Skip to content

A Will Eternal 857

บทที่ 857 อันตรายของสยบธาร

ความหมายคร่าวๆ ของเพลงนี้ทำให้ป๋ายเสี่ยวฉุนขนลุกชัน

ต่อให้เป็นเสินซ่วนจื่อกับซ่งเชวียก็ยังหน้าเปลี่ยนสี ขณะเดียวกันโครงกระดูกนับหมื่นรวมไปถึงเรือรบขนาดใหญ่มโหฬารลำนั้นก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ขยับเข้ามาใกล้พวกเขาทั้งสามคนมากกว่าเดิม!

ระยะห่างนั้นไม่ถึงห้าร้อยจั้ง อีกทั้งคนทั้งสามยังพอจะมองเห็นทุกอย่างที่อยู่บนเรือรบได้อย่างชัดเจน ทว่าขณะที่จิตวิญญาณของพวกเขากำลังสะท้านไหวนั้น เพลงที่ดังขึ้นกลับหายไปอีกครั้ง เรือรบก็หายวับไปอย่างไร้ร่องรอย

คราวนี้ซ่งเชวียไม่แค่นเสียงเย็นอีกต่อไป แถมใบหน้าของเขายังซีดขาวเล็กน้อย คนทั้งสามมองหน้ากันไปมา ต่างก็มองออกถึงความผิดปกติ ต้องรู้ว่าครั้งแรกที่เรือรบลำนี้หายไปคือระยะทางที่ห่างจากพวกเขาไปเกือบพันจั้ง ทว่าวันนี้พอปรากฏเป็นครั้งที่สองกลับหายไปในระยะห้าร้อยจั้ง

พวกเขาไม่กล้าจินตนาการเลยว่าหากเรือรบลำนี้ปรากฏขึ้นเป็นครั้งที่สามจะ…ขยับเข้ามาใกล้พวกเขากว่านี้หรือไม่!

และเห็นได้ชัดว่าหากคิดจะย้อนกลับไปทางเดิม อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาหนึ่งเดือน ไม่เพียงแต่ล่าช้า ยังยากที่จะรับประกันได้ว่าจะไม่มีเรื่องไม่คาดคิดเกิดขึ้น ขณะเดียวกันหากดูตามแผนที่ที่ป๋ายเสี่ยวฉุนดูมาก่อนหน้านี้ แม้ว่ามองดูเหมือนเขตต้องห้ามไร้ผู้คนแห่งนี้จะยาวไกลไม่มีขอบเขตสิ้นสุด ทว่าหากอิงตามความเร็วของพวกเขา ไม่ถึงสามเดือนต้องเดินออกไปได้แน่นอน!

ตอนนี้พวกเขาเดินมาได้เกือบครึ่งทางแล้ว

ท่ามกลางความเงียบงัน คนทั้งสามมองหน้ากันไปมา ซ่งเชวียกัดฟันกรอด ก่อนจะเอ่ยขึ้น

“เรือลำนี้ปรากฏขึ้นเป็นครั้งที่สองเมื่อเวลาผ่านไปแล้วหนึ่งเดือน พวกเราเพิ่มความเร็ว รีบทำเวลาไปจากที่บ้าๆ แห่งนี้ให้ได้โดยเร็วที่สุดก่อนที่เรือลำนั้นจะปรากฏขึ้นอีกครั้ง!” ซ่งเชวียกล่าวจบ เสินซ่วนจื่อก็พยักหน้ารับ ป๋ายเสี่ยวฉุนเงียบไปครู่หนึ่งก็รู้สึกว่าคนเฝ้าสุสานคงไม่ทำร้ายตน ดังนั้นจึงกัดฟันห้อตะบึงไปข้างหน้า คนทั้งสามไม่ทะยานไปบนพื้นอีกต่อไป แต่ลอยตัวขึ้นกลางอากาศ กลายร่างเป็นรุ้งเส้นยาวที่พุ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่มากขึ้นกว่าเดิม

ท่ามกลางเสียงกึกก้อง ความเร็วของคนทั้งสามระเบิดออกไม่หยุดยั้ง

เวลาล่วงผ่านไปอีกครึ่งเดือน ครึ่งเดือนมานี้เรือลำนั้นยังไม่เคยปรากฏตัวอีก ทว่าความระแวดระวังของป๋ายเสี่ยวฉุนกลับไม่เคยลดลงแม้แต่น้อย

เขายังคงจับจ้องไปรอบด้านอย่างระมัดระวัง ความเร็วก็ระเบิดออกเต็มกำลัง ความเร็วของเสินซ่วนจื่อช้ากว่าทุกคน แต่เมื่อมีป๋ายเสี่ยวฉุนช่วยลากดึงให้ไปด้วยกัน เขาก็กัดฟันยืนหยัดต่อไป

เพียงแต่หลังจากที่เวลาครึ่งเดือนนี้ผ่านไป จู่ๆ ยามสนธยาของวันนี้ ขณะที่คนทั้งสามทะยานตัวไปบนฟ้า ข้างหูของพวกเขากลับมีเสียงเพลงที่ทำให้คนขนลุกขนพองดังขึ้นมาอีกครั้ง!

เสียงเพลงนี้ดังแจ่มชัดยิ่งกว่าเดิม ขณะเดียวกันห่างออกไปหลายร้อยจั้งก็มีโครงกระดูกนับหมื่นรวมไปถึงเรือรบน่าตกตะลึงปรากฏขึ้นอีกครั้งอย่างเงียบเชียบ!

คราวนี้พวกเขาอยู่ใกล้กับเรือรบมากเกินไป เป็นเหตุให้ป๋ายเสี่ยวฉุนมองเห็นอย่างชัดเจนว่าบนเสากระโดงของเรือรบมีธงอยู่ทั้งหมดสามผืน บนธงทั้งสามผืนต่างก็ปักรูปใบหน้าผีเอาไว้!

ใบหน้าผีที่อยู่ตรงกลางสุดแสยะเขี้ยวน่ากลัวคล้ายกำลังส่งยิ้มดุดันมาให้กับคนทั้งสาม เพียงแค่มองปราดเดียว ป๋ายเสี่ยวฉุนก็รู้สึกว่าในสมองเต็มไปด้วยเสียงอื้ออึง

ซ่งเชวียและเสินซ่วนจื่อก็หน้าเปลี่ยนสีอย่างหนัก เรือรบลำนั้นถูกโครงกระดูกนับหมื่นลากดึงให้ตรงเข้าหาคนทั้งสาม ระยะห่างถูกดึงให้ขยับเข้ามาใกล้ในชั่วพริบตา สามร้อยจั้ง สองร้อยจั้ง…

ยิ่งใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ จนป๋ายเสี่ยวฉุนมองเห็นลักษณะของโครงกระดูกทุกโครงได้อย่างชัดเจน มองเห็นว่าโครงกระดูกพวกนั้นมีสีหน้าไร้อารมณ์ แล้วก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความอาฆาตแค้นเข้มข้นที่แผ่ออกมาจากตัวของพวกมันด้วย!

โครงกระดูกเหล่านี้มีบางตนที่เรือนกายเน่าเปื่อยเหลือเพียงแต่โครง ส่วนบางตนนั้นเนื้อเน่าเละไปเกือบครึ่ง และบางส่วนที่เนื้อเพิ่งจะเริ่มเน่าเปื่อย อาภรณ์ของพวกมันก็ไม่เหมือนกัน ราวกับว่ามาจากยุคสมัยที่ต่างกัน ในนั้นมีทั้งผู้ฝึกวิญญาณและมีทั้งนักพรต…

ยิ่งขยับเข้ามาใกล้ ทุกอย่างบนเรือรบก็ยิ่งแจ่มชัดในสายตาของพวกป๋ายเสี่ยวฉุนสามคน เรือรบสีดำเต็มไปด้วยรอยปริร้าว มีหลุมมีรูนับร้อยนับพัน ราวกับผ่านสงครามครั้งใหญ่มาก่อน

ทุกอย่างนี้เกิดขึ้นในเสี้ยววินาที ป๋ายเสี่ยวฉุนสามคนหน้าเปลี่ยนสี หมายจะถอยกรูดออกห่าง ทว่าวินาทีที่พวกเขาก้าวถอยนั้นเอง ทันใดนั้นเสียงเพลงก็หายไป เรือรบก็หายไปด้วย!

เพียงแต่ว่าการหายไปคราวนี้ ระยะห่างระหว่างเรือรบกับพวกเขาเหลือเพียงแค่หนึ่งร้อยจั้งเท่านั้น!!

ภาพนี้ทำให้ป๋ายเสี่ยวฉุนใจหายใจคว่ำ ซ่งเชวียและเสินซ่วนจื่อเองก็ตัวสั่นเทา คนทั้งสามหอบหายใจหนักหน่วง ขณะเดียวกันความรู้สึกถึงวิกฤตเป็นตายร้ายแรงก็ผุดขึ้นมากลางใจ

“ครั้งนี้แค่ครึ่งเดือนก็ปรากฏขึ้นอีกครั้งแล้ว! แถมยังอยู่ใกล้กับพวกเรากว่าเดิมอีก หากมันปรากฏขึ้นเป็นครั้งที่สี่ต้องชนลงมาบนร่างของพวกเราแน่นอน!!”

“สมควรตายนัก นี่มันสถานที่บ้าบออะไรกัน!! ข้าไม่อยากกลายมาเป็นโครงกระดูกที่ลากเรือลำนั้นหรอกนะ!!”

“ป๋ายเสี่ยวฉุน ไหนเจ้าบอกว่ามีป้ายคำสั่งก็ไม่มีอันตรายอย่างไรล่ะ!”

ซ่งเชวียและเสินซ่วนจื่อต่างก็ร้อนใจ ป๋ายเสี่ยวฉุนตาแดงก่ำ เขาเองก็รู้สึกไม่เป็นสุขมากเหมือนกัน พอได้ยินคำพูดของซ่งเชวียและเสินซ่วนจื่อ เขาก็คำรามขึ้นมาดังลั่น

“เลิกพูดได้แล้ว ซ่งเชวีย เสินซ่วนจื่อ พวกเจ้าน่ะช้า ข้าพาพวกเจ้าบินไปเอง ภายในครึ่งเดือนต้องออกไปจากที่นี่ได้แน่นอน!” ต่อให้ป๋ายเสี่ยวฉุนจะมีความมั่นใจในตัวของคนเฝ้าสุสาน แต่สถานการณ์ในตอนนี้ก็ยังทำให้เขารู้สึกได้ถึงวิกฤตที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างที่พูด มือทั้งคู่ของเขาก็คว้าจับไปกลางอากาศ ลากเอาตัวของซ่งเชวียและเสินซ่วนจื่อมาไว้ข้างกาย ก่อนจะกระโดดผลุงไปข้างหน้า ระเบิดความเร็วที่เทียบเคียงได้กับคนฟ้าทะยานไปยังท้องฟ้าทิศไกลพร้อมเสียงดังตูมตาม

การบินครั้งนี้ใช้เวลาเจ็ดวัน!

เพียงแต่ว่าต่อให้ความเร็วของป๋ายเสี่ยวฉุนจะไวมาก แต่ยามสนธยาของวันที่เจ็ด ขณะที่พวกเขากำลังห้อทะยาน ข้างหูของคนทั้งสามก็ยังมีเสียง…บทเพลงที่พิลึกพิลั่นดังขึ้นมาอีกครั้งอยู่ดี!

คราวนี้ดูเหมือนเสียงเพลงจะดังอยู่ข้างหูของพวกเขา เหมือนว่าหญิงสาวคนนั้นมาร้องเพลงให้ฟังอยู่ข้างๆ และในชั่วพริบตา โครงกระดูกนับหมื่นที่ดึงรั้งเรือรบลำใหญ่ก็ปรากฏอยู่ในกลุ่มหมอกที่ห่างจากพวกเขาไปแค่ร้อยจั้ง

ครั้งนี้ใกล้มากเกินไป ยังไม่ทันรอให้พวกป๋ายเสี่ยวฉุนสามคนจ้องมองอย่างละเอียด แรงดึงดูดมหาศาลขุมหนึ่งก็พลันระเบิดออกมาจากบนเรือรบ ขณะเดียวกันโครงกระดูกนับหมื่นที่อยู่ด้านหน้าเรือรบก็เหมือนจะระเบิดความเร็วมากขึ้นกว่าเดิม เพียงแค่พริบตาก็ดึงรั้งเรือรบมหึมาให้ขยับเข้ามาใกล้

ท่ามกลางความตะลึงพรึงเพริดและเสียงร้องอุทานของพวกป๋ายเสี่ยวฉุนสามคน โครงกระดูกนับหมื่นก็พุ่งเข้ามาชนลงบนร่างของป๋ายเสี่ยวฉุนสามคนจังๆ!

ป๋ายเสี่ยวฉุนหวีดร้องเสียงแหลม ภาพเบื้องหน้าพลันพร่าเลือน ไม่เพียงแต่เขาเท่านั้นที่เป็นเช่นนี้ ซ่งเชวียและเสินซ่วนจื่อเองก็หูตาพร่าลาย พอพวกเขาสามคนมองเห็นได้ชัดอีกครั้งก็ต้องหอบหายใจดังเฮือก ค้นพบด้วยความตะลึงลานว่าตัวเอง…ขึ้นมาอยู่บนเรือรบสีดำลำนั้นแล้ว!!

หมอกควันรอบด้านกลิ้งซัดตลบ โครงกระดูกนับหมื่นยังคงลากเรือรบให้เคลื่อนไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง ส่วนพวกเขาสามคนมายืนอยู่บนดาดฟ้าเรือ มองเห็นคาตาว่าเรือรบเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอยู่ในไอหมอกของเขตต้องห้ามแห่งชีวิต

และขณะที่พวกป๋ายเสี่ยวฉุนปรากฏตัวอยู่บนเรือผีใหญ่มโหฬาร นอกเขตต้องห้ามแห่งชีวิตที่ห่างออกไปไกล ในแม่น้ำทงเทียนสายตะวันออก สำนักสยบธารที่อยู่ในเขตแม่น้ำตอนกลาง เวลานี้ก็มีเสียงระฆังดังก้องอย่างเร่งร้อน

เมื่อเสียงระฆังดังออกมา นักพรตทุกคนที่อยู่ในสำนักสยบธารต่างก็เกิดความหนักอึ้งในหัวใจ พวกเขารู้สึกกดดันอย่างยิ่ง ลมหายใจก็หอบหนัก หลายปีมานี้สำนักสยบธารที่ตั้งอยู่ตรงพื้นที่แม่น้ำตอนกลางไม่ต่างจากตั้งอยู่บนน้ำแข็งแผ่นบางๆ!

เพราะในบรรดาบุรพาจารย์ทั้งหลายของสำนักต่างก็ไม่มีใครฝ่าทะลุขอบเขตก่อกำเนิดเลื่อนสู่คนฟ้าได้อย่างแท้จริง ก้าวนี้ยากลำบากยิ่งนัก และก็ด้วยสาเหตุนี้ สำนักธารดารา สำนักธารมรรคาและสำนักธารอันตจึงเริ่มทำท่าอยากจะลงมือกับพวกเขาเต็มที อีกทั้งหลายปีมานี้ความขัดแย้งระหว่างกันก็ยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้น มีหลายครั้งที่นักพรตสำนักสยบธารเกิดการบาดเจ็บและล้มตาย

เพราะอย่างไรซะการมาถึงของสำนักสยบธารในปีนั้นก็ได้ส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของทั้งสามสำนัก

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องภูเขาแห่งการสืบทอดที่ป๋ายเสี่ยวฉุนลงมือช่วงชิงทรัพยากรจำนวนมากไปให้กับสำนักสยบธาร ทำให้ความขัดแย้งยิ่งทวีความรุนแรง แถมพวกศิษย์แห่งความภาคภูมิใจของสามสำนักที่เติบโตมาตลอดช่วงระยะเวลาหลายปีนี้ล้วนมีตราประทับรูปเต่าเด่นหราอยู่บนใบหน้ากันแทบทุกคน นี่จึงทำให้พวกเขาเกลียดแค้นป๋ายเสี่ยวฉุน เกลียดแค้นสำนักสยบธารเข้ากระดูกดำ

และตอนนี้การสืบทอดครั้งต่อไปก็จะเกิดขึ้นอีกครั้งแล้ว นี่จึงทำให้สามสำนักใหญ่ตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด พวกเขาถึงขั้นแอบติดต่อไปยังสำนักอันตมรรคาฟ้าดาราอย่างลับๆ จนได้รับอนุญาตให้เปิดศึก…ดับสำนักได้!!

หลังจากได้รับข่าวจากสายลับ ระฆังเตรียมการรบของสำนักสยบธารจึงดังขึ้น เพื่อให้มีชีวิตอยู่รอด ด้านหนึ่งสำนักสยบธารก็ได้ส่งทูตให้ไปขอร้องสำนักอันตมรรคาฟ้าดารา เพราะอย่างไรซะปีนั้นป๋ายเสี่ยวฉุนก็เคยเป็นถึงผู้บังคับกองหมื่น เขาทิ้งเส้นสายเอาไว้บางส่วน หลายปีมานี้คนเหล่านั้นต่างก็ดูแลสำนักสยบธารเป็นอย่างดี หาไม่แล้วเกรงว่าทั้งสามสำนักคงอดรนทนไม่ไหวกันนานแล้ว

เพียงแต่ว่าอย่างไรซะป๋ายเสี่ยวฉุนก็ไม่ได้อยู่ที่นี่ แม้ทางฝ่ายแดนทุรกันดารจะมีข่าวส่งมาบอกว่าเขายังคงมีชีวิตอยู่ แต่น้ำไกลมิอาจดับกระหายคนใกล้ได้ฉันท์ใด สำนักสยบธารก็จำต้องตกอยู่ในวิกฤตอันตรายกันทั้งสำนักฉันท์นั้น!

และอีกด้านหนึ่งก็ให้บุรพาจารย์ทุกคนออกจากด่าน สำนักเปิดใช้ค่ายกลใหญ่ เตรียมจะต้านทานสงครามตัดสินเป็นตายของสำนักในครั้งนี้!!

เพียงแต่ว่าศึกครั้งนี้คนของสำนักสยบธารไม่มีใครมีความมั่นใจมากพอ เพราะคู่ต่อสู้ของพวกเขาเอง…ก็จะลงมืออย่างเต็มกำลังเช่นกัน นั่นคือคนฟ้าถึงสามคน ต่อให้เป็นคนฟ้าที่ใช้วิธีการเลื่อนขั้นด้วยระดับที่ต่ำที่สุด ทว่าสำหรับนักพรตแล้ว นั่นก็ยังคงเป็น…คนฟ้าอยู่ดี!

“ศึกที่ตัดสินเป็นตายของสำนัก!”

“ข้าขอสาบานว่าต่อให้สู้จนตัวตายก็ต้องปกป้องสำนักเอาไว้ให้ได้!!” ภายใต้เสียงระฆัง นักพรตแทบทุกคนในสำนักสยบธารต่างก็ตาแดงก่ำ พากันร้องคำราม ขณะเดียวกันในสำนักสยบธารก็ยังมีเสียงคำรามสะท้านฟ้าที่ดังกระหึ่มขึ้นมาเช่นกัน!

นั่นคือเสียงจากราชันแห่งสัตว์ที่ลำตัวใหญ่หลายร้อยจั้ง ตลอดทั้งร่างเป็นสีม่วง ใต้ฝ่าเท้ามีเปลวเพลิงสีดำ ลักษณะคล้ายทั้งมังกร คล้ายทั้งกิเลน พลานุภาพค้ำฟ้า แม้แต่บุรพาจารย์ก่อกำเนิดขั้นสมบูรณ์แบบเห็นเข้าก็ยัง…สะทกสะท้านด้วยความฮึกเหิม!

เถี่ยตั้น!

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version