Skip to content

A Will Eternal 1086

บทที่ 1086 หลอมพลังจิตให้พัด

“ใช้วิธีการขี้โกงแบบนี้จะถือว่ามีความสามารถตรงไหน!” ป๋ายเสี่ยวฉุนคำรามอยู่ในใจด้วยความโมโห

“ข้าป๋ายเสี่ยวฉุนเป็นถึงเทียนจุนผู้ยิ่งใหญ่ ทำอะไรก็เปิดเผยตรงไปตรงมาเสมอ ข้าดูแคลนพวกขี้โกง!” ดวงตาของป๋ายเสี่ยวฉุนโชนแสงลุกเรือง นั่นเป็นเพราะวิธีการของอีกฝ่ายทำให้ป๋ายเสี่ยวฉุนที่อิจฉาพานเปลี่ยนมาเป็นโกรธเกรี้ยว

อีกทั้งความรู้สึกที่ถูกคนอื่นดูถูก รวมไปถึงคำขู่ที่มาจากเทียนจุนจักษุไพศาลก็ล้วนทำให้ป๋ายเสี่ยวฉุนขบฟันแค้นเคือง

“ไม่ได้ หากเป็นอย่างนี้ต่อไปข้าต้องตกอยู่ในอันตรายแน่ ไม่ว่าอย่างไรจะยอมให้เจ้าโจรเฒ่าจักษุไพศาลผู้นี้ทำสำเร็จไม่ได้!” สีหน้าป๋ายเสี่ยวฉุนเคร่งเครียด ดวงตาค่อยๆ มีเส้นเลือดฝอยปรากฏขึ้นมา สมองครุ่นคิดหาวิธีการ แต่ตัวเขาเองก็รู้ดีว่าแม้ตัวเองจะเป็นเทียนจุน ทว่าน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ อีกทั้งเขายังเพิ่งเลื่อนขั้นได้ไม่นาน ต่อให้ตีกันขึ้นมาจริงๆ คนพวกนี้ก็ไม่กลัวตาย…เพราะจักรพรรดิแสสามารถชุบชีวิตพวกเขาขึ้นมาใหม่ได้

แต่ตนที่เนื่องจากไม่ได้เก็บเมล็ดพันธ์แห่งเต๋าไว้ที่จักรพรรดิเซิ่ง ดังนั้นหากเจอกับวิกฤตขึ้นมา นั่นก็คือความเป็นความตายอย่างแท้จริง

“รังแกกันมากเกินไปแล้ว!” ป๋ายเสี่ยวฉุนยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าอีกฝ่ายทำเกินไป ในสมองจึงเต็มไปด้วยวิธีการรับมือกับอีกฝ่าย จนกระทั่งหนึ่งก้านธูปผ่านไป เทียนจุนจักษุไพศาลจึงลุกขึ้นยืนจากท่านั่งขัดสมาธิ หลังจากเหลือบมองป๋ายเสี่ยวฉุนด้วยสายตาเย็นชาครู่หนึ่งก็ทะยานไปตามซี่พัด มุ่งหน้าสู่ด่านที่สิบเอ็ด

คนอื่นๆ ที่อยู่รอบด้านต่างก็พากันหันไปมองแผ่นหลังของเทียนจุนจักษุไพศาลด้วยความอิจฉา

แล้วก็เพราะเรื่องที่จักษุไพศาลได้รับสิทธิพิเศษ แต่ละคนจึงเหมือนโดนกระตุ้นรุนแรง ยามนี้จึงกัดฟันแล้วพากันเหยียบย่างลงบนซี่พัด ทำการฝ่าด่านต่อไป

ไม่นานรอบด้านก็เหลือคนอยู่แค่สามคนห้าคนเท่านั้น เส้นเลือดฝอยในดวงตาของป๋ายเสี่ยวฉุนที่นั่งอยู่ตรงนั้นก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น

“ถ้าหากสู้กันตัวต่อตัว ข้ายังพอจะสู้ได้ ทว่าตอนนี้จะตีกันไม่ได้แล้ว เพราะกู่เทียนจวินกับซือหม่าอวิ๋นหัวย่อมไม่มีทางช่วยข้า…ถ้าเช่นนั้นวิธีเดียวที่มี ก็คือขัดขวางไม่ให้จักษุไพศาลได้สมบัติอาคมชิ้นนี้ไปครอง!”

“วิธีที่จะขัดขวางเขาได้ ก็มีเพียงให้ข้ากลายมาเป็นนายของสมบัติอาคมชิ้นนี้ก่อนเขา!” หลังจากคิดอยู่หลายตลบ ป๋ายเสี่ยวฉุนก็คิดออกอยู่หลายวิธี ทว่าแต่ละวิธีนั้นความเป็นไปได้ที่จะทำสำเร็จกลับริบรี่เต็มที

“มีเพียงวิธีเดียวเท่านั้น!” ป๋ายเสี่ยวฉุนกัดฟันกรอด

“หลังจากหลอมพลังจิตให้กับสมบัติอาคมครบสิบครั้งก็จะสามารถลบเลือนตราประทับทั้งหมดของมัน หากสามารถหลอมพลังจิตให้พัดเล่มนี้ได้ครบสิบครั้งและลบเลือนตราประทับที่อยู่ในพัดได้จริงๆ ไม่แน่ว่าข้าอาจคว้าโอกาสนี้…นาบตราประทับของข้าลงไปบนพัดเล่มนี้แทนได้!”

“หากทำสำเร็จขึ้นมา ข้าก็จะได้กลายมาเป็นเจ้านายของพัดเล่มนี้!” พอคิดมาถึงตรงนี้ หัวใจของป๋ายเสี่ยวฉุนก็พลันเต้นกระหน่ำ หัวใจหวั่นไหวไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งยังถึงขั้นลืมจุดประสงค์เดิมไปแล้วว่าตนแค่อยากจะขัดขวางเทียนจุนจักษุไพศาลเท่านั้น ยามนี้หัวใจของเขาเร่าร้อนเกินจะทัดทาน ดวงตาทั้งคู่ถึงกับส่องประกายลุกเรือง

“หากข้าได้กลายมาเป็นเจ้านายของพัดเล่มนี้…” ป๋ายเสี่ยวฉุนฮึกเหิมขึ้นมาทันควัน ลมหายใจของเขาหอบถี่ เป็นพักใหญ่กว่าจะสงบลงได้ ครั้นจึงเริ่มครุ่นคิดถึงข้อปฏิบัติจริง

เพราะว่าพัดเล่มนี้ใหญ่เกินไป ปกติเวลาที่ป๋ายเสี่ยวฉุนหลอมพลังจิตมักจะโยนของวิเศษลงในหม้อกระดองเต่า ทว่าคิดจะหลอมพัดเล่มนี้ ป๋ายเสี่ยวฉุนก็เริ่มกลุ้มใจ ไม่รู้ว่าควรจะหลอมอย่างไร

“แถมพัดเล่มนี้ก็ย่อขนาดให้เล็กลงไม่ได้…ไม่รู้ว่าถ้าเอาหม้อกระดองเต่าวางคว่ำไว้ข้างบนจะใช้ได้ผลไหม…” คิดมาถึงตรงนี้ หัวใจของป๋ายเสี่ยวฉุนก็คันคะเยอเกินจะนิ่งเฉย แต่เขาเป็นคนระมัดระวังรอบคอบ จึงไม่ได้ลงมือบุ่มบ่าม เพราะอย่างไรซะรอบด้านก็ยังมีคนอยู่ หากคนเหล่านั้นเห็นเข้าจะส่งผลกระทบต่อเขาอย่างมหาศาล

ดังนั้นป๋ายเสี่ยวฉุนจึงแสร้งลุกขึ้นยืน แค่นเสียงอยู่ในลำคอ แล้วเดินไปบนซี่พัด ตรงไปยังด่านที่เจ็ด พอเข้าไปอยู่ในเขาวงกตเขาก็หยิบเอาหม้อกระดองเต่าออกมาแล้ววางคว่ำลงไปบนพื้นดิน ครั้นจึงเริ่มหลอมพลังจิตด้วยความตื่นเต้นและรอคอย

ทว่าเมื่อไฟหนึ่งสีหล่นลงไปหม้อกระดองเต่ากลับไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ พัดนี้ไร้ซึ่งการเปลี่ยนแปลง ป๋ายเสี่ยวฉุนหลอมพลังจิตมานานหลายปี แค่ดูจากหม้อกระดองเต่านี้เขาก็รู้แล้วว่าการหลอมพลังจิตครั้งนี้ล้มเหลว

ภาพนี้ทำให้ป๋ายเสี่ยวฉุนรู้สึกห่อเหี่ยวอยู่ในใจ หลังจากเก็บหม้อกระดองเต่ามาเขาก็นั่งเหม่ออยู่ตรงนั้น ทว่าจู่ๆ กลับผุดลุกขึ้นยืน

“บางทีอาจเป็นเพราะอยู่ในด่านจึงทำได้ไม่สำเร็จ แต่ถ้าอยู่ข้างนอกอาจจะแตกต่างไปจากนี้…” ป๋ายเสี่ยวฉุนคิดมาถึงตรงนี้ ด้วยความไม่ยินยอมเขาจึงเลือกจะถอยออกไปจากด่านที่เจ็ด ไม่ได้ไปที่ลานกว้าง แต่เลือกจะอยู่บนซี่พัดซี่นี้ หลังจากนั่งขัดสมาธิลงไปก็คอยสังเกตการณ์รอบด้านอย่างใกล้ชิด

นั่นเป็นเพราะว่าบนพัดเล่มนี้หากไม่เป็นเพราะในซี่พัดมีคลื่นของการนำส่ง ก็เป็นเพราะลานกว้างบนด้ามพัดมีคนนั่งพักอยู่ ยากที่จะเจอพื้นที่โล่งกว้าง

ยังดีที่พอผ่านไปได้สามชั่วยาม ในที่สุดก็มีช่วงเวลาหนึ่งที่ไม่ว่าจะเป็นบนซี่พัดหรือบนลานกว้าง ทุกคนก็ล้วนไปฝ่าด่านกันหมด ป๋ายเสี่ยวฉุนจึงรีบหยิบหม้อกระดองเต่าออกมาวางคว่ำไว้บนพื้นดิน

มือซ้ายกดลงบนหม้อ มือขวาตบถุงเก็บของ รีบหยิบเอาไฟหนึ่งสีกลุ่มหนึ่งในบรรดาไฟหลายสีที่เหลืออยู่ไม่มากออกมาแล้วกดลงบนหม้อกระดองเต่าโดยตรงด้วยความตื่นเต้นสุดประมาณ

“ต้องสำเร็จนะ!”

ขณะที่ป๋ายเสี่ยวฉุนพึมพำอย่างคนพะวงถึงผลได้ผลเสีย ไฟหนึ่งสีก็หายวับเข้าไปในหม้อกระดองเต่า พริบตาเดียวก็มีแสงสีเงินแผ่ออกมาจากใต้หม้อ แล้วแผ่ลามไปทั่วทั้งพัดอย่างรวดเร็ว!

“สำเร็จแล้วรึ?” ป๋ายเสี่ยวฉุนดีใจขึ้นมาทันควัน แต่กลับไม่มีเวลามามัวสังเกตการณ์ เมื่อเห็นว่ามีแสงนำส่งปรากฏวาบ รู้ว่ามีคนถูกนำส่งกลับมา เขาก็รีบเก็บหม้อกระดองเต่าลงไปแล้วพุ่งตัวเข้าสู่ด่านที่เจ็ด

เมื่อเข้ามาอยู่ในด่านที่เจ็ดเขาก็รออยู่พักหนึ่งโดยไม่คิดจะทำการฝ่าด่าน ไม่นานก็แสร้งทำท่าล้มเหลว และพอถูกนำส่งกลับออกมาก็มานั่งเหม่อหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ตรงนั้น

ทว่าในความเป็นจริงหัวใจของเขากลับเต้นกระหน่ำโลดแรง เพราะถึงแม้เขาจะมองไม่ออกว่าพัดวิเศษนี้มีการเปลี่ยนแปลงอะไร แต่แสงสีเงินที่เปล่งประกายออกมาก่อนหน้านี้ก็ทำให้ความหวังของป๋ายเสี่ยวฉุนเป็นเหมือนพายุที่พวยพุ่งขึ้นสูงเทียมฟ้า ขณะเดียวกันก็คอยสังเกตคนรอบด้านอย่างใกล้ชิด และในที่สุดเมื่อผ่านไปได้อีกครึ่งวัน เขาก็หาโอกาสเหมาะๆ เจออีกครั้งจึงรีบหยิบหม้อกระดองเต่าและไฟสองสีออกมาอย่างไม่ลังเล ครั้นจึงทำการหลอมพลังจิตอีกรอบ!

ทันใดนั้นแสงสีเงินก็พลันสว่างจ้าอีกคำรบ ป๋ายเสี่ยวฉุนไม่ได้หยุดมือ รีบคว้าโอกาสหลอมพลังจิตครั้งที่สาม ครั้งที่สี่ คราวนี้เขาหลอมทีเดียวได้หกครั้งรวดถึงจะมีคนถูกส่งกลับมา เขาจึงรีบเก็บหม้อกระดองเต่า วางท่ากลัดกลุ้ม ถอนหายใจเฮือกๆ ต่อไป

ทว่าในความเป็นจริงตอนนี้ในใจเขากลับยิ้มแฉ่ง ปรารถนายิ่งยวดที่จะให้ทุกคนหายตัวไปสักหนึ่งก้านธูป เขาจะได้หลอมพลังจิตส่วนที่เหลือทั้งหมดให้เสร็จทีเดียว

แล้วก็เป็นอย่างนี้จนกระทั่งเวลาผ่านไปได้อีกเจ็ดวัน เจ็ดวันมานี้เทียนจุนจักษุไพศาลเดินไปถึงด่านที่สิบห้าแล้ว พลังอำนาจของเขาไต่ทะยานอย่างต่อเนื่อง ผ่านที่ใดก็บุกราบเป็นหน้ากลอง แซงหน้าทุกคนไปไกลลิ่ว

ส่วนเทียนจุนคนอื่นๆ ก็ล้วนอยู่ที่ด่านที่เก้า สิบ สิบเอ็ด สามด่านนี้ และไห่เฉินต้าจุนที่เป็นผู้แข็งแกร่งครึ่งเทพก็เดินไปถึงด่านที่แปด ซึ่งดูเหมือนว่านั่นจะเป็นขีดจำกัดสูงสุดของเขาแล้ว ทว่าคล้ายเขาจะไม่ยินยอม ดังนั้นทุกวันเขาจึงเอาแต่ฝ่าด่านนี้อยู่ตลอดเวลา

คนอื่นๆ ที่เหลือก็ล้วนทำแบบนี้ ส่วนป๋ายเสี่ยวฉุนที่ทดลองกี่ครั้งก็ล้มเหลวและติดอยู่ในด่านที่เจ็ดก็ได้กลายมาเป็นเรื่องขำขันในใจของทุกคนไปแล้ว

“ป๋ายเสี่ยวฉุนผู้นี้เป็นถึงเทียนจุน แต่กลับถูกกักตัวอยู่ในด่านที่เจ็ดนานขนาดนี้ไม่ต่างอะไรไปจากพวกเรา!”

“แค่นี้ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าคนผู้นี้คือเทียนจุนที่อ่อนแอที่สุด ขนาดไห่เฉินต้าจุนยังแข็งแกร่งยิ่งกว่าเขา!”

“จะอย่างไรซะเขาก็เป็นคนของโลกทงเทียนเล็กๆ แห่งนั้น ต่อให้กลายมาเป็นเทียนจุนแล้วอย่างไร ก็ยังอ่อนด้อยเกินไปอยู่ดี!”

ไม่เพียงแต่ครึ่งเทพและคนฟ้าที่เย้ยหยันเขาอยู่ในใจ กู่เทียนจวินและซือหม่าอวิ๋นหัวเองก็ยังไม่คิดจะแยแสป๋ายเสี่ยวฉุน ทั้งในใจยังมีความดูแคลน

ส่วนเทียนจุนสามท่านของราชวงศ์จักรพรรดิแสก็เป็นแบบเดียวกัน

ยามนี้เทียนจุนทั้งห้าท่านต่างก็เอากำลังกายกำลังใจทั้งหมดไปไว้ที่การฝ่าด่าน ไม่มีเวลามามัวสนใจป๋ายเสี่ยวฉุนจริงๆ

ป๋ายเสี่ยวฉุนเองก็ไม่มีเวลามาสนใจคนพวกนี้เหมือนกัน เขามองเห็นแววดูถูกในดวงตาของทุกคนได้อย่างชัดเจน แต่กลับไม่ถือสา เพราะเมื่อได้หลอมพลังจิตให้กับพัดเล่มนี้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เขาก็หลอมพลังจิตได้ถึงสิบเจ็ดครั้งแล้ว!

ตอนที่หลอมพลังจิตได้สิบครั้ง เดิมทีเขาตื่นเต้นอย่างมาก แต่กลับพบว่าไม่มีแสงสีทองส่องประกาย ขณะเดียวกันก็ไม่มีลางของการลบเลือนร่องรอยอย่างในอดีตทุกครั้งที่หลอมพลังจิตได้สิบครั้ง นี่จึงทำให้ป๋ายเสี่ยวฉุนคิดไม่ตกอยู่พักใหญ่ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจว่าในเมื่อสิบครั้งไม่สำเร็จ ถ้าเช่นนั้นก็หลอมยี่สิบครั้งมันไปเลย!

“ข้าเกลียดพวกขี้โกงที่สุด ขีดจำกัดสูงสุดของการหลอมพลังจิตคือสามสิบครั้ง สมบัติอาคมของผู้บงการชิ้นนี้ไม่ธรรมดา แต่ข้าแค่ต้องการลบตราประทับของมันทิ้งไปเท่านั้น…คงจะไม่ยากขนาดนั้นกระมัง” ป๋ายเสี่ยวฉุนใคร่ครวญถึงผลได้ผลเสีย และในที่สุดเมื่อผ่านไปอีกสามวันและเจอโอกาสอีกครั้ง เขาก็เริ่มหลอมพลังจิตทันที

สิบแปดครั้ง สิบเก้าครั้ง…

ขณะที่ป๋ายเสี่ยวฉุนข่มกลั้นความเสียดายหยิบเอาไฟยี่สิบสีที่เหลืออยู่แค่ไม่กี่กลุ่มในถุงเก็บของออกมาวางบนหม้อกระดองเต่า หม้อกระดองเต่านี้ก็เกิดการสั่นสะเทือน ขณะเดียวกันแสงสีเงินที่แต่เดิมส่องออกมาจากพัดทั้งเล่มก็พลันเปลี่ยนมาเป็นแสงสีทอง!

อีกทั้งชั่วขณะที่แสงสีทองเปล่งวาบ กระแสจิตน่าครั่นคร้ามที่เคยปรากฏขึ้นสองครั้งก็พลันเยื้องกรายลงมาอีกคำรบ มันพัดกวาดไปทั่วแปดทิศ ขณะเดียวกันกระแสจิตนี้ก็เกิดลางว่าจะสลายตัวอย่างเห็นได้ชัด!

ราวกับว่ามีพละกำลังขุมหนึ่งที่แม้แต่กระแสจิตอันเป็นปณิธานนี้ก็ยังมิอาจต้านทานกำลังลบเลือนมันทิ้งไป!

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version