บทที่ 1147 ต่ำช้าหน้าด้านถ่อยสถุล
มาจนถึงวันนี้ ป๋ายเสี่ยวฉุนก็ยังไม่รู้ความเป็นมาของหม้อกระดองเต่า เพียงแค่มีการคาดเดาอย่างเลื่อนลอย ไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด
ทว่ามีอยู่ข้อหนึ่งที่ป๋ายเสี่ยวฉุนยืนยันได้ก็คือ นับตั้งแต่ที่เขาได้หม้อใหญ่ใบนี้มาจากครัวไฟ นอกจากที่มันจะมีความมหัศจรรย์ด้านการหลอมพลังจิตแล้ว เขาก็ไม่เคยเห็นวัตถุสิ่งใดที่จะแข็งแกร่งทนทานได้มากกว่ามัน
ทุกวิชาอภินิหาร ทุกคาถาอาคม ทุกพลังเรือนกาย ทุกสมบัติอาคม เมื่อมาเจอกับหม้อกระดองเต่าก็ล้วนต้องพังทลาย และหม้อใหญ่ใบนี้ก็เป็นความมั่นใจของป๋ายเสี่ยวฉุนเสมอมา
ต่อให้เวลานี้รอบด้านจะมีใบไม้จำนวนนับไม่ถ้วนพัดกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง แม้ป๋ายเสี่ยวฉุนจะอกสั่นขวัญผวา แต่กลับไม่ได้สิ้นหวังเกินไปนัก เขาที่ร้องคำรามพลันม้วนตัวเข้าไปหลบอยู่ใต้หม้อกระดองเต่าแล้วมุดลงไปในดิน
“ยังดีที่ตอนนี้ข้าผอมแล้ว ถ้าไม่อย่างนั้นคราวนี้คงซวยเข้าจริงๆ”
พอมาหลบอยู่ใต้หม้อกระดองเต่า ป๋ายเสี่ยวฉุนก็ทอดถอนใจอยู่กับตัวเอง ส่วนเด็กชายที่อยู่บนต้นไม้แห้งห่างออกไปไกลก็อึ้งไปก่อนครู่หนึ่ง จากนั้นถึงหัวเราะร่าเสียงดัง
“เจ้าป๋ายเสี่ยวฉุนไร้ยางอายผู้นี้สมองเลอะเลือนไปแล้วหรือไร ถึงได้เพ้อเจ้อหวังเอาหม้อทุเรศนั่นออกมาต้านทานใบไม้แสนใบจากสี่ด้านแปดทิศ!”
“อีกไม่นานเขาก็จะค้นพบด้วยความสิ้นหวัง ข้ายอมจ่ายค่าตอบแทนโดยการให้ด่านนี้ถูกลบเลือนไปเพื่อแลกมาด้วยฉากสังหารอย่างไม่เสียดาย เขาไม่มีทางผ่านด่านนี้ไปได้แน่!”
เด็กชายหัวเราะหยัน นัยน์ตาฉายแววดูแคลน
เพียงแต่ว่าความดูแคลนนี้ดำรงอยู่ได้ไม่นานเท่าไหร่ เมื่อร่างของป๋ายเสี่ยวฉุนกระทบพื้นดังตูม เมื่อใบไม้นับแสนที่มีพลังเท่าเทียมกับการโจมตีของเทียนจุนช่วงต้นขยับเข้าไปใกล้แล้วกระแทกลงบนหม้อกระดองเต่า ลูกตาของเด็กชายที่จำแลงมาจากวิญญาณวัตถุก็ค่อยๆ เบิกโต และไม่นานดวงตาของเขาก็แทบจะถลนออกมาจากเบ้า
“เป็นไปไม่ได้!!” เด็กชายวิญญาณวัตถุร้องเสียงหลง ร่างสั่นเทิ้ม สายตาฉายความเหลือเชื่อและคาดไม่ถึง
ภาพที่มันเห็นอยู่ในเวลานี้น่าตกใจเกินไป อยู่เหนือการคาดการณ์ของมันไปอย่างสิ้นเชิง เห็นเพียงว่าไม่ว่าใบไม้จำนวนนับไม่ถ้วนที่กระแทกโจมตีลงบนหม้อกระดองเต่าไม่หยุดจะพุ่งชนอย่างไร ก็มิอาจเขย่าคลอนหม้อกระดองเต่าได้แม้แต่น้อย กลับเป็นตัวของพวกมันเองที่ถูกแรงโจมตีดีดกลับจนพากันพังทลายกลายเป็นเถ้าธุลี
ทอดสายตามองไป ใบไม้พวกนั้นก็ราวกับลูกธนู ส่วนหม้อกระดองเต่าเหมือนหินใหญ่ ลูกธนูที่กระหน่ำยิ่งแตกหักพังพินาศไม่หยุด ทว่าหม้อกระดองเต่ากลับไร้รอยขีดข่วนใดๆ ราวกับว่าทุกวิชาอภินิหารล้วนไม่ระคายผิวมันเลย!
ทั้งหมดนี้ทำให้ความศรัทธาของเด็กชายแทบจะพังภินท์สิ้นสูญ
“เป็นไปไม่ได้ เป็นอย่างนี้ไปได้อย่างไร…”
“สมควรตาย สมควรตาย สมควรตายนัก!”
“เจ้าคนขี้โกงไร้ยางอาย เจ้าป๋ายเสี่ยวฉุน เขาๆๆ …ข้าจะไม่สามารถทำอะไรเขาได้จริงๆ เลยงั้นหรือ!!”
เด็กชายใกล้บ้าเต็มทีแล้ว ยิ่งนานอารมณ์ก็ยิ่งคลุ้มคลั่งฉุนเฉียว
“ตอนแรกเขาก็แย่งชิงอำนาจส่วนหนึ่งไปครอง ขับไล่ผู้ร่วมประลองทุกคนไป จากนั้นก็เกือบทำให้โลกของเผ่าโอสถพังทลาย ตอนอยู่ในเผ่าปีศาจราคะก็ยิ่งทำตัวไร้ยางอายเข้าไปใหญ่ ตอนนี้มาอยู่ที่นี่…เขากลับมีสมบัติล้ำค่าเช่นนี้ บัดซบ นั่นมันหม้ออะไรกัน!!”
เด็กชายดวงตาแดงก่ำ แทบจะคุมสติไว้ไม่อยู่
ในสายตามันอาจมองเห็นว่าหม้อกระดองเต่ายังคงเป็นปกติดีดังเดิม ทว่าในความเป็นจริงแล้วป๋ายเสี่ยวฉุนที่อยู่ใต้หม้อก็กำลังกระอักเลือดอยู่เหมือนกัน แม้ว่าหม้อกระดองเต่าจะสามารถต้านทานวิชาอภินิหารทั้งหมดได้ แต่แรงกระเทือนที่ส่งมาก็ยังคงทำให้อวัยวะภายในของป๋ายเสี่ยวฉุนเด้งกระดอนปั่นป่วนอยู่ดี
หากไม่เป็นเพราะตอนนี้เขาคือเทียนจุนช่วงกลาง ทั้งยังมีเรือนกายที่แข็งแกร่งอย่างถึงที่สุด บวกกับความเร็วในการฟื้นตัวที่เรียกได้ว่าสยบฟ้าแล้วล่ะก็ เกรงว่ายังไม่ทันรอให้ใบไม้แหลกลาญกันไปหมด ตัวเขาเองคงถูกแรงกระเทือนจนกลายเป็นโคลนเนื้อเสียก่อน
แต่ต่อให้มีความได้เปรียบเหล่านี้ ป๋ายเสี่ยวฉุนก็ยังรู้สึกย่ำแย่อย่างถึงที่สุด ร่างที่ขดตัวอยู่ในหม้อกระดองเต่ากระอักเลือดออกมาคำแล้วคำเล่าราวกับไม่มีวันจบสิ้น ดวงตาก็แดงฉานไม่ต่างจากสีเลือด พลังการฟื้นตัวในร่างโคจรถึงระดับสูงสุด ท่ามกลางการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องและการถูกแรงกระเทือนไม่หยุดหย่อน ทุกนาทีที่ผ่านไป สำหรับป๋ายเสี่ยวฉุนแล้วกลับยาวนานเหมือนเป็นปีๆ
“เจ้าวิญญาณวัตถุ ฝากไว้ก่อนเถอะ!”
“สักวันหนึ่งข้าจะต้องทำให้เจ้าได้รู้ถึงความร้ายกาจของนายท่านป๋ายของเจ้า!”
ทุกครั้งที่เจ็บปวด ป๋ายเสี่ยวฉุนจะต้องสบถด่าหนึ่งประโยค แค้นเจ้าวิญญาณวัตถุที่บีบให้ตนต้องมาอยู่ในสภาพอเนจอนาจเช่นนี้จนกรามบดกันดังกรอดๆ
และก็เป็นเช่นนี้ ระหว่างป๋ายเสี่ยวฉุนกับวิญญาณวัตถุถูกกางกั้นไว้ด้วยหม้อใบใหญ่ ระหว่างที่พายุใบไม้กระแทกโจมตีแล้วพังทลายไป พวกเขาสองคนต่างฝ่ายต่างก็ด่ากันเอง
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ เมื่อป๋ายเสี่ยวฉุนหอบหายใจฮักๆ โดยที่ไม่รู้เลยว่าใช้การฟื้นตัวไปแล้วทั้งหมดกี่ครั้ง ในที่สุดการโจมตีที่มาจากใบไม้ด้านนอกก็หยุดลง
เมื่อทุกอย่างกลับคืนมาเป็นปกติอีกครั้ง ป๋ายเสี่ยวฉุนถึงได้สูดลมหายใจ พยายามทำให้สีหน้าตัวเองสดชื่นกระปรี้กระเปร่า แล้วค่อยๆ ดันหม้อกระดองเต่าขึ้น เผยให้เห็นแค่ดวงตาที่มองไปยังภายนอก เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีปัญหาจริงๆ เขาถึงได้ผลักหม้อกระดองเต่าแล้วผุดลุกขึ้นยืน
รอบด้านของเขาถูกล้อมไว้ด้วยเศษผงหนาชั้นซึ่งเกิดจากใบไม้นับแสนใบ ความแห้งเหี่ยวโรยรากรุ่นอวลอยู่ทั่วโลก ทั้งเมื่อเงยหน้าขึ้นมอง ป๋ายเสี่ยวฉุนยังเห็นได้ทันทีว่าโลกใบนี้คล้ายจะกำลังเสื่อมสภาพเหี่ยวเฉา
ดูเหมือนว่าจะดำรงอยู่ได้อีกไม่นานนัก นั่นถึงทำให้ป๋ายเสี่ยวฉุนคลายใจลงได้ หลังจากเก็บหม้อกระดองเต่าลงไปแล้ว เขาก็เชิดหน้า เอ่ยด้วยน้ำเสียงโอหัง
“ผีน้อย เจ้าทำอะไรข้าไม่ได้หรอก!”
ป๋ายเสี่ยวฉุนรู้ดีว่าวิญญาณวัตถุต้องคอยจับตามองตนอยู่ใกล้ๆ นี้ เมื่อพูดจบเขาจึงแผ่อำนาจจิตออกมาตามหาเงาร่างของอีกฝ่าย
เพียงขาดคำของป๋ายเสี่ยวฉุน เสียงคำรามเดือดดาลสะท้านฟ้าก็ดังออกมาจากต้นไม้ที่เหี่ยวเฉาต้นนั้น ก่อนที่บนลำต้นของไม้ใหญ่ค้ำฟ้าจะมีใบหน้าขนาดยักษ์หน้าหนึ่งจำแลงออกมา!
ใบหน้านี้บิดเบี้ยวดุร้าย จ้องมองป๋ายเสี่ยวฉุนเขม็ง
สามารถพูดได้ว่ามันแค้นป๋ายเสี่ยวฉุนเข้ากระดูกดำแล้ว สายตาที่มองมาจึงมีทั้งความบ้าคลั่ง ความไม่ยินยอมราวกับอยากจะฉีกเขาออกเป็นชิ้นๆ
“เจ้าไร้ยางอาย เจ้ามันขี้โกง!!” ใบหน้าที่อยู่บนต้นไม้ใหญ่ก็คือใบหน้าของวิญญาณวัตถุ ปกติมันไม่สามารถมาปรากฏตัวต่อหน้าป๋ายเสี่ยวฉุนได้ จึงได้แต่ใช้วิธีการเช่นนี้มาเผยกาย
เดิมทีมันไม่คิดจะปรากฏตัว แต่เป็นเพราะความสิ้นหวังหลังจากที่ความทุ่มเททั้งหมดสูญเปล่า รวมไปถึงความโกรธเกรี้ยวเจ็บแค้นที่มีต่อป๋ายเสี่ยวฉุน ทำให้มันเสียสติ จึงอาศัยลำต้นของต้นไม้มาจำแลงกายเพื่อคำรามใส่หน้าป๋ายเสี่ยวฉุนอย่างฉุนเฉียว
ป๋ายเสี่ยวฉุนตกใจสะดุ้งโหยงผงะถอยไปข้างหลังหลายก้าว หันไปมองที่ต้นไม้ใหญ่ก็เห็นใบหน้าที่บิดเบี้ยวจนแทบผิดรูปซึ่งกำลังหันมาคำรามใส่ตน
เขาพลันสงสัย ไม่ค่อยแน่ใจสักเท่าไหร่ว่าตรงหน้านี้คือต้นไม้หรือว่าวิญญาณวัตถุนั่นกันแน่
“แค่ลองดูก็รู้แล้ว” ป๋ายเสี่ยวฉุนมองเมินเสียงคำรามเกรี้ยวกราดนั่นไปอย่างสิ้นเชิง เพียงไอแห้งๆ แล้วขยับร่างเข้าไปใกล้ ก่อนจะเดินวนรอบต้นไม้รอบหนึ่ง ใบหน้าที่อยู่บนต้นไม้ใหญ่ก็เคลื่อนย้ายตามจ้องป๋ายเสี่ยวฉุนไม่ละสายตาไปด้วย
“ไฮ้ เมื่อครู่นี้เจ้าพูดว่าอะไรนะ?” ป๋ายเสี่ยวฉุนกะพริบตาปริบๆ เอ่ยถาม
“ข้าบอกว่าเจ้าขี้โกง เจ้าไร้ยางอาย เจ้ามันสวะกากเดน!!”
ใบหน้าวิญญาณวัตถุที่อยู่ในลำต้นไม้ใหญ่มองตามป๋ายเสี่ยวฉุนที่เดินวนครบรอบ พอได้ยินคำถามของป๋ายเสี่ยวฉุน อารมณ์ก็เดือดปะทุเข้าไปอีก
“นี่จะเรียกว่าขี้โกงได้อย่างไร ก็แค่เอาหม้อมาป้องกันตัวเองเท่านั้น ข้าจะบอกความลับอะไรเจ้าให้นะ ที่ข้ามีอำนาจในซากพัดได้ไม่น้อย แถมตอนนี้ยังมีแค่ข้าคนเดียวที่มาฝ่าด่านได้ นั่นต่างหากถึงจะเรียกว่าขี้โกง”
ป๋ายเสี่ยวฉุนหัวเราะหึหึ จ้องหน้าบนต้นไม้แถมยังจงใจพูดยั่วโมโหอีกฝ่าย
แทบจะชั่วขณะเดียวกันกับที่ป๋ายเสี่ยวฉุนพูดจบ ใบหน้าที่อยู่บนต้นไม้ใหญ่ก็แผดเสียงคำรามสะเทือนฟ้าใส่หน้าป๋ายเสี่ยวฉุนคล้ายจะสติหลุดไปแล้ว
“เจ้ายังจะมีหน้ามาพูดอีก เจ้าๆๆ …เจ้ายังมีหน้ามายอมรับอย่างหน้าชื่นตาบาน เจ้ามันคนไร้ยางอาย เจ้าคนขี้โกงต่ำช้า ข้าสาบานว่าจะไม่มีทางยอมให้เจ้าทำสำเร็จแน่!!”
วิญญาณวัตถุคลั่งไปแล้ว แม้ว่าชีวิตนี้ของมันจะยังไม่เจอคนหน้าด้านคนอื่นมาก่อน แต่จนถึงกระทั่งตอนนี้มันก็ยังรู้สึกว่า คนที่ไร้ยางอายที่สุดในจักรวาลดวงนี้ ไม่มีใครเหนือไปกว่าเจ้าป๋ายเสี่ยวฉุนได้อีกแล้ว
“ท่านย่าเจ้าเถอะ เป็นเจ้าจริงๆ ด้วย!”
พอได้ยินเสียงคำรามของวิญญาณวัตถุ ป๋ายเสี่ยวฉุนก็แน่ใจในตัวตนของอีกฝ่ายได้ทันที แค้นเก่าเมื่อครู่นี้พลันไหลบ่าท่วมขึ้นมาที่หัวใจ ป๋ายเสี่ยวฉุนถลึงตาขึงขัง แล่นเข้าหาต้นไม้ใหญ่ ทั้งยังยกมือขวาขึ้นโบกหนึ่งครั้ง พอกระบี่ใหญ่สายเหนือมาปรากฏอยู่ในมือก็ฟันลงไปทันที
เสียงตูมตามดังกึกก้องเคล้าไปด้วยเสียงผรุสวาทสาปแช่งดังขรมจากวิญญาณวัตถุ
“ป๋ายเสี่ยวฉุน ฝากไว้ก่อนเถอะ!!”
“ระยำ ข้าจะต้องเล่นงานเจ้าให้ตายให้ได้!”
“ไร้ยางอาย ต่ำช้า ถ่อยสถุล!!”
วิญญาณวัตถุรู้สึกว่าคลังคำศัพท์ของตัวเองมีน้อยเหลือเกิน จึงได้แต่ด่าซ้ำไปซ้ำมาอยู่ไม่กี่คำนี้ ทว่าป๋ายเสี่ยวฉุนยิ่งฟังก็ยิ่งโมโห ยิ่งคิดถึงความเจ็บปวดทรมานที่ร่างของตัวเองได้รับจากแรงสะเทือนซ้ำซ้อนเมื่อครู่นี้ ความโมโหก็ยิ่งโหมหนัก มือจึงกระหน่ำฟันลงไปไม่หยุด ต้นไม้ใหญ่เทียมฟ้าที่แห้งเหี่ยวต้นนี้จึงถูกกระบี่ใหญ่สายเหนือของป๋ายเสี่ยวฉุนฟันขาดหลายท่อนจนนับไม่ถ้วน รวมไปถึงใบหน้าของวิญญาณวัตถุด้วย
จนกระทั่งต้นไม้ใหญ่แหลกลาญไปหมด ป๋ายเสี่ยวฉุนจึงวาดกระบี่ฟันฉับย้ำอีกทีจนใบหน้าย่อยยับตามไป สัมผัสได้ว่าปราณของวิญญาณวัตถุหายไปจากต้นไม้ใหญ่แล้ว เขาถึงได้ยืนเชิดหน้าแค่นเสียงเย็น
“ผีน้อย เจ้าระวังไว้เถอะ รอให้ข้ากลายเป็นนายของเจ้าได้สำเร็จเมื่อไหร่ คอยดูแล้วกันว่าข้าจะจัดการกับเจ้าอย่างไร!”
ป๋ายเสี่ยวฉุนเข่นฟันพูดอย่างเจ็บแค้น
กลางอากาศ วิญญาณวัตถุที่ถูกยั่วอารมณ์โมโหจนสติหลุดได้ยินประโยคนี้เข้าก็เกือบจะกระอักเลือดเก่าออกมา จึงคำรามดังลั่น
“รอก่อนเถอะ คราวหน้า ข้าจะต้องเล่นงานเจ้าให้ตายให้จงได้ ข้าสาบาน!!”