ตอนที่ 106 สู้เพื่อศิษย์
จางเซวียนได้สอนเด็กเหล่านี้มาระยะหนึ่งแล้ว เขาก็แน่ใจว่าจะสามารถพัฒนาฝีมือของทั้งห้าคนให้ทั้งโรงเรียนตกตะลึงได้ แต่ก็น่ากังวลตรงที่เขาต้องทำภารกิจนี้ให้ลุล่วงภายในครึ่งเดือน ให้ทันกับวันประลองนักเรียนใหม่
ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ทั้งหวังหยิ่ง จ้าวหย่า เจิ้งหยาง หลิวหยาง และหยวนเทา ทุกคนต่างมีปัญหาสุขภาพ แม้เขาจะรู้วิธีรักษา แต่มันก็ยากที่จะแก้ปัญหาทั้งหมดให้ได้ภายในระยะเวลาเพียงเท่านี้
หอสมุดเทียบฟ้าเห็นข้อบกพร่องทั้งหมดก็จริง แต่ก็ไม่ได้บอกวิธีแก้มาให้ วิธีแก้ปัญหาที่จางเซวียนใช้กับลูกศิษย์ของเขานั้นมาจากการค้นคว้าในตำราจำนวนนับไม่ถ้วน ซึ่งผลที่ได้ก็เรียกว่าแค่พอใช้เท่านั้น
เวลาเพียงน้อยนิดที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาทั้งหมด ยังไม่รวมที่ต้องพัฒนาวรยุทธของเด็กเหล่านั้นอีก จางเซวียนรู้ว่าถ้าเขาถ่ายทอดเคล็ดวิชาเทียบฟ้าให้ลูกศิษย์ วรยุทธของเด็กเหล่านั้นจะพุ่งพรวด แต่ก็นั่นแหละ เขาไม่อาจถ่ายทอดเคล็ดวิชานี้ให้ผู้อื่นได้
การครอบครองสมบัติล้ำค่าที่เกินกำลังตัวเองจะควบคุมได้นั้นเป็นอาชญากรรม หายนะอาจมาถึงตัวหากเคล็ดวิชานี้แพร่งพรายออกไป
แม้หอสมุดเทียบฟ้าจะชี้จุดเป็นจุดตายของคู่ต่อสู้ให้เขาได้ แต่ก็ไม่มีประโยชน์เท่าไรนักหากต้องปะทะกับคู่ต่อสู้ที่มีวรยุทธขั้นเหนือกว่า
นักรบตัวจริงจะไม่มีจุดอ่อน หรือถ้ามี นักเรียนเหล่านี้ก็ไม่อาจเทียบชั้นด้านความเร็วและความแข็งแกร่งได้ มันจะไม่ระคายผิวนักรบเหล่านั้นเลยสักนิดต่อให้เขาจะโจมตีจุดอ่อนอย่างจัง!
“สถานการณ์ของเจิ้งหยางจัดว่าแก้ไขไม่ยาก เราหาเทคนิคที่เหมาะกับเขาได้ ภายในครึ่งเดือนเขาจะต้องสำเร็จวิชาบางขั้น ซึ่งก็เพียงพอให้เขารับมือกับคู่ต่อสู้แล้ว”
“เราช่วยหวังหยิ่งเปิดจุดชีพจรที่ไม่ทำงานบนขาของเธอแล้ว แต่เวลาสองปีที่บาดเจ็บมาทำให้สภาพร่างกายบอบช้ำหนัก ต้องการการฟื้นฟูกล้ามเนื้อระยะยาว วิธีรักษาแบบที่ทำๆกันมารักษาขาของเธอให้หายภายในครึ่งเดือนไม่ได้แน่ เรื่องพัฒนาวรยุทธยิ่งไม่ต้องพูดถึง การรักษาเฉพาะทางเท่านั้นที่จะช่วยได้”
“หลิวหยางต้องการยาเพื่อเคลียร์สภาพร่างกายที่ขัดข้อง”
“ส่วนจ้าวหย่ากับหยวนเทา ก็อย่างที่เรามองไว้ มันจะดีก็ต่อเมื่อเราหาทางปลุกสภาวะพิเศษของพวกเขาได้”
ทั้งหมดนี้พูดง่าย แต่ทำยาก
จะว่าไป แม้ปัญหาของเจิ้งหยางจะดูไม่หนักหนา แต่ก็รับมือได้ยาก เขาร่ำเรียนเพลงหอกมาหลายต่อหลายปี ไม่ง่ายที่จะมาฝึกวรยุทธการต่อสู้ด้วยมือเปล่า ถ้าเขาปรับตัวไม่ได้ สิ่งนี้จะกลายเป็นจุดอ่อน ความแกร่งกล้าจะลดน้อยถอยลง การเรียนวรยุทธให้ได้ผลนั้นต้องใช้เวลา จะปรับตัวให้ได้ภายในครึ่งเดือนนั้น…ไม่ว่าใครก็รู้ว่ามันยาก
“นอกจากเจิ้งหยาง วิธีรักษาหวังหยิ่งก็จะหาได้ในสมาคมนักปรุงยาเท่านั้น พูดได้ว่า วิธีแก้ปัญหาของสี่ในห้าคนนี้อยู่ในสมาคมนักปรุงยา”
ความมุ่งมั่นปรากฏในดวงตาของจางเซวียน “ดูเหมือนว่า เป็นตายอย่างไร วันนี้เราต้องเอาชนะวิวาทะกับเหล่านักปรุงยาให้ได้!”
อันที่จริง หลังจากการคุกคามข่มขู่จะไล่เขาออกได้ผ่านไป จางเซวียนก็ไม่อาจเย็นใจและสอนนักเรียนตามสบายได้ ลู่ฉวินพยายามใช้เล่ห์กลบั่นทอนเกียรติและศักดิ์ศรีของเขาตลอดเวลา เขาจะนิ่งเฉยได้อย่างไร
คำพูดที่ว่า ‘สามสิบปีผ่านไป สายน้ำไหลย้อนกลับ’ นั้นช่างเหลวไหล ไม่มีใครนั่งรอให้โอกาสที่จะได้แก้แค้นเดินมาหาเองหรอก ในเมื่ออีกฝ่ายหนึ่งจ้องจะหาเรื่องตลอดเวลา ก็เป็นธรรมดาที่จางเซวียนจะนิ่งนอนใจไม่ได้
อีกอย่าง แม้จะดูเหมือนฝ่ายการศึกษาจะจบเรื่องและเขาจะไม่ถูกไล่ออกเร็วๆนี้แน่ แต่ก็ยังมีคนอีกมากที่รอดูเขาสะดุดขาตัวเอง หลังจากที่เขาสร้างเรื่องอื้อฉาวขึ้น ใครๆพากันซุบซิบเรื่องอื้อฉาวของโรงเรียนที่เกิดขึ้นกับเขา คงไม่มีองค์กรไหนอยากเก็บระเบิดเวลาไว้กับตัวเองแน่
ถ้าเขาสร้างความโดดเด่นในการประลองนักเรียนใหม่ไม่ได้ ความกดดันทั้งหมดจะตกอยู่ที่เขา อยู่ยากแน่ เพราะฉะนั้นเขาต้องชนะ จะเสียอะไรเท่าไหร่ก็ยอม
เหตุที่จางเซวียนไม่ยอมออกจากโรงเรียนแม้จะมีโลกกว้างรออยู่ข้างนอก นั่นก็เพราะในฐานะอาจารย์ ถ้าเขาพ่ายแพ้ต่อความท้าทายเพียงเท่านี้ ก็ไม่ต่างอะไรจากอาชญากรที่หลบหนีการจับกุม มันจะทิ้งรอยด่างพร้อยให้กับประวัติของเขาในสมาคมคณาจารย์ ซึ่งเขาจะไม่อาจได้รับการเลื่อนขั้น ยิ่งการจะได้เป็นปรมาจารย์ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
แต่เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เหตุผลหลัก เหตุผลหลักคือลูกศิษย์ของเขาทั้งห้าคนเชื่อมั่นในตัวเขาอย่างถวายหัว เขากลายเป็นคนสำคัญในชีวิตของเด็กพวกนั้น ซึ่งในฐานะอาจารย์ เขาจะทำให้ลูกศิษย์ผิดหวังไม่ได้!
“เอาล่ะ เริ่มเรียนกันเถอะ”
หลังจากได้ข้อสรุป จางเซวียนก็เลิกร้อนรน เขาเริ่มต้นสอนลูกศิษย์ด้วยความสุขุม การสอนของเขาอยู่บนพื้นฐานของทฤษฎีที่ถูกต้องจำนวนนับไม่ถ้วนที่เขารวบรวมมาจากหนังสือทั้งหมดในหอสมุดครู
เนื้อหาเหล่านั้นล้ำลึก แม้จะน่าเบื่อบ้าง ผู้ฟังทั้งหมดของเขาล้วนอึ้งจังงัง ไม่ใช่เฉพาะเด็กๆห้าคนเท่านั้นที่ได้รับประโยชน์ใหญ่หลวงจากการสอน
แม้แต่หวังเทา หวังเหยียน และเจ้าเยี่ยนเฟิง ซึ่งนั่งฟังอยู่ข้างๆก็หน้าแดงก่ำด้วยความตื่นเต้น พวกเขารู้สึกเหมือนกับเพิ่งกินโสมเข้าไป
เวลานี้ ทั้งสามคนรู้สึกว่าเพียงแค่ได้ฟัง แม้จะไม่ได้รับคำแนะนำจากอาจารย์จางเป็นการส่วนตัว ก็ถือว่าตรงเป้าแล้ว ถ้าตั้งใจฟังอย่างจริงจังไปเรื่อยๆ วรยุทธของพวกเขาจะต้องแก่กล้าขึ้นอย่างแน่นอน สิ่งที่อาจารย์จางกำลังอธิบายนั้นเป็นการฝึกฝนแนวใหม่ เปิดมุมมองใหม่ทั้งหมด บางอย่างที่จะปฏิวัติโลกของวรยุทธไปโดยสิ้นเชิง
“ผมจะจบบทเรียนไว้ตรงนี้ ตั้งใจฝึกซ้อมด้วย พรุ่งนี้ผมจะเช็คการฝึกของพวกคุณ!”
ดูเวลาก็เกือบจะเที่ยงแล้ว จางเซวียนสั่งเลิกชั้น
“ค่ะ/ครับ”
จ้าวหย่ากับคนอื่นๆลุกขึ้นยืนและกล่าวอำลาจางเซวียน
“วิวาทะกับเหล่านักปรุงยากำลังจะเริ่ม เราต้องไปแล้ว!” เวลาไม่คอยใคร ในเมื่อเขาตกลงใจเข้าประลองวิวาทะกับเหล่านักปรุงยา เขาก็ไม่ควรจะล้มเลิกการตัดสินใจ จางเซวียนเดินออกจากห้องเรียน มุ่งหน้าไปยังสมาคมนักปรุงยา
ใช้เวลาไม่นานก็ถึงสมาคม เหวินเซวี่ยออกมาต้อนรับเขา สายตาดูหมิ่นเหยียดหยามเมื่อวานถูกแทนที่ด้วยความเคารพ แม้บุคคลตรงหน้าเธอจะอ่อนวัยกว่า แต่เขาก็ได้รับการยอมรับให้เป็นศิษย์นักปรุงยาแล้ว เธอไม่กล้าระรานเขาอีก
“ท่านนักปรุงยาโอวหยางเฉิงขอให้ฉันออกมารอคุณ เขาบอกว่านักปรุงยาทั้งสิบคนอยู่ที่นี่แล้ว และวิวาทะกับเหล่านักปรุงยาก็พร้อมจะเริ่ม แต่ถ้าคุณอยากจะถอนตัว ก็ยกเลิกการประลองวิวาทะกับเหล่านักปรุงยาได้นะ” เหวินเซวี่ยพูด
“จะยกเลิกเพื่อ?” จางเซวียนส่ายหน้า
มันคงจะใช้เวลานานกว่าที่เขาจะกลายเป็นนักปรุงยาระดับ 1 ดาวจากการทดสอบปรุงยา แต่ถ้าเขามีความสามารถพอ ก็ไม่มีเหตุผลที่จะหันหลังกลับ
“ทางนี้ค่ะ” เมื่อเห็นความตั้งใจของเขา เหวินเซวี่ยส่ายศีรษะและพาเขาเข้าไปข้างใน มันคือสถานที่ที่ใช้ทดสอบศิษย์นักปรุงยา แต่ต้องเดินลึกเข้าไปอีก
ไม่นานทั้งคู่ก็มาถึงห้องโถงขนาดมหึมา ห้องนั้นมีขนาดหลายร้อยตารางเมตร เก้าอี้สิบตัวถูกจัดเรียงเป็นวงกลมอยู่ตรงกลางห้อง มีหม้อต้มยาขนาดยักษ์ตั้งอยู่ด้านหลังวงกลมนั้น เปลวไฟพวยพุ่งอย่างสง่างามภายใต้หม้อ ให้ความรู้สึกอึดอัดและหายใจไม่ทั่วท้อง
สำหรับวิวาทะกับเหล่านักปรุงยา เพื่อจะพิสูจน์ว่าทฤษฎีหนึ่งๆเป็นจริงหรือไม่นั้น จะต้องใช้การยืนยันจากของจริง ซึ่งหม้อต้มยามีไว้เพื่อการนี้
“จางเซวียน คุณมาถึงนี่แล้ว ยังไม่สายเกินจะถอยหรอกนะ รับประกันได้เลยว่าด้วยสติปัญญาแบบคุณ ถ้าคุณมาเป็นลูกมือผม คุณจะปรุงยาเป็นภายในครึ่งปี และผ่านการทดสอบปรุงยาอย่างแน่นอน!”
ประตูเปิดผางและโอวหยางเฉิงเดินออกมา คำพูดของเขามีกลิ่นอายของการโน้มน้าวใจ เขายังคงคิดว่าเป็นไปไม่ได้ที่เด็กหนุ่มคนนี้จะผ่านการประลองวิวาทะกับเหล่านักปรุงยา
“ครึ่งปีก็นานเกิ๊น!” จางเซวียนส่ายหน้า
ตลกชะมัด ถ้าเรามีเวลาถึงครึ่งปี เราคงไม่หาเหาใส่หัวด้วยการบุกไปค้นหนังสือในสมาคมนักปรุงยาหรอก
“ก็แล้วแต่” เมื่อรู้ว่าไม่มีทางโน้มน้าวใจจางเซวียน โอวหยางเฉิงส่ายหน้าอย่างผิดหวัง
ในมุมมองของเขา จางเซวียนยังหนุ่ม ก็เป็นธรรมดาที่จะลำพองใจ แต่ถ้าเกิดพ่ายแพ้ไม่เป็นท่าขึ้นมา ก็จะได้รู้รสอันเจ็บแสบของวิวาทะกับเหล่านักปรุงยา
“เชิญท่านแขกผู้มีเกียรติเข้ามาได้!”
สิ้นเสียงประกาศ คนสิบคนก็เดินเข้ามา ส่วนหนึ่งอยู่ในวัยกลางคน ส่วนที่เหลือสูงวัยกว่านั้น แม้แต่คนที่อายุน้อยที่สุดก็น่าจะสี่สิบขึ้นไป
ตู้หม่าน นักปรุงยาที่ปรากฏตัวเมื่อวานก็อยู่ในกลุ่มด้วย
คนเหล่านี้สวมเสื้อคลุมเฉพาะสำหรับนักปรุงยา มีสัญลักษณ์พิเศษห้อยอยู่ที่อกเสื้อ ดาวหนึ่งดวงที่อยู่บนนั้นโดดเด่นอย่างไม่มีอะไรเทียบ
นักปรุงยาระดับ 1 ดาว!
