Skip to content

A Will Eternal 1085

บทที่ 1085 เกลียดคนขี้โกงที่สุด

เมื่อโลกของด่านที่หกพร่าเลือนไปต่อหน้าป๋ายเสี่ยวฉุน และเมื่อเขาได้เหยียบลงบนเส้นทางซี่พัดอีกครั้ง ในมือของเขาก็มีขนนกชิ้นหนึ่งเพิ่มเข้ามา ขนนกที่มองดูเหมือนไม่มีราคาค่างวดชิ้นนี้ก็คือ ของรางวัลจากด่านที่หก

ป๋ายเสี่ยวฉุนมองไม่ออกว่าขนนกชิ้นนี้มีประโยชน์อะไร แค่พอจะวิเคราะห์ได้คร่าวๆ ว่า นี่น่าจะเป็นวัตถุดิบสำหรับการหลอมอาวุธอย่างหนึ่ง หลังจากเก็บลงไปเรียบร้อย เขาก็มุ่งหน้าไปฝ่าด่านที่เจ็ดต่อ

เพียงแต่ว่าระดับความยากของด่านที่เจ็ดกลับเพิ่มมากขึ้น สิ่งที่ทดสอบไม่ใช่ตบะอีกต่อไป แต่คล้ายจะทดสอบประสาทสัมผัสหลังจากที่อำนาจจิตถูกปิดกั้น เพราะว่าด่านที่เจ็ดนี้ก็คือเขาวงกต

“ข้าเกลียดเขาวงกต…” หนึ่งชั่วยามต่อมา เงาร่างของป๋ายเสี่ยวฉุนก็ถูกบังคับนำส่งกลับออกมาตรงลานกว้างอันเป็นด้ามพัด การฝ่าด่านของเขาล้มเหลว เขารู้สึกว่าหัวสมองของตัวเองมึนตึ้บไปหมดแล้ว นั่นเป็นเพราะเขาหาทางออกในเขาวงกตด่านที่เจ็ดอยู่นานก็ยังหาทางออกที่ถูกต้องไม่เจอ

แถมทุกด่านยังให้เวลามากสุดแค่หนึ่งชั่วยามเท่านั้น หากเกินเวลาที่กำหนดจะถูกส่งออกมาเองโดยอัตโนมัติ

และขณะที่ป๋ายเสี่ยวฉุนกำลังหงุดหงิดใจอยู่นั้น รอบกายเขาก็ทยอยมีคนฟ้าและครึ่งเทพถูกนำส่งกลับออกมา พวกเขาส่วนใหญ่ล้วนติดอยู่ในด่านที่หก ซึ่งจนถึงตอนนี้คนที่ข้ามผ่านด่านที่หกไปได้มีแค่เจ็ดคนเท่านั้น!

นอกจากพวกเทียนจุนอย่างป๋ายเสี่ยวฉุนแล้ว คนที่มีตบะครึ่งเทพก็มีแค่ไห่เฉินต้าจุนคนเดียวเท่านั้น

“สมควรตายนัก ด่านของที่นี่ยากเกินไปแล้ว โดยเฉพาะด่านที่หกนั่น แทบจะเดินผ่านไปไม่เลย!”

“การทดสอบแบบนี้ไม่ได้เตรียมมาเพื่อคนฟ้าอย่างพวกเรา ด่านที่หกนั่น…หากคิดจะเดินผ่านไปให้ได้ จะอย่างไรก็ต้องเป็นเทียนจุน ต่อให้เป็นครึ่งเทพ…ก็ใช่ว่าจะผ่านไปได้ทุกคน!”

“ข้าต้องเดินผ่านไปให้ได้ เพราะของรางวัลของที่นี่ช่างน่าตะลึงยิ่งนัก โดยเฉพาะด่านที่ห้าที่ถึงขั้นมอบน้ำหลอมชีพจรให้ขวดหนึ่ง ทั้งยังเป็นของชั้นเยี่ยม หากไปอยู่ข้างนอก น้ำหลอมชีพจรหยดหนึ่งก็มีมูลค่านับหมื่นหินวิเศษเลยทีเดียว!!”

นักพรตของราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่งและราชวงศ์จักรพรรดิแสที่ยืนอยู่บนลานกว้างเวลานี้ ต่างก็หันไปพูดคุยกับคนข้างกาย แม้ว่าแต่ละคนจะล้มเหลวกันคนละด่าน ทว่าสีหน้าเบิกบานที่ยากจะปกปิดของพวกเขา กลับแสดงให้เห็นถึงความดีใจของพวกเขาได้เป็นอย่างดี

“ของรางวัลด่านที่ห้าก็เป็นน้ำหลอมชีพจรแล้ว ถ้าอย่างนั้นด่านที่หก ด่านที่เจ็ดและด่านหลังๆ จากนั้นจะเป็นอะไรกันแน่นะ…ต้องเป็นสมบัติที่ล้ำค่ายิ่งกว่าน้ำหลอมชีพจรแน่นอน!”

“เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่พวกเราจะรู้ได้ แต่ที่ข้าเห็นมาก่อนหน้านี้ เทียนจุนจักษุไพศาลถือว่าเร็วที่สุด เขาไปถึงด่านที่สิบแล้ว!”

“ข้าเองก็เห็นเทียนจุนจักษุไพศาลฝ่าไปถึงด่านที่สิบแล้วเหมือนกัน ส่วนเทียนจุนคนอื่นๆ ก็อยู่ที่ด่านที่เจ็ด ด่านที่หก ตอนนี้ยังไม่ออกมากันเลย”

ป๋ายเสี่ยวฉุนที่ยืนอยู่ข้างๆ ได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากคนรอบด้าน ในใจก็ให้ไม่สบอารมณ์ ทั้งยังเกิดลางสังหรณ์ที่ไม่ดีบางอย่าง

“เทียนจุนจักษุไพศาลฝ่าด่านได้เร็วขนาดนี้เชียวรึ! หัวเขาโตออกปานนั้น สมองก็ไม่น่าจะปราดเปรียวนักสิ เขาเดินออกจากเขาวงกตไปได้ด้วยรึ?”

ป๋ายเสี่ยวฉุนอารมณ์เสีย ขณะเดียวกันลางสังหรณ์ร้ายก็ยิ่งรุนแรง

เพราะเขารู้สึกว่าหากเป็นอย่างนี้ต่อไป เกรงว่าตนคงไปแก่งแย่งชิงดีกับคนพวกนี้ไม่ได้ แม้จะไม่ยินยอม ทว่าพอคิดๆ ดูแล้วป๋ายเสี่ยวฉุนก็ได้แต่ถอนหายใจเท่านั้น

“ช่างเถอะๆ ยิ่งขยับไปด่านหลังๆ ความยากก็ยิ่งมีมาก จะอย่างไรซะข้าก็เพิ่งได้เลื่อนขั้นเป็นเทียนจุน ไม่มีประสบการณ์โชกโชนอย่างตาแก่พวกนั้น สู้ไม่ได้ก็สู้ไม่ได้สิ ข้าฝ่าด่านของตัวเองไปเงียบๆ ก็แล้วกัน ต่อให้สุดท้ายจะไม่ได้เป็นนายของพัดเล่มนี้ ไม่ได้รับการสืบทอด ทว่าก็คงได้ของรางวัลมาไม่น้อย”

ป๋ายเสี่ยวฉุนเจ็บจี๊ดในใจ หลังจากปลอบใจตัวเองอยู่พักหนึ่งในสมองก็เริ่มครุ่นคิดถึงวิธีการฝ่าเขาวงกตด่านที่เจ็ด

ทว่าเวลานี้เอง จู่ๆ บนตำแหน่งด่านที่เจ็ดกับด่านที่แปดของซี่พัดสองซี่ ก็ทยอยกันมีแสงนำส่งเปล่งประกายออกมา ไม่นานร่างของกู่เทียนจวินและหยวนเยาจื่อสองคนก็ถูกนำส่งมาที่ลานกว้าง

หลังจากที่คนทั้งสองทยอยกันพลิ้วกายลงมา ต่างคนต่างก็มีสีหน้าไม่น่ามอง คนทั้งคู่ขมวดคิ้วมุ่น หลังจากนั่งลงขัดสมาธิก็ทำท่าคิดหนัก ป๋ายเสี่ยวฉุนเห็นอย่างชัดเจนว่า กู่เทียนจวินล้มเหลวในด่านที่แปด ส่วนเจ้าหยวนเยาจื่อที่มองดูเหมือนจะฉลาด กลับหยุดชะงักอยู่ที่ด่านเจ็ดแบบเดียวกับเขา

“ด่านที่เจ็ดนี่ผิดปกติแหะ” ป๋ายเสี่ยวฉุนแปลกใจครามครัน ตัดสินใจว่าจะลองสังเกตการณ์ดูอีกสักหน่อย ไม่นานก็เห็นว่าเทียนจุนคนอื่นๆ ทยอยกันถูกนำส่งออกมา

ซือหม่าอวิ๋นหัวเองก็ติดขัดอยู่ที่ด่านเจ็ด ส่วนซื่อหลิงซ่างเหรินนั้นถูกส่งกลับมาจากด่านที่แปด

ป๋ายเสี่ยวฉุนรู้สึกว่ายิ่งคิดตนยิ่งไม่เข้าใจ ในใจเริ่มคันคะเยอ ยากจะอดทน ครุ่นคิดว่าควรจะไปขอความรู้จากกู่เทียนจวินดีหรือไม่ แต่พอคิดอีกที กู่เทียนจวินผู้นี้ไม่เคยชอบหน้าตน เกรงว่าคงไม่ยอมบอก คิดมาถึงตรงนี้ป๋ายเสี่ยวฉุนก็ได้แต่ถอนหายใจ ขมวดคิ้วมุ่น

ส่วนซือหม่าอวิ๋นหัวนั้นหลังจากกัดฟันกรอดก็ไม่รู้ว่าไปพูดคุยกับกู่เทียนจวินยังไงหรือจ่ายค่าตอบแทนเช่นไร จนกระทั่งรู้รายละเอียดขณะที่กู่เทียนจวินฝ่าด่านเจ็ด ดวงตาเขาก็พลันฉายแสงคมกริบ ครั้นจึงบุกเข้าไปยังด่านที่เจ็ดอีกครั้ง

ส่วนหยวนเยาจื่อก็ทำแบบเดียวกัน

นั่นคือเมื่อได้ข้อตกลงบางอย่างร่วมกับซื่อหลิงซ่างเหรินแล้วจึงรู้กุญแจสำคัญของการผ่านด่าน ดวงตาเขาเป็นประกายวาบ แล้วบุกเข้าไปยังด่านที่เจ็ดแทบจะเวลาเดียวกับซือหม่าอวิ๋นหัว

ภาพนี้ทำให้ป๋ายเสี่ยวฉุนเริ่มร้อนใจ แล้วพอเห็นว่าสองคนนั้นใช้เวลาแค่ครึ่งก้านธูป ก็แหงนหน้าหัวเราะร่าไปปรากฎตัวอยู่ตรงเส้นทางซี่พัด ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าผ่านด่านแล้ว ลมหายใจของป๋ายเสี่ยวฉุนก็เปลี่ยนมาเป็นหอบรัวทันที

“เร็วขนาดนี้เชียว!!” ขณะที่หัวสมองของป๋ายเสี่ยวฉุนแล่นเร็วจี๋ ครุ่นคิดว่าควรจะทำอย่างไรดีนั้นเอง จู่ๆ บนด่านที่สิบก็มีลำแสงพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า

และชั่วขณะที่แสงนี้กำจายออกมา กระแสจิตกลุ่มหนึ่งก็ระเบิดออกมาจากทั่วพัดทั้งเล่มแล้วกวาดไปสี่ทิศ ตรงเข้ามาดังกึกก้องทรงอำนาจอยู่ในหัวสมองของทุกคน

“ผู้ที่ผ่านด่านที่สิบคนแรกปรากฏตัว ได้รับตัวตนว่าที่ผู้สืบทอด ขยายระยะเวลาการฝ่าด่านเป็นสองชั่วยาม!”

เมื่อกระแสจิตนี้ดังก้อง สีหน้าทุกคนที่อยู่บนลานกว้างพลันเผยความสะท้านสะเทือน ขณะเดียวกันก็มีแสงนำส่งเปล่งวาบออกมาจากตำแหน่งของด่านที่สิบบนซี่พัด ตามมาด้วยเงาร่างของเทียนจุนจักษุไพศาลที่มาปรากฏตัวบนลานกว้าง

ชั่วขณะที่เรือนกายซึ่งแข็งแกร่งประดุจเจดีย์เหล็กของเขาเผยตัว พัดทั้งเล่มก็สั่นสะเทือน และแสงสว่างรอบด้านก็คล้ายจะบิดเบือนพลางพุ่งตรงมาหาเขา เหมือนเขาเป็นก้อนหินก้อนหนึ่งที่ถูกโยนลงไปบนผิวน้ำ ทำเอาทุกคนที่ได้เห็นอกสั่นขวัญผวา

นี่ไม่ได้เกิดจากตบะอันแกร่งกร้าวของจักษุไพศาล แต่เห็นได้ชัดว่า…เป็นการยอมรับในระดับหนึ่งที่ซากพัดผู้บงการมีต่อเขา ผู้ซึ่งผ่านไปถึงด่านที่สิบและได้รับตัวตนว่าที่ผู้สืบทอด!

โดยเฉพาะความหมายที่กระแสจิตเมื่อครู่นี้ส่งมาให้ ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เทียนจุนจักษุไพศาลผู้นี้ ได้รับสิทธิ์พิเศษขยายเวลาในการฝ่าด่าน!

สามารถจินตนาการได้เลยว่า หากไม่มีเรื่องไม่คาดคิดเกิดขึ้น ถ้าเช่นนั้นเมื่อเขาฝ่าไปได้ถึงด่านที่ยี่สิบ เกรงว่าเขาคงได้สิทธิพิเศษแบบใหม่ ทำให้เขาแซงหน้าทุกคนไปไกลลิบ และเมื่อถึงท้ายที่สุด

เมื่อเวลาสามเดือนมาถึงก็มีความเป็นไปได้สูงว่าเทียนจุนจักษุไพศาลผู้นี้จะกลายมาเป็นนายของพัดเล่มนี้!

และหากเทียนจุนจักษุไพศาลทำได้ถึงขั้นนั้นเมื่อไหร่ เกรงว่าแม้แต่จักรพรรดิแสเองก็คงไม่สามารถช่วงชิงไปอย่างหน้าด้านๆ

แต่ไม่ว่าจะขอยืมใช้หรือเอาอะไรมาแลกเปลี่ยนกับจักษุไพศาล โชควาสนาเช่นนี้ก็ย่อมทำให้ในอนาคตเทียนจุนจักษุไพศาล มีความเป็นไปได้มากที่สุดที่จะได้เลื่อนขั้นเป็นบุพกาลคนใหม่!

ทั้งหมดนี้ทุกคนล้วนรู้ดีอยู่แก่ใจ แน่นอนว่าตัวของเทียนจุนจักษุไพศาลเองก็ย่อมประจักษ์แจ้ง หลังจากเดินออกมาจากลำแสงนำส่ง อารมณ์ปิติยินดี คึกคักและห้าวเหิมของเขา ที่แม้จะไม่ได้แสดงออกมาทางสีหน้า ทว่าการที่ทุกการกระทำของเขา ล้วนชักนำปราณแห่งผู้พิชิตของพัดวิเศษ กลับสะท้อนให้เห็นอย่างเด่นชัด

ป๋ายเสี่ยวฉุนเองก็ถึงกับสูดลมหายใจดังเฮือก ความริษยาในใจยิ่งเพิ่มพูน แค่นเสียงหึเบาๆ ในลำคอ แล้วสะบัดหน้าพรืดไม่สนใจอีกฝ่ายอีก ทว่าแม้เขาอยากจะหลบเลี่ยง แต่เทียนจุนจักษุไพศาลที่กำลังห้าวเหิมกลับหันมาเห็นป๋ายเสี่ยวฉุนเข้าเสียก่อน ครั้นดวงตาเขาก็พลันเป็นประกายวาบ

ก็ไม่รู้ว่าเขาทำอย่างไร เพราะเมื่อประกายแสงแห่งการอนุมานเปล่งวูบผ่านดวงตาเขาไป จู่ๆ เขาก็หัวเราะออกมา

“ป๋ายเสี่ยวฉุน ที่แท้เจ้าถูกกักอยู่ในด่านที่เจ็ดนี่เอง ช่างไร้ค่านัก ตอนนี้ในบรรดาเทียนจุนทั้งหมด มีแต่เจ้าเท่านั้นที่ยังผ่านด่านที่เจ็ดไปไม่ได้”

พอคำพูดของเทียนจุนจักษุไพศาลดังออกมา ทุกคนที่อยู่รอบด้านก็อึ้งงันกันไปทันที ต้องรู้ว่าตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ เทียนจุนจักษุไพศาลเพิ่งจะกลับออกมาเป็นครั้งแรก เวลาอื่นล้วนใช้หมดไปกับการฝ่าด่าน แต่นี่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะรู้ภาพการฝ่าด่านของคนอื่นดีราวกับฝ่ามือของตัวเอง

นี่จึงทำให้ทุกคนเริ่มคลางแคลงใจ ป๋ายเสี่ยวฉุนเองก็หันขวับไปมองเทียนจุนจักษุไพศาล เพราะคำพูดของอีกฝ่ายเผยประเด็นสำคัญอย่างหนึ่งออกมา!

ดูเหมือนว่าเขาจะสามารถอาศัยวิธีการบางอย่างที่ไม่จำเป็นต้องจับตามอง แต่กลับสามารถรู้จำนวนการฝ่าด่านของทุกคนได้!

เมื่อเห็นว่าดวงตาของป๋ายเสี่ยวฉุนมีแววคาดเดา เทียนจุนจักษุไพศาลก็หัวเราะร่าเสียงดัง ทว่าสีหน้ากลับยิ่งเย็นชา

“ป๋ายเสี่ยวฉุน ก่อนหน้านี้เจ้าร้องท้าให้พวกเราต่อยเจ้าไม่ใช่หรือ ไม่ต้องรีบร้อน รอข้าผู้เป็นเทียนจุนกลายเป็นเจ้านายของพัดเล่มนี้เมื่อไหร่ ข้าจะทำความปรารถนาของเจ้าให้เป็นจริง!”

กล่าวจบเทียนจุนจักษุไพศาลก็นั่งลงขัดสมาธิพร้อมเสียงหัวเราะดังกังวาน ครั้นจึงเริ่มเข้าฌานพักฟื้นร่างกาย

รอบด้านเงียบสงัด ไม่ว่าจะเป็นนักพรตของราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่งหรือราชวงศ์จักรพรรดิแสก็ล้วนตระหนักได้อย่างชัดเจนว่า ดูเหมือนตำแหน่งว่าที่ผู้สืบทอดนี้จะไม่ได้ง่ายดาย เพียงแค่ได้รับสิทธิพิเศษขยายเวลาในการฝ่าด่านอย่างเดียวเท่านั้น

หัวใจป๋ายเสี่ยวฉุนยิ่งกระเพื่อมไหวรุนแรง ความอิจฉาและความตะลึงพรึงเพริดในใจ ปานประหนึ่งคลื่นยักษ์ที่ถาโถมไม่หยุด

“นี่มันการสืบทอดอะไรกัน นี่มันขี้โกงชัดๆ!”

“สมควรตายนัก ชีวิตนี้ข้าล่ะเกลียดได้พวกขี้โกงที่สุดเลย!!”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version