Skip to content

A Will Eternal 856

บทที่ 856 เสียงเพลงจากเรือกระดูก

เขตต้องห้ามแห่งชีวิตของโลกทงเทียนเกิดขึ้นมาได้อย่างไร เรื่องนี้ทุกคนพูดกันอย่างหลากหลาย แต่สุดท้ายก็ยังไม่ได้ข้อสรุป บางทีในฟ้าดินแห่งนี้คงมีคนแค่เพียงหยิบมือเท่านั้นที่รู้ว่าเขตต้องห้ามแห่งชีวิตเกิดขึ้นมาได้อย่างไร

อีกทั้งเรื่องที่บอกว่าในเขตต้องห้ามแห่งชีวิตนี้มีอะไรอยู่ เหตุใดพอทุกชีวิตเหยียบเข้าไปในที่แห่งนี้ถึงต้องล้มตายก็ได้กลายมาเป็นปริศนาอย่างหนึ่ง แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นคนฟ้าหรือครึ่งเทพ ขอแค่เป็นนักพรตที่ก้าวเดินเข้าไปในเขตต้องห้ามแห่งชีวิตหรือเพียงแค่คนที่มีความสนใจใคร่รู้ว่าเหตุใดสถานที่แห่งนี้ถึงตัดขาดทุกชีวิตก็ยังรู้แค่ว่าตรงกลางพื้นที่ต้องห้ามที่ไร้ผู้คนแห่งนี้มีมหาสมุทรยักษ์สีขาวอยู่ผืนหนึ่ง

ในมหาสมุทรยักษ์นี้ไม่ใช่ผืนน้ำ แต่เป็น…กระดูก!

หรือจะพูดให้ชัดเจนก็คือนั่นคือมหาสมุทรกระดูกผืนหนึ่ง เมื่อยืนอยู่บนยอดเขาของเทือกเขาแล้วทอดสายตามองไป ในเขตต้องห้ามไร้ผู้คนที่มองไม่เห็นจุดสิ้นสุดจะมีหมอกควันสีขาวปกคลุมตลอดทั้งปี และมหาสมุทรบนพื้นดินที่อยู่ภายใต้ไอหมอกนี้ก็ปูเต็มไปด้วยกระดูกสีขาวซีดจำนวนมาก…

กระดูกเหล่านี้มีมากเกินไป มีทั้งกระดูกของคนและกระดูกของสัตว์ เมื่อสะสมเข้าด้วยกันจึงไม่รู้เลยว่ามีความหนามากแค่ไหน เพียงแค่สัมผัสได้ว่ากลางทะเลกระดูกผืนนี้มีแต่ความสงบเงียบงัน ขณะเดียวกันก็คล้ายจะมีกลิ่นอายของความอาฆาตแค้นไร้ที่สิ้นสุดอยู่ด้วย

ที่นี่ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆ ไร้ซึ่งสรรพสำเนียง ความเงียบสงัดเช่นนี้ทำให้คนหวั่นใจ

และก็เพราะทะเลกระดูกผืนนี้ ดังนั้นตำนานเกี่ยวกับเขตต้องห้ามแห่งชีวิตที่เล่าลือกันมากที่สุดก็คือก่อนที่จะเกิดโลกใบนี้ขึ้นมา

เคยมีสงครามยิ่งใหญ่ที่มิอาจบรรยายได้ระเบิดขึ้นมาก่อนครั้งหนึ่ง สงครามครั้งนั้นทำให้มหาสมุทรกระดูกไร้ที่สิ้นสุดเกิดขึ้นในเขตต้องห้ามแห่งชีวิต

สี่จุดของเขตต้องห้ามแห่งชีวิตล้วนเป็นเช่นนี้…

เวลานี้ในเขตต้องห้ามแห่งชีวิตเขตทิศตะวันออกเฉียงเหนือมีเงาร่างสามเงาปรากฏขึ้นอย่างที่หาได้ยากในช่วงตลอดหลายปีที่ผ่านมา ป๋ายเสี่ยวฉุนอกสั่นขวัญแขวน เส้นประสาทตึงเครียด แต่ละก้าวย่างก้าวที่เหยียบลงไปในทะเลกระดูกล้วนมีเสียงกร๊อบๆ ดังขึ้นมา เมื่ออยู่ท่ามกลางความเงียบสงัดของเขตต้องห้ามแห่งชีวิต เสียงนี้จึงดังใสแจ๋วก้องกังวานไปสี่ทิศ

ต่อให้จะมั่นใจในตัวของคนเฝ้าสุสาน แต่เวลานี้ป๋ายเสี่ยวฉุนก็ยังหวาดกลัว

เขากำป้ายคำสั่งในมือไว้แน่น ซ่งเชวียและเสินซ่วนจื่อเองก็ใจสั่นไหว ตามหลังป๋ายเสี่ยวฉุนไปติดๆ

ยังดีที่มีป้ายคำสั่งนี้อยู่ วินาทีที่พวกป๋ายเสี่ยวฉุนสามคนเหยียบเข้าไปในเขตต้องห้ามแห่งชีวิตก็เหมือนเปลวเทียนที่ส่องแสงอ่อนจาง แสงนี้ปกคลุมพื้นที่ในรัศมีสิบจั้งรอบร่างของคนทั้งสาม ขณะเดียวกันก็ทำให้ไอหมอกที่อบอวลอยู่โดยรอบซึ่งลอยมาปะทะช้าๆ หายวับไปทันที

นี่ถึงทำให้คนทั้งสามคลายใจได้ พวกเขาเดินมุ่งหน้าไปพร้อมเสียงกรอบแกรบตลอดทาง เพิ่งจะมาถึง พวกเขาจึงไม่กล้าที่จะทดลองว่าบินไปบนฟ้าได้หรือไม่ เวลานี้ได้เพียงทำตัวให้มีสติกระปรี้กระเปร่า สังเกตการณ์รอบด้านอย่างระมัดระวังพลางห้อตะบึงไปอย่างรวดเร็ว

ทอดสายตามองไปไกลๆ ในเขตต้องห้ามแห่งชีวิตที่เต็มไปด้วยไอหมอกนี้ รัศมีสิบจั้งที่อยู่รอบกายพวกป๋ายเสี่ยวฉุนสามคนก็คล้ายเป็นเพียงกองไฟกองเดียวที่อยู่ท่ามกลางราตรีที่มืดมิด สะดุดตาอย่างมาก…

ป๋ายเสี่ยวฉุนหน้าซีดขาว ตลอดทางมานี้ไม่รู้ว่าเขาเหยียบกระดูกแตกไปแล้วกี่มากน้อย ยังดีที่ในเขตต้องห้ามแห่งชีวิตเหมือนจะไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆ ดำรงอยู่อย่างแท้จริง และก็เป็นอย่างนี้ไปตลอดสามวัน

สามวันที่ผ่านมา แม้พวกเขาจะไม่บินทะยานไปข้างหน้า แต่กลับซอยฝีเท้าเดินเร็วอย่างถึงที่สุด ตลอดทางที่เดินผ่านไป ซ่งเชวียเหมือนจะชินกับเสียงกระดูกแตกแล้ว และก็ชินกับความรู้สึกกดดันรอบกายแล้วด้วย สีหน้าของเขาจึงค่อยๆ ผ่อนคลาย เสินซ่วนจื่อเองก็ดีขึ้นมาหน่อย มีเพียงป๋ายเสี่ยวฉุนเท่านั้นที่ยังระแวดระวังไม่คลาย

พอเห็นว่าป๋ายเสี่ยวฉุนยังคงตึงเครียดไม่หาย ในใจของซ่งเชวียก็หัวเราะหยันอย่างดูหมิ่น ความกล้าหาญยิ่งมากกว่าเดิม เขาก้าวยาวๆ ไปข้างหน้า ทั้งยังจงใจเหยียบกระดูกให้เกิดเสียงดังมากกว่าเดิม ทำให้ป๋ายเสี่ยวฉุนไม่พอใจอยู่หลายครั้ง

“ซ่งเชวียเจ้าเบาเสียงหน่อย!” เสินซ่วนจื่อเองก็รู้สึกว่าซ่งเชวียทำเกินไป จึงรีบเอ่ยเตือน

ซ่งเชวียแค่นเสียงเย็นหนึ่งที ขณะที่กำลังจะโต้กลับ ทว่าเวลานี้เอง ทันใดนั้นก็มีเสียงร้องอุทานตกใจดังมาจากป๋ายเสี่ยวฉุนที่ระวังตัวอยู่ตลอดเวลา

“พวกเจ้าได้ยินอะไรไหม!!”

เขาเพิ่งพูดขาดคำ ซ่งเชวียก็ชะงักฝีเท้า เสินซ่วนจื่อเองก็หยุดเดิน คนทั้งสองรีบตั้งใจฟังเสียงโดยรอบทันที ตอนแรกพวกเขายังไม่ได้ยินอะไร แต่ไม่นานคนทั้งสองก็หน้าเปลี่ยนสี พวกเขาได้ยินว่าในพื้นที่ต้องห้ามไร้ผู้คนแห่งนี้มีเสียงเพลงที่…ดังแว่วมาจากทิศไกล!!

นั่นคือเสียงร้องเพลงของหญิงสาวนางหนึ่ง เพียงแต่เหมือนว่าจะอยู่ห่างไกลเกินไปจึงไม่ยินเนื้อร้องอย่างชัดเจน

ทว่าเมื่อเสียงเพลงนี้ปรากฏขึ้นกลับทำให้ป๋ายเสี่ยวฉุนหน้าซีดเผือดไปในบัดดล

“ไม่ถูกสิ หรือว่ากงซุนหว่านเอ๋อร์หนีมาอยู่ที่นี่!!”

ป๋ายเสี่ยวฉุนนึกถึงกงซุนหว่านเอ๋อร์ขึ้นมาทันใด แต่ไม่นานเขาก็พอจะวิเคราะห์ได้ว่าในเสียงเพลงที่ดังมาแว่วๆ นั้นเหมือนจะไม่ใช่เสียงของกงซุนหว่านเอ๋อร์

ซ่งเชวียและเสินซ่วนจื่อก็เริ่มตื่นตระหนกเช่นกัน พวกเขากวาดสายตามองประเมินไปรอบด้านอย่างต่อเนื่องเพื่อตามหาที่มาของเสียงเพลง

แล้วทันใดนั้นเสินซ่วนจื่อก็พลันเบิกตากว้าง ชี้มือไปยังทิศทางเบื้องหน้า

“อยู่ตรงนั้น!!”

เมื่อเขาเอ่ยออกมา ป๋ายเสี่ยวฉุนและซ่งเชวียก็หันขวับมองตามไปทันที แล้วก็เห็นว่าในกลุ่มหมอกที่ห่างไปไกลมีโครงกระดูกอยู่นับไม่ถ้วน…โครงกระดูกเหล่านั้นไม่ได้นอนกองอยู่บนพื้น แต่ยืนอยู่ สิ่งแรกที่ปรากฏสู่สายตาของพวกป๋ายเสี่ยวฉุนสามคนก็คือโครงกระดูกที่มีขนาดใหญ่กว่าคนปกติมากนับหมื่นเท่า

พวกมันโน้มตัวมาข้างหน้า บนไหล่ของโครงกระดูกแต่ละโครงมีเชือกสีดำเส้นหนึ่งพาดอยู่ และพวกมันก็กำลังดึงเชือกเหมือนคนดึงเชือกลากเรือ!!

ที่น่าตะลึงที่สุดก็คือหลังจากที่โครงกระดูกนับหมื่นเหล่านั้นปรากฏตัว ด้านหลังของพวกมันก็มีโครงกระดูกเรือนกายใหญ่มหึมา สูงใหญ่ยักษ์นับร้อยจั้งเกือบพันโครงทยอยกันปรากฏออกมา โครงกระดูกเหล่านี้ต่างก็มีเชือกพาดอยู่บนไหล่และกำลังลากดึงเช่นกัน!

นี่ยังไม่สิ้นสุด ด้านหลังโครงกระดูกยักษ์นับพันนี้กลับยังมีโครงกระดูกของสัตว์ร้ายขนาดมหึมาที่ร่างสูงเกือบพันจั้งนับร้อยปรากฏตัว สัตว์ร้ายพวกนี้ลักษณะต่างกันออกไป บ้างก็เหมือนสิงโต บ้างก็เหมือนเสือ ทั้งป๋ายเสี่ยวฉุนยังเห็นกระดูกมังกรสามตัวด้วย!!

ภาพต่างๆ เหล่านี้ทำให้คนทั้งสามใจสั่นสะท้าน และสิ่งที่ตามมาปรากฏอยู่ในสายตาของพวกเขาติดๆ คือเบื้องหลังกระดูกมังกรสามตัว…ก็คือ…เรือรบใหญ่มโหฬารขนาดหลายหมื่นจั้งที่น่าครั่นคร้ามลำหนึ่ง!

เรือรบลำนี้สูงใหญ่เป็นอย่างยิ่ง ตลอดทั้งลำเรือคือสีดำสนิท แม้ว่าจะมีสภาพผุพัง แม้แต่ผ้าใบเรือก็ยังขาดวิ่น ทว่ากลับยังคงมองออกไปถึงพลังอำนาจที่น่ากริ่งเกรงของเรือรบลำนี้!

แต่ไม่ว่าโครงกระดูกเหล่านั้นจะดึงเชือกอย่างไร จะเดินมาข้างหน้าไกลแค่ไหน เรือรบกระดูกที่เสียดสีอยู่บนพื้นซึ่งเต็มไปด้วยทะเลกระดูกกลับยังคงเคลื่อนที่มาได้อย่างเงียบกริบ ตลอดทั้งเขตต้องห้ามแห่งชีวิตยังคงตกอยู่ในความเงียบสงัด มีเพียง…เสียงเพลงที่คลุมเครือเท่านั้นซึ่งยังคล้ายจะดังออกมาจากในเรือรบ!

ภาพนี้ทำให้ป๋ายเสี่ยวฉุนตัวสั่น บนเรือลำนี้ทำให้เขาสัมผัสได้ถึงความหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ยามนี้จึงรีบถอยกรูดออกห่างอย่างรวดเร็ว

“ที่นี่ผิดปกติ เขตต้องห้ามแห่งชีวิตจะมีเรือรบได้อย่างไร ทั้งยังมีโครงกระดูกมากมายขนาดนั้นช่วยกันลากดึง น่ากลัวเกินไปแล้ว!” ป๋ายเสี่ยวฉุนหน้าขาวซีด รีบเอ่ยปาก

“ไม่งั้นพวกเรากลับกันดีไหม ข้ารู้สึกว่า…บางทีหากกลับไปทางกำแพงเมืองอาจจะเป็นความคิดที่ดีกว่า!” ป๋ายเสี่ยวฉุนเอ่ย ทว่าวินาทีที่เขาพูดขาดคำ ชั่วพริบตานั้น เรือรบที่ปรากฏอยู่ในสายตาของพวกเขาสามคนก็หายวับไปอย่างไร้ร่องรอย…

ไม่เพียงแต่เรือรบเท่านั้นที่หายไป พวกโครงกระดูกทั้งหมดที่ลากดึงเรือรบก็สลายตัวไปด้วย หรือแม้แต่เสียงเพลงก็ยังไม่ดังขึ้นอีก ราวกับว่ามันไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน

ป๋ายเสี่ยวฉุนอึ้งงัน

ซ่งเชวียและเสินซ่วนจื่อเองก็เริ่มลนลานขึ้นมาบ้างแล้ว พวกเขาถูกความแปลกประหลาดของเรือรบทำให้ตกตะลึง แต่ตอนนี้เรือรบก็หายไปแล้ว อีกทั้งที่สำคัญที่สุดก็คือพอได้เห็นความหวาดกลัวของป๋ายเสี่ยวฉุน ซ่งเชวียก็พลันรู้สึกว่าตัวเองไม่กลัวอีกต่อไป จึงแค่นเสียงเย็นด้วยความดูแคลน

“เดิมทีเขตต้องห้ามแห่งชีวิตก็แปลกประหลาดอยู่แล้ว มีแค่เรือปรากฏขึ้นมาลำเดียวจะน่ากลัวตรงไหนกัน! เห็นได้ชัดว่านี่เป็นเพียงแค่ภาพลวงตาของที่แห่งนี้เท่านั้น ไม่ต้องสนใจก็พอ หรือว่าเจ้าป๋ายเสี่ยวฉุนกลัวเสียแล้ว?”

ป๋ายเสี่ยวฉุนได้ยินประโยคนี้ก็พลันถลึงตาใส่อีกฝ่าย

“ข้าน่ะหรือกลัวผี? ข้าเป็นถึงอาจารย์หลอมวิญญาณชั้นดินผู้ยิ่งใหญ่ ผีตัวใหญ่ที่สุดก็คือลูกศิษย์ของข้า ข้ากลัวผี? ตลกล่ะ!” ป๋ายเสี่ยวฉุนสะบัดปลายแขนเสื้อหนึ่งครั้ง เอ่ยด้วยน้ำเสียงลำพองใจ

ซ่งเชวียหัวเราะเสียงเย็น ไม่ได้เอ่ยคำใดอีก เพียงลากเสินซ่วนจื่อให้ห้อตะบึงไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วพร้อมกัน เสินซ่วนจื่อลังเลอยู่ครู่หนึ่ง มองซ่งเชวีย แล้วก็หันไปมองป๋ายเสี่ยวฉุน คิดจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ตบะของเขาอ่อนแอที่สุด พอถูกซ่งเชวียกระชากลากถูไปอย่างนี้จึงยากที่จะต่อต้านได้ ได้เพียงยิ้มเจื่อนเท่านั้น

“บางทีอาจเป็นภาพลวงตาจริงๆ …” ป๋ายเสี่ยวฉุนรู้สึกขายหน้าไม่น้อย เขาเองก็คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าเรือรบที่ดูพิลึกพิลั่นลำนี้จู่ๆ กลับหายไปอย่างไร้ร่องรอยเสียได้ ดังนั้นจึงลูบจมูกแก้เก้อ ครุ่นคิดว่าจะอย่างไรตนก็เป็นผู้อาวุโสของซ่งเชวีย ในเมื่อหลานเดินหน้าไปแล้ว เขาที่เป็นผู้อาวุโสควรต้องปกป้องดูแลความปลอดภัยของหลานตัวเองเสียหน่อย พอปลอบใจตัวเองเช่นนี้ ป๋ายเสี่ยวฉุนก็ถอนหายใจหนึ่งทีแล้วเดินเร็วๆ ตามไป ให้ซ่งเชวียและเสินซ่วนจื่อสองคนอยู่ในขอบเขตการป้องกันของป้ายคำสั่ง

ไม่นานเวลาก็ล่วงผ่านไปแล้วหนึ่งเดือน หนึ่งเดือนมานี้ เรือรบลำนั้นไม่ได้ปรากฏอีก ไม่นานป๋ายเสี่ยวฉุนจึงเริ่มคลายใจได้ ความเร็วของคนทั้งสามก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้น

ทว่าหลังจากผ่านไปอีกหลายวัน ยามสนธยาของวันนี้ คนทั้งสามที่กำลังห้อตะบึงกลับต้องหน้าเปลี่ยนสีไปอีกครั้ง ข้างหูของพวกเขามีเสียงร้องเพลงของหญิงสาวดังขึ้นมาอีก!

คราวนี้เสียงเพลงนั้นดังแจ่มชัดกว่าคราวก่อนเล็กน้อย เป็นเหตุให้พวกเขาสามารถได้ยิน…เนื้อเพลงได้แว่วๆ!

เนื้อเพลงนี้ประหลาดมาก ทั้งๆ ที่ได้ยินอย่างชัดเจน ทว่ากลับมิอาจจดจำได้ แต่ความหมายคร่าวๆ ของมันกลับตราตรึงลงในสมองของพวกป๋ายเสี่ยวฉุนสามคน ดูเหมือนเนื้อเพลงนั้นจะบรรยายถึงเรื่องราวที่เด็กคนหนึ่งกินแขนของมารดาตัวเอง!!!

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version