Skip to content

Library Of Heaven’s Path 1164


ตอนที่ 1164 ภาพจำอันตราตรึง

จางจิ่วเซี่ยวดูทรงภูมิมากในเสื้อคลุมสีเขียว ที่กลัดติดอยู่บนหน้าอกของเขาไม่ใช่ตราสัญลักษณ์ปรมาจารย์แต่เป็นตราสัญลักษณ์นักตรวจสอบสมบัติ ดาว 7 ดวงเปล่งประกายโดดเด่น บ่งบอกถึงทักษะที่เขามีในศาสตร์นี้

ผู้ที่มากับเขาเป็นผู้อาวุโสซึ่งมีอายุราว 60 ปี รังสีที่เขาแผ่ออกมานั้นบ่งบอกถึงวรยุทธระดับเซียนขั้น 4 มีตราสัญลักษณ์นักตรวจสอบสมบัติระดับ 7 ดาวติดอยู่บนหน้าอกเช่นกัน

หมอนี่…เป็นนักตรวจสอบสมบัติด้วยหรือ? จางเซวียนชะงัก

หลังจากได้เห็นการเขียนอักษรวิจิตรของจางจิ่วเซี่ยวกลางอากาศ เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายมีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษในการวาดภาพ แต่นึกไม่ถึงว่าจะเป็นนักตรวจสอบสมบัติระดับ 7 ดาวด้วย

สมกับที่เป็นอัจฉริยะหมายเลข 1 ของจักรวรรดิฉิงหย่วน เขาไม่ธรรมดาเลย

เมื่อห็นผู้อาวุโส ปรมาจารย์อู๋รีบเดินเข้าไปหาและยิ้มทักทาย “ประธานมู่ ไม่พบกันนานเลยนะ”

“อู๋ลู่เฟิง คุณจะมาเยี่ยมเยียนผมไหมนี่หากผมไม่เชิญคุณมางานตรวจสอบสมบัติประจำปี ลืมเลือนมิตรภาพระหว่างเราแล้วหรือ?” ผู้อาวุโสตบไหล่ปรมาจารย์อู๋และหยอกอย่างสนุกสนาน

“ไม่ลืมแน่นอน ผมตั้งใจจะมาหาคุณอยู่แล้ว แต่คุณก็ส่งคำเชิญไปเสียก่อน” ปรมาจารย์อู๋ตอบยิ้มๆ

เมื่อได้ยินบทสนทนาระหว่างทั้งคู่ จางเซวียนคิดในใจ ผู้อาวุโสผู้นี้ดูเหมือนจะเป็นประธานสมาคมนักตรวจสอบสมบัติ

ดูจากตราสัญลักษณ์นักตรวจสอบสมบัติระดับ 7 ดาว และการเรียกขานที่ปรมาจารย์อู๋เรียกอีกฝ่าย การจะระบุตัวตนของเขาก็ไม่ยากเกินไป

ขณะที่จางเซวียนกำลังกำลังประเมินประธานสมาคมที่อยู่ตรงหน้า ก็พลันรู้สึกว่ามีสายตาจับจ้อง เขาเงยหน้าขึ้นดูและพบจางจิ่วเซี่ยวจ้องหน้าเขาอยู่ด้วยสายตาที่ออกจะมีความเป็นปฏิปักษ์เล็กน้อย

หากจะพูดตามตรง ความเป็นปฏิปักษ์ที่อีกฝ่ายแผ่ออกมานั้นเบาบางเสียจนหากเป็นคนอื่นก็แทบจะจับความรู้สึกไม่ได้ แต่ด้วยระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณที่ 25.1 ซึ่งเทียบได้กับปรมาจารย์ระดับ 8 ดาว จางเซวียนจึงรับรู้ได้โดยเร็ว

เขาไม่ชอบหน้าเราหรือ? ทำไมล่ะ? เราคิดว่าไม่เคยทำอะไรให้เขาขุ่นเคืองมาก่อนนะ จางเซวียนสงสัย

ทั้งคู่เคยพบกันครั้งเดียวที่สะพานบ่มเพาะหัวใจ และเขาก็ยังได้ให้กำลังใจอีกฝ่ายว่า ‘เอาน่ะ คุณทำได้!’ อีกด้วย การที่หมอนี่จะไม่ปลื้มกับเจตนาดีของเขาก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ถึงกับแบกความเป็นปฏิปักษ์ติดตัวมาด้วย…เขาคิดอะไรอยู่?

ขณะที่จางเซวียนกำลังคิดว่าทุกวันนี้การจะเป็นคนดีช่างยากเหลือเกิน ชายหนุ่มก็เดินเข้ามาประสานมือให้ “ผมชื่อจางจิ่วเซี่ยว ไม่ทราบว่าควรเรียกคุณว่าอย่างไร?”

“ผมชื่อจางเซวียน”

“จางเซวียน? คุณคืออาจารย์ใหญ่คนใหม่ของสถาบันปรมาจารย์หงหย่วนใช่ไหม? ผมเคยได้ยินเรื่องความปราดเปรื่องของคุณมามาก!” เมื่อได้ยินชื่อ จางจิ่วเซี่ยวดูจะรับรู้ได้ในทันที “ไม่สงสัยเลยที่คุณมีสภาพจิตใจที่แข็งแกร่งมาก สามารถข้ามสะพานบ่มเพาะหัวใจได้สบาย คุณคงดูแลทั้งสถาบันไม่ได้หากไม่มีสภาพจิตใจที่แข็งแกร่งแบบนี้”

เขาเองยังสงสัยว่าปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวผู้ทำลายสถิติของเขานั้นเป็นใคร แต่เมื่อได้รู้สถานภาพของอีกฝ่าย ก็รู้สึกว่าสิ่งที่หนักอกหนักใจอยู่นั้นถูกยกออกไป

เขาพอได้ยินวีรกรรมของจางเซวียนมาบ้าง ซึ่งอีกฝ่ายก็ควรคู่กับการได้รับการเรียกขานว่าเป็นอัจฉริยะในหมู่อัจฉริยะ

แต่ถึงอย่างไร เขาก็เป็นแค่ปรมาจารย์ระดับ 6 ดาว ต่อให้ปราดเปรื่องแค่ไหน หากเทียบกับตัวเขาเองซึ่งเป็นปรมาจารย์ระดับ 7 ดาว อีกฝ่ายก็ยังถือว่าห่างชั้น

“เป็นเพราะการยอมรับของเหล่าครูบาอาจารย์และนักเรียนในสถาบันที่ทำให้ผมยอมรับตำแหน่งอาจารย์ใหญ่ บอกคุณตามตรงนะ ผมตั้งใจจะลาออกเร็วๆ นี้แหละ” จางเซวียนตอบอย่างถ่อมตัว

ในเมื่อจางยิ่งชิวซึ่งเป็นอาจารย์ใหญ่คนเก่าของสถาบันปรมาจารย์หงหย่วนกลับมาแล้ว เขาก็อยากจะลงจากตำแหน่ง เพียงแต่คนอื่นๆ ไม่เต็มใจให้เขาลาออก

“ลาออกหรือ? ก็ดี ผมก็ว่าควรจะเป็นอย่างนั้น เพราะถึงคุณจะปราดเปรื่องอย่างไร อายุที่ยังน้อยก็เป็นตัวจำกัดประสบการณ์ คงจะไม่เป็นการดีนักต่อสถาบันที่จะมีปรมาจารย์หนุ่มขนาดคุณมาเป็นอาจารย์ใหญ่” จางจิ่วเซี่ยวพยักหน้าอย่างเห็นด้วย

นึกไม่ถึงว่าคำพูดถ่อมตัวของเขาจะถูกถือเอาเป็นจริงเป็นจัง จางเซวียนส่ายหน้าพร้อมกับยิ้มอย่างจนปัญญา

เป็นธรรมเนียมในวงสังคมทั่วไปที่จะต้องมีการสนทนาสัพเพเหระ นอกจากเป็นการแสดงมารยาทแล้ว ก็ยังเป็นสัญญาณของความสุภาพและการเคารพอีกฝ่าย เขารู้เลยว่าจางจิ่วเซี่ยวพยายามจะข่มเขา แต่เขาไม่อยากจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือเอาเป็นเรื่อง จึงเลือกที่จะแยกตัวออกมา

แต่ยังไม่ทันจะได้ทำอย่างนั้น อีกฝ่ายก็พูดต่อ “ในเมื่อปรมาจารย์อู๋พาคุณมางานตรวจสอบสมบัติประจำปีครั้งนี้ด้วย ก็แปลว่าเขาต้องเห็นอะไรในตัวคุณ ปรมาจารย์จางเป็นนักตรวจสอบสมบัติด้วยหรือเปล่า?”

จางเซวียนตอบอย่างสุภาพ “ใช่ ผมใช้เวลาว่างร่ำเรียนเรื่องการตรวจสอบสมบัติมาบ้าง”

“ไม่ทราบว่าตอนนี้คุณอยู่ในลำดับขั้นไหน?” จางจิ่วเซี่ยวถามด้วยความอยากรู้

“ผมเป็นนักตรวจสอบสมบัติระดับ 5 ดาว” จางเซวียนตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย

สมาคมนักตรวจสอบสมบัติที่เขาเคยเข้าไปก่อนหน้านี้อยู่ในเมืองหงไห่ของสมาพันธ์นานาอาณาจักร สำหรับที่นั่น ตราสัญลักษณ์สูงสุดที่เขามีสิทธิ์ได้รับคือระดับ 5 ดาว เขาจึงยังคงติดอยู่ตรงนั้นจนถึงเดี๋ยวนี้

“5 ดาว? สำหรับอายุของคุณ เท่านี้ก็ถือว่าไม่เลว อย่างน้อยที่สุดก็แสดงว่าคุณพอมีความรู้ในศาสตร์นี้อยู่บ้าง ขอแค่คุณขยันหมั่นเพียรฝึกฝน ต่อไปก็คงจะเอาชนะผมได้” จางจิ่วเซี่ยวพยักหน้า

“บอกคุณตามตรงนะ นักตรวจสอบสมบัติระดับ 5 ดาวนั้นมีคุณสมบัติไม่เพียงพอที่จะเข้าร่วมการตรวจสอบสมบัติประจำปีหรอก แต่ดูเหมือนปรมาจารย์อู๋จะพาคุณมาที่นี่เพื่อให้เปิดหูเปิดตา”

“ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้น” จางเซวียนตอบ

“อือ” จางจิ่วเซี่ยวพยักหน้าก่อนจะพูดต่อ “การตรวจสอบสมบัติครั้งนี้ยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าครั้งก่อนๆ ทางสมาคมนักตรวจสอบสมบัติได้เชิญคนเก่งๆ ในสาขาของตัวเองมามากมาย เป็นไปได้ที่ของล้ำค่าหลายชิ้นจะมาปรากฏตัวที่นี่ ในเมื่อวาสนาชักพาให้เรามาเจอกันแล้ว และเราก็ใช้แซ่จางเหมือนกัน ทำไมคุณไม่ตามผมไปล่ะ? ผมจะได้พาคุณไปดูรอบๆ หากมีสิ่งใดที่คุณไม่รู้หรือไม่เข้าใจก็ถามผมได้ พวกเราเป็นปรมาจารย์เหมือนกัน ในฐานะรุ่นพี่ของคุณด้านการตรวจสอบสมบัติ เป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้วที่จะต้องให้คำชี้แนะ หวังว่าคำพูดของผมคงจะเป็นประโยชน์สำหรับคุณในการพยายามเลื่อนขั้นไปเป็นนักตรวจสอบสมบัติระดับ 6 ดาว”

“ผมขอรบกวนคุณด้วยก็แล้วกัน” จางเซวียนตอบ

ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ได้มีเจตนาร้ายกับเขา จางเซวียนจึงไม่คิดจะสร้างความขัดแย้งโดยไม่จำเป็น

“ไม่ต้องมีพิธีรีตองหรอก ผมเองก็เป็นปรมาจารย์เหมือนกัน ผมได้ใช้เวลามากมายร่ำเรียนเรื่องการตรวจสอบสมบัติและพอมีชื่อเสียงอยู่บ้างในสมาคมนักตรวจสอบสมบัติของจักรวรรดิฉิงหย่วน” จางจิ่วเซี่ยวตอบอย่างสุขุม แต่ความภาคภูมิใจในน้ำเสียงของเขานั้นก็ปิดไม่มิด

เขายังเจ็บช้ำน้ำใจอยู่กับการที่อีกฝ่ายข้ามสะพานบ่มเพาะหัวใจไปได้สบาย จึงอดที่จะรู้สึกดีไม่ได้เมื่อมีโอกาสเอาคืนบ้าง

“อือ” จางเซวียนพยักหน้า

เขากำลังจะพูดต่อ ก็พอดีกับที่ปรมาจารย์อู๋กับประธานมู่หันหน้ามา ฝ่ายหลังพูดยิ้มๆ “ผมมัวแต่คุยจ้อจนลืมแนะนำ ในเมื่อพวกคุณเป็นปรมาจารย์เหมือนกัน ผมเชื่อว่าคงไม่ต้องแนะนำอะไรเป็นพิเศษ จางจิ่วเซี่ยวคนนี้ร่ำเรียนเรื่องการตรวจสอบสมบัติกับผมมา 3 ปีแล้ว และภายในระยะเวลาอันสั้นก็ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญระดับ 7 ดาว ความปราดเปรื่องของเขานั้นถือว่าน่าสะพรึงและโดดเด่นในหมู่คนรุ่นเดียวกัน”

ปรมาจารย์อู๋พยักหน้าก่อนจะพูดว่า “ประธานมู่ ชายหนุ่มคนนี้คือจางเซวียน เป็นสหายของผม อย่าประมาทเขาเพียงเพราะเขาอายุยังน้อยนะ เขาเป็นอัจฉริยะผู้ปราดเปรื่องมาก เขาตั้งใจจะมาพบคุณเพื่อเข้ารับการทดสอบเป็นนักตรวจสอบสมบัติ แต่ในเมื่อเราบังเอิญพบกันที่นี่แล้ว ผมก็คิดว่าเป็นการดีที่จะได้แนะนำเขาให้คุณรู้จัก”

“สหายของคุณหรือ? ผมนึกว่าเขาเป็นรุ่นน้องของคุณเสียอีก?” ประธานมู่ถึงกับชะงัก

ปรมาจารย์อู๋อายุเกือบ 800 ปีแล้ว เขาจึงคิดเอาเองว่าเด็กหนุ่มอายุ 20 ปีที่มากับเขาคงจะเป็นลูกศิษย์ใหม่ที่เขาเพิ่งรับมาหรือเป็นรุ่นน้องที่สนิทสนมกัน ใครจะไปคิดว่าอีกฝ่ายเป็นสหาย?

ข้อเท็จจริงที่ว่าปรมาจารย์อู๋เลือกที่จะแนะนำชายหนุ่มว่าเป็นสหายนั้นบ่งบอกว่าเขาให้คุณค่ากับความสามารถของอีกฝ่ายมาก

“ปรมาจารย์จางเป็นคนปราดเปรื่องมาก เป็นเกียรติของผมที่ได้เป็นสหายของเขา เขาจะเป็นรุ่นน้องของผมได้อย่างไร?” ปรมาจารย์อู๋รีบโบกมือปัดความคิดนั้น

ชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าเขาเป็นทั้งปรมาจารย์ฟ้าประทานและเซียนฟ้าประทาน พูดกันตามตรง เขาเองก็รู้สึกภาคภูมิใจอยู่ไม่น้อยที่ได้แนะนำอีกฝ่ายว่าเป็นสหายของเขา จึงแทบจะหัวใจวายตายเมื่อประธานมู่ถามว่าอีกฝ่ายเป็นลูกศิษย์ของเขาหรือเปล่า

“อ้อ?” รู้ดีว่าเพื่อนเก่าคงไม่พูดอะไรออกมาพล่อยๆ ประธานมู่จึงได้แต่มองจางเซวียนด้วยสายตาที่เคร่งขรึมกว่าเดิม “สหายของปรมาจารย์อู๋ก็ถือเป็นสหายของผมเช่นกัน ปรมาจารย์จาง เรียกหาผมได้เลยนะหากคุณต้องการความช่วยเหลือในการตรวจสอบสมบัติ”

เขารู้จักปรมาจารย์อู๋มาหลายปี ประธานมู่รู้ดีว่าอีกฝ่ายเป็นคนเข้มงวด ให้ความสำคัญกับลำดับชั้นและอาวุโส การที่เขาเลือกแนะนำชายหนุ่มคนนี้ด้วยความเคารพก็แปลว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คนธรรมดา

จางเซวียนประสานมือและตอบว่า “ประธานมู่ คุณก็เกรงอกเกรงใจเกินไป!”

“ไม่จำเป็นต้องมีพิธีรีตองกับผมหรอก ปรมาจารย์อู๋กับผมเป็นเพื่อนรักกันมาหลายปีแล้ว” ประธานมู่ตอบยิ้มๆ เขาหันไปพูดกับจางจิ่วเซี่ยว “ผมรู้ดีว่าคุณทั้งคู่อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่ในเมื่ออาจารย์ใหญ่จางเป็นสหายของผม คุณก็ต้องเรียกเขาว่าอาจารย์ลุง เอาล่ะ รีบทักทายเสียสิ”

จางจิ่วเซี่ยวเกือบกระอักเลือดออกมา เขาเปล่งสองคำออกจากปากด้วยความไม่เต็มใจ “อาจารย์…ลุง…”

เพิ่งเมื่อครู่นี้เองที่เขาพูดว่าจะพาอีกฝ่ายเดินชมรอบๆ งานตรวจสอบสมบัติเพื่อสอนอะไรให้สักอย่างสองอย่าง เขาหน้าแดงก่ำจนดูเหมือนพร้อมจะระเบิดเป็นเปลวไฟได้ทุกขณะ

“อือ” ประธานมู่พยักหน้า “ปรมาจารย์อู๋กับน้องจาง ดูเหมือนแขกเหรื่อส่วนใหญ่จะมาถึงแล้ว ให้ผมพาคุณทั้งคู่ไปยังที่นั่งนะ”

“ได้เลย” ปรมาจารย์อู๋พยักหน้า

จากนั้นทั้งกลุ่มก็เดินเข้าไปในห้องโถง

ห้องโถงนั้นมีความลึกราว 30 เมตร และมีโต๊ะรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าตัวยาวอยู่ตรงกลาง ที่สุดปลายโต๊ะล้อมรอบไปด้วยสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีที่แต่งกายสวยงาม ส่วนใหญ่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับประธานมู่

จางเซวียนจดจำใบหน้าที่คุ้นเคยได้ 2 คน คือประธานหรวนแห่งสมาคมผู้พลิกฟื้นจิตวิญญาณ และประธานเว่ยแห่งสมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์

ประธานมู่พาปรมาจารย์อู๋กับจางเซวียนไปยังที่นั่ง ก่อนจะเดินไปยังที่นั่งหัวโต๊ะและผายมือ “เอาล่ะ เชิญนั่ง”

“อือ” ปรมาจารย์อู๋กับจางเซวียนนั่งลงเคียงข้างกัน

จางจิ่วเซี่ยวเดินไปยังที่นั่งตัวหนึ่งเช่นกัน แต่ประธานมู่ขมวดคิ้วแล้วพูดว่า “จิ่วเซี่ยว คุณควรจะยืนข้างหลังผม”

“ขอรับ!” จางจิ่วเซี่ยวอ้าปากค้าง แต่ก็รีบพยักหน้าและเข้าไปยืนด้านหลัง

ในตอนแรก เขาคิดว่าด้วยสถานภาพนักตรวจสอบสมบัติระดับ 7 ดาว อย่างน้อยก็คงจะได้รับการยกย่องจากอีกฝ่ายบ้าง แต่ใครจะไปคิดว่ายังไม่ทันจะได้ทำอะไรเลย ก็ถูกข่มเสียจนโงหัวแทบไม่ขึ้น

หลังจากทุกคนนั่งที่แล้ว ประธานมู่มองไปยังคนซึ่งนั่งอยู่ที่ปลายอีกด้านหนึ่งและพูดว่า “ในเมื่อทุกคนมาถึงแล้ว สหายของผม คุณจะนำของล้ำค่าออกมาได้หรือยัง?”

คนผู้นั้นสวมหน้ากากทองแดงเพื่อปิดบังหน้าตา แต่ดูจากผิวพรรณของเขา ก็น่าจะเป็นชายวัยกลางคนซึ่งมีอายุราว 40 ปลายๆ

“ทุกคนที่อยู่ในที่นี้เป็นบุคคลผู้มีชื่อเสียงของเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิฉิงหย่วน และผมก็เห็นว่ารองประธานอู๋อยู่ที่นี่ด้วย เป็นธรรมดาที่ผมจะไม่มีความแคลงใจเรื่องความน่าเชื่อถือ แต่ก็ยังต้องขอพูดให้ชัดเจนว่าผมแค่อยากให้ของล้ำค่าของผมได้รับการตรวจสอบเพื่อทำความเข้าใจความลับที่อยู่ภายใน ไม่ว่าจะค้นพบอะไร ผมขอบอกไว้อย่างชัดเจนตรงนี้เลยว่าผมไม่มีเจตนาจะขายของล้ำค่าชิ้นนี้ให้ใครทั้งนั้น แต่วางใจได้เลยว่าผมจะมอบรางวัลอย่างงามให้กับผู้ที่ช่วยผมไขข้อข้องใจได้” ชายหน้ากากทองแดงพูด

เสียงของเขาแหบพร่า บ่งบอกว่าจงใจดัดเสียงเพื่อไม่ให้ใครจำได้

“วางใจเถอะสหาย ที่ผมเชิญมาในงานตรวจสอบสมบัติครั้งนี้ล้วนแต่เป็นบุคคลที่ไว้วางใจได้” ประธานมู่พยักหน้า

ชายหน้ากากทองแดงพยักหน้าเช่นกัน “ผมเชื่อในการตัดสินใจของประธานมู่”

เขาสะบัดข้อมือ แล้วม้วนกระดาษก็ปรากฏขึ้น เขาคลี่มันออกอย่างระมัดระวัง แล้วภาพอันงดงามภาพหนึ่งก็ปรากฏต่อสายตาทุกคน เป็นภาพภูเขาอันเขียวชอุ่มที่เต็มไปด้วยเสียงนกร้อง และหมู่สัตว์ที่เดินอยู่ริมแม่น้ำไหลเอื่อย ดูแล้วชวนให้ใจสงบ

ฝูงชนพบว่าตัวเองแยกไม่ออกว่าภาพที่เห็นนั้นเป็นของจริงหรือไม่ ราวกับภูเขาตั้งอยู่ไม่ห่างจากพวกเขานัก และต่างก็รู้สึกได้ถึงสายลมโชยเอื่อยที่พัดมากระทบใบหน้า

“นี่คือ…ภาพจำอันตราตรึง งานของจิตรกรระดับ 8 ดาว!”

เมื่อได้เห็นภาพนั้น ผู้อาวุโสคนหนึ่งลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นเต้น นัยน์ตาของเขาแดงก่ำและตัวสั่นไม่หยุด เขาสวมเสื้อคลุมของจิตรกรที่มีดาว 7 ดวงกลัดติดอยู่บนหน้าอก เป็นไปได้ว่าเขาน่าจะเป็นประธานสมาคมจิตรกรที่ปรมาจารย์อู๋เคยพูดถึงก่อนหน้านี้

“ภาพจำอันตราตรึง?” จางเซวียนทวนคำ

“ภาพจำอันตราตรึงเป็นความสามารถของจิตรกรระดับ 8 ดาว ผู้ที่สำเร็จขั้นนี้จะสามารถรังสรรค์ภาพวาดที่ดูเสมือนมีชีวิต ทำให้ยากที่จะแยกให้ออกระหว่างภาพวาดกับความเป็นจริง ภาพวาดที่เข้าถึงระดับนี้จะสามารถซึมซับพลังจิตวิญญาณเพื่อหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณที่อยู่ภายใน ทั้งยังยกระดับตัวเองได้อีกด้วย หากมีเวลานานพอ สิ่งที่อยู่ในภาพก็อาจกระโดดออกมาจากภาพวาดและกลายเป็นสิ่งมีชีวิตจริงๆ” ปรมาจารย์อู๋อธิบายด้วยเสียงแผ่วๆ

“ไร้เทียมทานจริงๆ ?” จางเซวียนอัศจรรย์ใจ เขาแอบเปิดใช้ดวงตาหยั่งรู้เพื่อประเมินภาพวาดที่อยู่ตรงหน้าอย่างถี่ถ้วน

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version