ตอนที่ 1113 ดำมืดอะไรเช่นนั้น
ยิ่งกูรูยาพิษระดับสูงขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นที่หวาดกลัวมากขึ้นเท่านั้น
ซึ่งกูรูยาพิษที่สามารถผสมยาพิษที่ออกฤทธิ์ได้แม้แต่กับนักรบขั้นกึ่งการละทิ้งช่องว่างก็ย่อมถือว่าน่าสะพรึงจริงๆ
อย่างน้อยที่สุด เขาก็ต้องเป็นกูรูยาพิษระดับ 7 ดาวขั้นสูงสุด
“ไม่ใช่อย่างนั้น ผมเป็นหมอ แต่ด้วยความรู้เรื่องสมุนไพรที่มีอยู่ ผมก็สามารถสั่งยาที่เหมาะสมกับสภาวะของคุณได้” จางเซวียนตอบอย่างสุขุม
ในเมื่อชายที่ยืนตรงหน้าเขาเป็นถึงประธานสภายอดขุนพล ไม่มีทางที่เขาจะยอมรับโดยเด็ดขาดว่าตัวเองเป็นกูรูยาพิษ
ประธานชิงส่ายหัว “ผมขอผ่านก็แล้วกัน”
ถึงนายแพทย์จะมีความรู้เรื่องสมุนไพรมากแค่ไหน ก็ยังต่างกันในด้านการศึกษาของนายแพทย์กับกูรูยาพิษ สำหรับเรื่องการผสมยาพิษนั้น ความแตกต่างเพียงเล็กน้อยในแง่ของสภาพแวดล้อมหรือส่วนผสมของสมุนไพรก็ทำให้เกิดผลแตกต่างใหญ่หลวงได้ ลำพังแค่ความรู้เรื่องสมุนไพรนั้นไม่เพียงพอสำหรับการที่ใครคนหนึ่งจะผสมยาพิษ
อีกอย่าง ถ้านายแพทย์ทุกคนเป็นกูรูยาพิษได้ การมีอยู่ของกูรูยาพิษก็คงจะไร้ความหมาย
ประธานชิงไม่คิดจะใช้ชีวิตของเขาเป็นเดิมพันกับความเป็นไปได้ในข้อนี้
“มีทางเลือกอื่นไหมนอกจาก 2 ข้อนี้?” หัวหน้าเลี่ยวขมวดคิ้ว
ทางหนึ่งก็ไม่เหมาะสมในสภาวะแบบนี้ ในขณะที่อีกทางก็เสี่ยงเกินไป เขาคิดว่าเมื่อมีผู้พลิกฟื้นจิตวิญญาณระดับสูงมาร่ายมนต์กระตุ้นจิตวิญญาณให้ประธานชิงแล้ว ประสิทธิภาพการต่อสู้ของอีกฝ่ายก็จะต้องเพิ่มขึ้นอีกมาก แต่ใครจะไปคิดว่าลงท้ายจะต้องมาลำบากอย่างนี้
นี่มันเรื่องอะไรกันง?
จางเซวียนลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า “อันที่จริงผมมีวิธีแก้ปัญหา เพียงแต่รู้สึกว่าคุณคงไม่เต็มใจที่จะยอมตกลง”
“บอกพวกเรามาสิ!”
“มันง่ายมาก เปิดจิตวิญญาณต้นกำเนิดของคุณและอนุญาตให้ผมเข้าไปสำรวจภายใน ผมจะหา ชีวิตจิตใจของจิตวิญญาณอีกดวงหนึ่งและสังหารมันเสีย” จางเซวียนตอบ
ยอดขุนพลทั้งสามมองหน้ากัน ต่างก็เงียบกริบ
การเปิดจิตวิญญาณต้นกำเนิดนั้นหมายความว่าประสิทธิภาพการต่อสู้จะต้องลดลงไปจนถึงขีดสุดท้าย หากอีกฝ่ายพยายามจะทำอะไรประธานชิง เขาก็จะหมดโอกาสตอบโต้
ประธานชิงส่ายหัว “ต้องขออภัยด้วย แต่ผมทำแบบนั้นไม่ได้!”
ต่อให้คนที่ร้องขอจะเป็นบุคคลที่ไว้ใจได้อย่างหัวหน้าเลี่ยว เขาก็ไม่เต็มใจจะลดระดับการป้องกันตัวของตัวเองลง นับประสาอะไรกับคนแปลกหน้าที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้า
“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีอะไรที่ผมจะทำได้แล้วล่ะ” จางเซวียนเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา แต่ก่อนที่เขาจะพูดออกไป ก็รีบส่ายหัวแทน
“อะไรล่ะ?”
จางเซวียนมองหน้าประธานชิงอย่างลังเลก่อนจะพูดว่า “ผมสามารถผสมยาพิษที่ที่จะกำจัดจิตวิญญาณที่อยู่ในจิตวิญญาณต้นกำเนิดของคุณได้ แต่แน่นอนว่าพูดนั้นง่ายกว่าทำ และผมอาจต้องใช้ความพยายามหลายครั้งกว่าจะทำสำเร็จ”
ด้วยความเข้าใจเรื่องยาพิษที่เขามีอยู่ในตอนนี้ ไม่ถึงกับเป็นไปไม่ได้เสียทีเดียวที่เขาจะทำสำเร็จ แต่ สถานการณ์ของประธานชิงในตอนนี้ก็ออกจะประหลาด เพราะกลายเป็นกระบองเพชรที่มี ผลไม้อยู่บนหัวและมีดอกไม้ออกจากก้น มันออกจะยากที่เขาจะแน่ใจว่าจะใช้อะไรถึงจะได้ผลดี ดังนั้นจึงอาจต้องใช้ความพยายามหลายครั้งกว่าจะทำสำเร็จ
“ไม่เอาหรอก” ประธานชิงรีบปฏิเสธพร้อมกับอ้าปากค้าง
ยาพิษที่สังหารจิตวิญญาณได้ก็สามารถสังหารเขาได้เช่นกัน หากเขาปล่อยให้อีกฝ่ายใช้ตัวเองเป็นหนูทดลองแบบนี้ ไม่ตายไปเสียก่อนหรือ?
“ถ้าไม่มีวิธีการไหนที่คุณเห็นด้วยล่ะก็ ไม่รู้จะทำอย่างไรได้อีกแล้ว” จางเซวียนส่ายหน้า
พูดกันตามตรง เขาก็ไม่ใช่คนผิดเสียทีเดียว เพราะเขาเตือนหัวหน้าเลี่ยวแล้วว่าอย่าให้ใครเข้ามารบกวน แต่หัวหน้าเว่ยก็พรวดพราดเข้ามาระหว่างกระบวนการ ทำให้เขาไม่สามารถกำจัดสติสัมปชัญญะในจิตวิญญาณดวงใหม่
ถือว่าเป็นความผิดร่วมกันทั้งคู่
ประธานชิงเงียบไป
เขาบอกได้ว่าอีกฝ่ายตั้งใจช่วยเหลือเขาอย่างจริงใจ และไม่มีใครอยากให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น แต่วิธีแก้ไขนั้นก็เกินกว่าที่เขาจะรับได้
“ปรมาจารย์ซุน ขอผมคิดเรื่องนี้สักครู่ก็แล้วกัน” ประธานชิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเสนอ “เอาล่ะ คุณบอกว่าคุณอยากจะเข้ารับการทดสอบปีศาจใต้สำนึกเพื่อบ่มเพาะเจตจำนงของคุณไม่ใช่หรือ ทำไมไม่ใช้เวลานี้ทดลองล่ะ ระหว่างที่ผมกำลังพิจารณาเรื่องของผมอยู่?”
“ฮึ?” จางเซวียนกระพริบตาปริบๆ ด้วยความประหลาดใจ
ทำไมถึงเปลี่ยนเรื่องปุบปับแบบนี้?
พวกเขากำลังหารือกันอยู่ว่าจะช่วยอีกฝ่ายได้อย่างไร แต่จู่ๆ ประธานชิงก็เสนอให้เขาเข้ารับการทดสอบปีศาจใต้สำนึกเสียอย่างนั้น
“วางใจเถอะ เป้าหมายหลักของการทดสอบปีศาจใต้สำนึกคือการบ่มเพาะจิตใจ หากคุณรู้สึกว่าเกินกำลังที่ตัวเองจะต้านทานไหว ก็แค่ยอมแพ้แล้วออกมา ถ้าไม่ฝืนตัวเองจนเกินกำลังล่ะก็ ไม่มีอันตรายหรอก” ประธานชิงเข้าใจว่าความเงียบของจางเซวียนคือการตั้งคำถาม เขายิ้มให้และปลอบ
แต่ยิ้มของเขาก็ดูไม่ค่อยจะจริงใจเท่าไหร่ มันทำให้กระบองเพชรบนหัวของเขาสั่นและผลไม้ก็หวิดๆ จะร่วงลงมา
จางเซวียนประเมินประธานชิงเงียบๆ อยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็พยักหน้า “งั้นผมจะลองดู”
ถึงจางเซวียนจะไม่รู้ว่าประธานชิงคิดอะไร แต่ก็ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะทำร้ายเขาตอนนี้ เขาคงต้องการ เวลาและสถานที่เงียบๆ ในการคิดและตัดสินใจเรื่องของตัวเอง ในเมื่อเป็นอย่างนั้น ก็เป็นโอกาสดีที่จางเซวียนจะได้เข้าท้าทายการทดสอบปีศาจใต้สำนึกและบ่มเพาะเจตจำนงของตัวเอง บางทีเขาอาจพบแรงบันดาลใจบางอย่างและกลับออกมาพร้อมกับวิธีการที่ดีกว่าในการแก้ไขสภาวะของประธานชิงก็ได้
“นั่นแหละ หัวหน้าเลี่ยวเปิดการทดสอบปีศาจใต้สำนึกอีกครั้งหนึ่งสิ!” ประธานชิงสั่งการ
“เอ่อ” หัวหน้าเลี่ยวขมวดคิ้ว ครู่ต่อมาก็พยักหน้า “ได้”
หลังจากพูดจบ เขาก็เดินไปที่กำแพงและทาบฝ่ามือลงไป ครู่ต่อมา ทางเดินก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง
จางเซวียนพยักหน้าให้ทุกคนแล้วเดินเข้าสู่ทางเดินนั้น ไม่ช้าเขาก็หายวับไป
ทันทีที่ร่างของจางเซวียนหายไป หัวหน้าเลี่ยวก็รีบตั้งคำถามกับประธานชิง “ปรมาจารย์ซุนไม่ใช่สมาชิกของสภายอดขุนพลนะ ทำไมคุณถึงให้เขาเข้ารับการทดสอบปีศาจใต้สำนึก คุณก็รู้นี่ว่ามรดกตกทอดที่สำคัญที่สุดของแผนกหัวใจของเราน่ะอยู่ที่นั่น”
การทดสอบปีศาจใต้สำนึกเป็นดินแดนต้องห้ามแม้แต่กับยอดขุนพลทั่วไป จะเปิดให้กับประธานสภาและหัวหน้าแผนกเท่านั้น เพราะที่นั่นมีมรดกตกทอดที่สำคัญของแผนกหัวใจอยู่ แต่ประธานชิงกลับปล่อยให้คนนอกเข้าไป เพราะอะไร?
“ไม่ต้องห่วงหรอกน่ะ มรดกตกทอดนั้นจะปรากฏก็ต่อเมื่อผ่านการทดสอบเท่านั้น ขนาดคนที่มีประสิทธิภาพการต่อสู้ระดับผมยังไม่ผ่าน นับประสาอะไรกับนักรบระดับเซียนขั้น 1 อย่างเขา” ประธานชิงตอบอย่างเคร่งขรึม
หัวหน้าเลี่ยวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า “ใช่ ก็จริง”
เขามัวแต่สนใจประเด็นของการอนุญาตให้ปรมาจารย์ซุนเข้ารับการทดสอบปีศาจใต้สำนึกจนลืมคิดถึงข้อนี้
แม้แต่ในบรรดาประธานสภาด้วยกัน ก็มีเพียง 5 คนเท่านั้นที่ได้รับมรดกตกทอดอันยิ่งใหญ่มา ดังนั้น จึงแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่ลำพังผู้พลิกฟื้นจิตวิญญาณอย่างเขาจะผ่านการทดสอบ
“ตอนนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นห่วงเรื่องมรดกตกทอดหรอก คุณก็รู้สถานการณ์ของเราดี คงต้องแก้ปัญหาเรื่องที่ผมอยู่ในสภาพนี้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อไปรับมือกับแก๊งชวนชวน พร้อมกับเข้าร่วมการคัดเลือกทายาทยอดขุนพล ผมจึงคิดว่าจะอนุญาตให้เขาเข้าไปในจิตวิญญาณต้นกำเนิดของผม” ประธานชิงแจ้งกับอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“คุณจะปล่อยให้เขาเข้าไปในจิตวิญญาณต้นกำเนิดของคุณ? ประธานชิง ผมอยากให้คุณทบทวนการตัดสินใจเสียหน่อย!”
หัวหน้าเลี่ยวกับหัวหน้าเว่ยถึงกับตัวแข็ง ทั้งคู่รีบหว่านล้อมให้เขาคิดใหม่
การเปิดจิตวิญญาณต้นกำเนิดและอนุญาตให้คนนอกเข้าไปนั้นไม่ใช่เรื่องเล่นๆ หากวางใจคนผิดก็หมายถึงความตาย ในฐานะประธานสภายอดขุนพล เขาจะมาแบกรับความเสี่ยงแบบนั้นไม่ได้
“ผมตัดสินใจแล้ว ผมเข้าใจอันตรายในเรื่องนี้ดี นั่นคือเหตุผลที่ผมให้เขาเข้ารับการทดสอบปีศาจใต้สำนึก ถ้าเขามีความโหดร้ายอยู่ในจิตใจ ปีศาจใต้สำนึกก็จะยิ่งสำแดงอำนาจมากขึ้น ทำให้เขาตกอยู่ในอันตราย ถึงตอนนั้น ต่อให้ผมไม่ทำอะไร เขาก็จะต้องถูกลงโทษจากเจตนาชั่วร้ายของตัวเองอยู่ดี เผลอๆ จะต้องเผชิญกับความตายเสียด้วยซ้ำ”
“แต่ในทางกลับกัน หากเขาเป็นคนซื่อตรงและมีจิตใจบริสุทธิ์ ปีศาจใต้สำนึกก็จะทำอะไรเขาไม่ได้ ถ้าผลพิสูจน์ออกมาแล้วว่าเขาเป็นคนดี ผมก็พร้อมที่จะเสี่ยงกับเดิมพันและไว้ใจเขาให้เข้าไปในจิตวิญญาณต้นกำเนิดของผม” ประธานชิงพูด
“เอ่อ” ทั้งคู่ครุ่นคิดกับสิ่งที่เพิ่งได้ฟัง
ปีศาจใต้สำนึกเป็นผลจากอารมณ์ด้านลบที่อยู่ในใจของคน หากหมอนั่นมีเจตนาร้ายกับประธานชิง ปีศาจใต้สำนึกจะต้องสะท้อนเจตจำนงของเขาออกมา ทำให้เขาได้รับความเดือดร้อนมาก
แต่ถ้าปรมาจารย์ซุนเข้าสู่การทดสอบปีศาจใต้สำนึกและออกมาได้อย่างปลอดภัย นั่นก็หมายความว่าเขามีความเมตตาและประนีประนอมอยู่ในหัวใจ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น ก็สมควรที่จะ ยอมใช้ความไว้วางใจของประธานชิงเป็นเดิมพันโดยให้อีกฝ่ายเข้าสู่จิตวิญญาณต้นกำเนิดของเขา
เมื่อเห็นทั้งคู่ยังคงลังเล ประธานชิงเอา 2 มือไพล่หลังและพูดว่า “การจะได้อะไรมานั้นก็ต้องเสี่ยง อันที่จริงผมไม่โทษเฉินจูฉิง เหยียนชิงไห่ ลู่หวังชิวและคนอื่นๆ ที่ไปเข้าร่วมกับแก๊งชวนชวนหรอกนะ ตรงกันข้าม ผมกลับอิจฉาพวกเขา”
ในตอนนั้น เขาดูเหมือนกับกระบองเพชรที่ขาดน้ำกลางทะเลทราย
“คุณอิจฉาพวกเขา?” หัวหน้าแผนกทั้งสองถึงกับงงงัน
การที่บรรดาหัวหน้าแผนกพากันไปเข้าแก๊งชวนชวนนั้นไม่ต่างอะไรกับการทรยศมรดกตกทอดของสภายอดขุนพล ทำลายทั้งเกียรติยศและศักดิ์ศรีของพวกเขา หากพวกเขาเป็นประธานสภายอดขุนพลเสียเอง ป่านนี้คงหัวเสียมาก
“ใช่แล้ว สภายอดขุนพลเป็นสาขาหนึ่งของสภาปรมาจารย์ ทำหน้าที่เป็นกองกำลังด้านการทหาร ช่วยดูแลมวลมนุษย์ แล้วกองกำลังทหารหมายความว่าอะไรล่ะ? ก็เป็นที่รู้กันว่ามันคือความแข็งแกร่ง ตราบใดที่สามารถเพิ่มพูนความแข็งแกร่งของตัวเองได้ เราก็จะขับไล่ได้ทั้งเผ่าพันธุ์ปีศาจจากโลกอื่นและภัยคุกคามที่เข้ามาขวาง เราสามารถทำอะไรก็ได้ที่ไม่เป็นการก้าวข้ามเส้นของศีลธรรม นี่คือถ้อยคำที่ผู้ก่อตั้งได้พูดเอาไว้ เช่นเดียวกับคติพจน์ของพวกเราเหล่ายอดขุนพล มีชีวิตไปด้วยกัน” ประธานชิงพูด
หัวหน้าเลี่ยวกับหัวหน้าเว่ยพยักหน้า
จุดประสงค์ของการมีอยู่ของเหล่ายอดขุนพลก็คือปกป้องมวลมนุษยชาติ
ตราบใดที่ไม่เป็นการฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ของสภาปรมาจารย์ พวกเขาก็สามารถทำอะไรก็ได้เพื่อที่จะเพิ่มพูนความแข็งแกร่งของตัวเอง อีกอย่าง การจำกัดสภาพแวดล้อมของตัวเองมากเกินไปก็จะส่งผลให้ความแข็งแกร่งนั้นต้องชะงักอยู่กับที่
พวกที่มาจากแก๊งชวนชวนอาจเป็นเพียงอาณาจักรในสังกัด แต่ความเข้าใจในศิลปะการต่อสู้ของพวกเขาเหนือชั้นยิ่งกว่าคนในสภายอดขุนพลเสียอีก เรียกว่าล้ำลึกเกินหยั่ง หากการเล่าเรียนกับแก๊งชวนชวนทำให้พวกเขาแข็งแกร่งขึ้นได้ ทำไมถึงจะต้องต่อต้าน?
การแสวงหาความรู้จากผู้อื่นนั้นไม่ใช่เรื่องน่าอับอายเลย ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงส่งหรือมีอาวุโสขนาดไหน แม้แต่ปรมาจารย์ขงก็ยังต้องแสวงหาความรู้
การขอคำชี้แนะจากนักรบที่อ่อนแอกว่านั้นไม่ใช่เรื่องน่าอับอาย ตรงกันข้าม เป็นการบ่งบอกถึงความนอบน้อมและความมุ่งมั่นในการที่จะพัฒนาประสิทธิภาพของตัวเอง ทำให้มีภาพลักษณ์ที่ดี ข้อดีและข้อเสียต่างก็เห็นกันอยู่ชัดๆ ปัญหานั้นมีเพียงแต่ว่า คนคนหนึ่งจะยอมละทิ้งความหยิ่งผยองของตัวเองหรือไม่
“ถึงจะเป็นนักรบจิตวิญญาณต้นกำเนิด พวกเขาก็ยังพร้อมที่จะลดตัวเองลงไปหาแสวงหาคำชี้แนะจากแก๊งชวนชวน เรื่องนั้นบ่งบอกถึงความกระหายในการแสวงหาความรู้และพละกำลังซึ่งเป็นสิ่งที่ดี แต่ในฐานะประธานสภายอดขุนพล มันก็เป็นความรับผิดชอบของผมที่จะต้องรักษาเกียรติยศขององค์กรไว้เช่นกัน ผมจึงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องยับยั้งพวกเขาไว้ เพื่อไม่ให้สถาบันของเราต้องกลายเป็นตัวตลกในสายตาชาวโลก” ประธานชิงถอนหายใจเฮือกใหญ่
“ใช่” ทั้งคู่พยักหน้า
หลังจากอธิบายเรื่องราวจบ ประธานชิงก็หันไปยังทางเดินและพูดว่า “มาดูซิว่าจิตใจของปรมาจารย์ซุนน่ะโหดร้ายหรือไม่ เราจะได้เห็นหางจิ้งจอกของเขาในไม่ช้าหากเขามีเจตนาที่จะทำร้ายผม”
หัวหน้าเลี่ยวพยักหน้าแล้วทาบฝ่ามือกับกำแพง
วิ้ง!
กำแพงเปลี่ยนเป็นหยกใส
เมื่อเห็นความงงงันของหัวหน้าเว่ย หัวหน้าเลี่ยวอธิบาย “กำแพงหยกนี้จะป้องกันปีศาจใต้สำนึกเอาไว้ ยิ่งผู้นั้นมีเจตนาร้ายมากเท่าไหร่ กำแพงหยกก็จะยิ่งเป็นสีเข้มมากขึ้นเท่านั้น สำหรับเหล่ายอดขุนพล ยิ่งทุ่มเทเวลาให้กับการฝึกฝนทักษะการต่อสู้มากขึ้นเท่าไหร่ สภาวะจิตก็จะยิ่งบริสุทธิ์ขึ้น ทำให้พวกเขาเผชิญกับปีศาจใต้สำนึกเพียงไม่กี่ตัว ก่อนหน้านี้ ตอนที่ประธานชิงเข้ารับการทดสอบปีศาจใต้สำนึก เขาต้องเจอกับปีศาจเพียง 3 ตัวเท่านั้น กำแพงนี้จึงเกือบจะโปร่งแสง”
“ปรมาจารย์ส่วนใหญ่จะต้องเผชิญกับปีศาจใต้สำนึกประมาณ 10 กว่าตัว และกำแพงก็จะขุ่นไปเล็กน้อย มีแต่ผู้ที่มีจิตใจโหดเหี้ยมเท่านั้นถึงจะต้องเผชิญหน้ากับปีศาจใต้สำนึกหลายสิบตัว ทำให้สีของกำแพงหยกเข้มขึ้น”
“ถ้ากำแพงยังคงโปร่งใสขณะที่ปรมาจารย์ซุนอยู่ในทางเดิน ก็แปลว่าเขาเป็นคนชอบธรรม และเราก็ไม่ต้องกังวลใจว่าเขาจะแทงข้างหลัง ทำให้วางใจได้ในการที่ประธานชิงจะเปิดเผยจิตวิญญาณต้นกำเนิดกับเขา” ถึงตอนนี้หัวหน้าเลี่ยวมีประกายตาเยือกเย็น “แต่ถ้ากำแพงเป็นสีเข้ม นั่นก็หมายความว่าเขามีเจตนาชั่วร้าย ถ้าเป็นอย่างนั้นล่ะก็ เราควรจะสังหารเขาทันทีที่เขาออกมาจากทางเดิน ซึ่งก็หมายความว่า ถ้าเขาออกจากการทดสอบปีศาจใต้สำนึกมาได้โดยที่ยังมีชีวิตนะ!”
ประธานชิงกับหัวหน้าเว่ยพยักหน้าอย่างเห็นพ้อง ขณะที่พวกเขากำลังจะพูดต่อ ใบหน้าก็พลันถอดสี เมื่อรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ หัวหน้าเลี่ยวรีบหันไปมองกำแพงที่อยู่ด้านหลัง
กำแพงหยกที่ยังโปร่งใสอยู่เมื่อครู่ ในชั่วพริบตาก็กลับกลายเป็นสีดำสนิท
“กำแพงหยกกลายเป็นสีดำสนิท? เป็นไปได้อย่างไร? นั่นหมายความว่ามีปีศาจใต้สำนึกมากกว่า 100 ตัวอยู่ข้างใน”
