่ยี่สิบนี้อีก ทั้งยังพอจะสัมผัสได้รำไรว่าเมื่อตัวเองเอาชนะวิญญาณวัตถุของซากพัดมาได้ครั้งหนึ่ง ก็ดูเหมือนว่าอำนาจที่อยู่ในมือเขาจะยิ่งมั่นคงมากขึ้น

โดยเฉพาะตอนนี้ที่ป๋ายเสี่ยวฉุนสัมผัสได้ว่าพออำนาจจิตของตนเยื้องกรายลงไปเยือนด่านที่ยี่สิบ อำนาจของตนก็คล้ายจะสามารถชะลอการปรากฏตัวของการนำส่งได้…

“แค่ไม่รู้ว่าจะถ่วงให้ล่าช้าไปได้นานแค่ไหน…” ป๋ายเสี่ยวฉุนเลียริมฝีปาก

มือก็ลูบคลำถุงเก็บของ นัยน์ตาฉายความโหดเหี้ยม และเวลานี้เอง ท่ามกลางเสียงกัมปนาทกึกก้อง วัวประหลาดสิบตัวนั้นก็ระเบิดแตกทลาย ถูกเทียนจุนจักษุไพศาลสามคนจัดการสิ้นซากตามเงื่อนไขของด่านนี้ได้ทันก่อนเวลาจะหมดลง

“สิ้นสุดแล้ว!” เทียนจุนจักษุไพศาลปิติยินดี หยวนเยาจื่อและซื่อหลิงซ่างเหรินเองก็คึกคัก ทว่าชั่วขณะที่คนทั้งสามกำลังรอให้ค่ายแสงนำส่งเยื้องกรายลงมานั้นเอง จู่ๆ ความรู้สึกกดดันหนักอึ้งก็แผ่ปกคลุมไปทั่วทั้งด่านที่ยี่สิบ

“ปราณนี้…” คนแรกที่พบความผิดปกติก็คือเทียนจุนจักษุไพศาลที่เคยมีประสบการณ์น่าสังเวชเช่นนี้มาก่อน หน้าของเขาเปลี่ยนสีไปในบัดดล รีบถอยกรูดไปข้างหลัง ปากก็ร้องตะโกนดังลั่น

“เริ่มผิดปกติอีกแล้ว!” แทบจะเวลาเดียวกันกับที่คำพูดของเทียนจุนจักษุไพศาลดังก้อง หยวนเยาจื่อและซื่อหลิงซ่างเหรินก็ทยอยกันสัมผัสได้ถึงแรงกดดันผิดปกติที่ปรากฏในด่านนี้

คนทั้งสองหน้าเปลี่ยนสี ถอยกรูดไปข้างหลังเช่นกัน และพอคนทั้งสามต่างถอยหนีออกไป ทันใดนั้นเสียงตูมๆๆ ก็พลันดังสะเทือนนภากาศแปดทิศ ก่อนที่รอบกายของเทียนจุนจักษุไพศาลสามคนจะมีเงาร่างของวัวดุร้ายสูงใหญ่โผล่พรวดออกมาจากความว่างเปล่า!

หนึ่งตัว สิบตัว ห้าสิบตัว…จนกระทั่งครบหนึ่งร้อยตัว เงาร่างของพวกมันมาพร้อมกับปราณแห่งความคลุ้มคลั่งบ้าดีเดือดที่พอเผยตัวสายตาของวัวประหลาดแต่ละตัวก็หันขวับไปจับจ้องพวกเทียนจุนจักษุไพศาล หลังจากอ้าปากแผดเสียงร้องคำรามอย่างพร้อมเพรียงก็พร้อมใจกันกระโจนเข้าขย้ำพวกเขาทั้งสามคน

ประหนึ่งแผ่นดินสะเทือนภูเขาโยกไหว ดุจดั่งแผ่นฟ้าถล่มแผ่นดินทลาย

เทียนจุนจักษุไพศาลหน้าเผือดสีไปอย่างสิ้นเชิง หยวนเยาจื่อและซื่อหลิงซ่างเหรินต่างก็สูดลมหายใจดังเฮือก

“สมควรตายนัก จักษุไพศาลไหนเจ้าบอกว่าอาศัยการอนุมานของเจ้าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างไรล่ะ!”

“ก่อนหน้านี้แค่วัวประหลาดสิบตัว พวกเราก็รับมือกันยากลำบากพอแล้ว ตอนนี้มันโผล่มาตั้งร้อยตัวเชียวนะ!!” ลมหายใจของหยวนเยาจื่อหอบระรัว

ซื่อหลิงซ่างเหรินเองก็ใจสั่นสะท้าน ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่กล้าทุ่มสุดตัว แต่เป็นเพราะว่าสู้กันอย่างไรวัวประหลาดพวกนี้ก็ฆ่าไม่ตาย ทำเอาพวกเขาปวดหัวสุดๆ หากเปลี่ยนมาเป็นเวลาปกติก็ยังพอว่า แต่เมื่อครู่นี้พวกเขาเพิ่งจะมองเห็นความหวัง ทว่าความหวังนั้นกลับกลายมาเป็นความผิดหวังในชั่วพริบตา เหตุการณ์พลิกผันเช่นนี้ใหญ่หลวงเกินไป ทำให้ตอนนี้พวกเขาได้แต่ถอยหนีเท่านั้น

และแทบจะเวลาเดียวกันกับที่พวกเขาก้าวถอยหลัง วัวประหลาดร้อยตัวก็ร้องคำรามแล้วพุ่งเข้ามาโจมตี

ส่วนป๋ายเสี่ยวฉุนที่อยู่บนฟ้าซึ่งพอเห็นภาพนี้ก็หัวเราะเสียงหยันทันใด

“คิดจะหนีรึ? ถ้าหนึ่งร้อยตัวยังไม่มากพอ ข้าจะเพิ่มให้พวกเจ้าอีกหน่อย!”

ป๋ายเสี่ยวฉุนกัดฟันกรอด

เขาตัดสินใจแล้วว่าคราวนี้จะต้องกำราบเทียนจุนจักษุไพศาลให้อยู่หมัด หาไม่แล้วเขาก็เป็นกังวลจริงๆ ว่าหากวันใดปณิธานของซากพัดตื่นขึ้นมาต่อสู้กับตนอีก อีกฝ่ายจะฉวยโอกาสนั้นและมีความเป็นไปได้มากที่เขาจะฝ่าด่านที่ยี่สิบไปได้จริงๆ

คิดมาถึงตรงนี้ สีหน้าของป๋ายเสี่ยวฉุนก็ฉายความเฉียบขาด ดังนั้นหลังจากปรับระดับความยากให้ถึงขีดสุดไปแล้วครั้งหนึ่ง เขาจึงฝืนเพิ่มระดับความยากเข้าไปใหม่อีกครั้ง!

ทันใดนั้นเสียงกัมปนาทก็ดังกังวานอยู่ในด่านที่ยี่สิบ เทียนจุนจักษุไพศาลสามคนที่เดิมทีก็ตะลึงพรึงเพริดมากพออยู่แล้ว ยามนี้ยังสังเกตเห็นด้วยความสิ้นหวังอีกว่าในที่ราบรอบกายวัวประหลาดหนึ่งร้อยตัว จู่ๆ กลับมีวัวประหลาดเพิ่มขึ้นมาอีกนับพันตัว ทั้งยังเพิ่มความดุดันมากขึ้นในแต่ละตัว ซึ่งพวกมันต่างก็ร้องคำรามแล้วพากันกระโจนเข้าหาพวกเขาราวกับคลุ้มคลั่ง!

“คุณพระช่วย…” บัดนี้แม้แต่เทียนจุนจักษุไพศาลผู้แข็งแกร่งก็ยังรู้สึกหวาดผวาชาไปทั้งหนังศีรษะ!

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version