Skip to content

Library Of Heaven’s Path 451


ตอนที่ 451 หญ้าสงบใจ

หลังจากที่ซื้อเครื่องรางเกล็ดมังกรได้ในราคา 50 เหรียญทอง จางเซวียนก็เอ่ยร่ำลาพ่อค้าอย่างพออกพอใจ

ในโลกนี้ ไม่มีใครที่ไม่ป่วยเลย การเรียกร้องค่ารักษาจึงไม่ใช่เรื่องใหญ่

ต่อให้ผู้นั้นไม่เคยเจ็บป่วย อย่างน้อยก็ต้องอยากยกระดับวรยุทธ ซึ่งหากจะเปรียบเทียบ แม้แต่ปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวก็ยังไม่สามารถชี้แนะให้ใครฝ่าด่านวรยุทธอย่างรวดเร็วได้ คำชี้แนะของจางเซวียนจึงมีค่ายิ่งกว่าตราสัญลักษณ์เข้ารับฟังคำชี้แนะของบรรดาปรมาจารย์เสียอีก

ถึงไม่มีเงิน แต่จางเซวียนก็มั่นใจว่าเขาจะต้องได้ของสิ่งนี้มา จึงไม่ได้กังวลอะไร

หลังจากเดินชมสินค้าไปอีกครู่หนึ่ง ทั้งกลุ่มก็พบว่าไม่มีอะไรน่าสนใจแล้ว จ้าวเฟยอู่จึงเสนอแนะ “ขึ้นไปดูข้างบนกัน ทรัพย์สมบัติที่อยู่ชั้น 2 น่ะมีค่ามากกว่าตรงนี้ และส่วนใหญ่ก็ผ่านการตรวจสอบของนักตรวจสอบสมบัติแล้ว”

ดังนั้น ทั้งกลุ่มจึงขึ้นไปชั้นบน

บนชั้น 2 นั้นไม่พลุกพล่านเหมือนชั้นล่างที่มีบูธสินค้าและเหล่าพ่อค้าตะโกนร้องเรียกไปทั่วสองฟากถนน ชั้น 2 มีพื้นที่เล็กกว่า แต่ก็มีร้านค้าอยู่หลายร้าน สินค้าที่วางโชว์อยู่นั้นเห็นได้ชัดว่ามีมูลค่ามากกว่าสินค้าชั้นล่าง

ถ้าสิ่งที่วางขายอยู่ชั้นล่างจัดเป็นสินค้าเบ็ดเตล็ด สินค้าที่วางขายบนชั้น 2 ก็ถือเป็นสมบัติมีค่าอย่างแท้จริง

ร้านค้าทุกร้านที่นี่มีประวัติศาสตร์ยาวนานไม่ต่ำกว่าร้อยปี ไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียงหรือคุณภาพสินค้าที่วางขายก็ล้วนแต่ดีกว่าบูธต่างๆ ที่อยู่ชั้นล่าง แต่ละร้านมีป้ายแขวน เช่น ‘ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญมั่วชิ่ว’ , ‘ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญซุนเชี่ยง’ , ‘ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญหงลี่’ …”

แต่ละร้านก็วางขายสินค้าหลากหลายต่างชนิดกันไป

แม้ร้านค้าเหล่านี้จะไม่ใหญ่โตและมีข้าวของไม่มากเท่าบูธข้างล่าง แต่แค่ป้ายชื่อนักตรวจสอบสมบัติก็ดึงดูดทุกสายตาแล้ว ทำให้ได้รับความนิยมมากกว่าบูธพวกนั้น

“ร้านใหญ่ที่สุดบนชั้น 2 คือ ‘ซุ้มชั้นหนึ่ง’ ที่อยู่ตรงหน้าเรานี่เอง สินค้าที่พวกเขาขาย ก็ตามชื่อนั่นแหละ ทุกอย่างล้วนมีคุณภาพชั้นยอด แม้ว่าจะไม่มีนักตรวจสอบสมบัติดูแล แต่ก็เป็นร้านที่มีลูกค้าพลุกพล่านที่สุด อันที่จริง พวกนักตรวจสอบสมบัติก็ไปซื้อขายแลกเปลี่ยนของล้ำค่าที่นั่นอยู่บ่อยๆ” จินชงไห่พูด

เขาเคยมาที่นี่ จึงพอรู้ความเป็นไปอยู่บ้าง ส่วนจ้าวเฟยอู่รู้จักที่นี่จากหนังสือเท่านั้น จึงไม่ค่อยแน่ใจในรายละเอียด

“ไปดูกัน!”

เป้าหมายเบื้องต้นในการเดินทางมาที่นี่ของจางเซวียนคือหุ่นโลหะไร้วิญญาณ เขาจึงไม่สนใจสินค้าเบ็ดเตล็ดพวกนั้น แต่ในเมื่อซุ้มชั้นหนึ่งก็อยู่ตรงหน้า เข้าไปดูสักหน่อยก็ไม่เสียหาย อีกอย่าง เขาจะได้ลองถามเรื่องหุ่นโลหะไร้วิญญาณด้วย

ไม่ช้าพวกเขาก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าเวิ้งขนาดใหญ่ที่มีตัวหนังสือสีทองเขียนไว้สามคำ แค่มองดู จางเซวียนก็บอกได้ว่าอักษรวิจิตรเหล่านั้นเข้าถึงแนวคิดทางศิลปะชั้นสูง

“ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะเป็นงานศิลปะขั้น 5!”

จางเซวียนอดตาโตไม่ได้

ตัวเขาเป็นจิตรกรระดับ 3 ดาว จึงมีความรู้เรื่องอักษรวิจิตรและภาพวาดอย่างลึกซึ้ง

สามคำที่เขียนว่า ‘ซุ้มชั้นหนึ่ง’ นั้น ดูเผินๆ อาจเรียบง่าย แต่มันถูกเขียนด้วยลายเส้นอันลื่นไหลและทรงพลัง ให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าคำเหล่านั้นอาจกระโดดออกมาได้ทุกขณะราวกับมังกรผงาด ชัดเจนว่าสามคำนั้นไม่ใช่อะไรธรรมดาๆ มันเข้าถึงขั้น 5 ของภาพวาดเลยทีเดียว

ขั้น 5 ที่ว่านี้คือขั้นรังสรรค์จิตวิญญาณ ยิ่งจ้องมองนานเท่าไร ก็จะยิ่งรู้สึกสดชื่นกระชุ่มกระชวยมากขึ้นเท่านั้น จะไม่มีอาการเหนื่อยล้าแม้แต่น้อย

แค่ได้เห็นสามคํานี้ก็ถือเป็นโชคดีใหญ่หลวง

สมกับที่เป็นร้านค้าอันดับ 1 ของสมาคมนักตรวจสอบสมบัติ เพียงเท่านี้ก็ไม่มีร้านไหนเทียบชั้นได้แล้ว

เมื่อเดินเข้าไปในร้าน จางเซวียนเห็นผู้คนมากมายเดินไปมาระหว่างชั้นวางสินค้า ลูกค้าบางคนที่สวมเสื้อคลุมนักตรวจสอบสมบัติกำลังจ้องเขม็งที่ของล้ำค่าบางชิ้นด้วยอาการเข้าภวังค์

ทุกอาชีพก็น่าอภิรมย์ทั้งนั้น หากดื่มด่ำกับมันได้อย่างเต็มที่ อาชีพนักตรวจสอบสมบัติก็เหมือนกัน

ผลงานชิ้นเอกอันแสนงดงามบางชิ้นที่วางขายอยู่ที่นี่ มีคุณภาพในระดับที่แม้แต่นายช่างและช่างตีเหล็กที่เก่งกาจที่สุดก็รังสรรค์ขึ้นได้เพียงครั้งเดียวในชีวิต ไม่มีทางเลียนแบบหรือทำซ้ำอีกชิ้นได้ นักตรวจสอบสมบัติมากมายนับไม่ถ้วนถึงกับยำเกรงเมื่อได้เห็นผลงานเหล่านั้น

“ยินดีต้อนรับทุกท่าน ไม่ทราบว่ามองหาสิ่งใดอยู่ ผมแนะนำสิ่งที่คุณต้องการได้!” พนักงานต้อนรับคนหนึ่งรี่เข้ามา

“ยังไม่ต้องหรอก พวกเราขอดูก่อน” จางเซวียนโบกมือ

จากนั้นเขาก็เดินเข้าไปส่องดูของล้ำค่ามากมายที่วางโชว์อยู่บนชั้น

พวกมันมีมูลค่าสูงกว่าข้าวของที่วางขายชั้นล่างจริงๆ ทุกชิ้นแผ่รังสีอันทรงพลังออกมา และดูเหมือนจะสะท้อนพลังจิตวิญญาณในอากาศด้วย ถึงไม่ใช้ดวงตาหยั่งรู้ ก็รู้ได้เลยว่าสินค้าเหล่านี้มีมูลค่าสูงมาก

เมื่อเห็นจางเซวียนจับจ้องที่หม้อใบใหญ่ๆ พนักงานต้อนรับก็รีบเดินเข้ามาแนะนำ “นี่คือหม้อทองแดงสวรรค์สร้าง เมื่อใส่หินวิเศษลงไป มันจะชำระล้างหินเหล่านั้นให้หมดจดโดยอัตโนมัติ ทำให้ผู้ใช้สามารถซึมซับพลังจิตวิญญาณที่อยู่ภายในหินได้ง่ายขึ้น ด้วยของสิ่งนี้ ระดับวรยุทธของคุณ จะพุ่งสูงขึ้นได้เร็วกว่าเดิมถึง 10 เปอร์เซ็นต์”

“ส่วนนี่คือหม้อเก้ามังกร มีกระแสพลังของดาบฉีอยู่ ทำให้กลายเป็นอาวุธที่ทรงพลังอย่างไร้เทียมทาน แม้แต่นักรบจงซรือขั้นสูงสุดก็ถูกสังหารได้อย่างง่ายดาย…”

เมื่อได้ฟังสรรพคุณ จางเซวียนก็พยักหน้าอย่างยำเกรง

ถ้าจะพูดกันตามตรง ข้าวของเหล่านี้ก็คู่ควรกับการเรียกว่าเป็นสมบัติล้ำค่าจริงๆ หากไปอยู่ในอาณาจักรขั้น 1 ล่ะก็ จะต้องกลายเป็นอาวุธสำคัญของทางอาณาจักรเลยทีเดียว

แต่เมื่อดูราคา จางเซวียนก็ได้แต่ยิ้มแหยๆ

ไม่มีราคาถูกสักชิ้น แค่หม้อทองแดงสวรรค์สร้างก็มีราคาเท่ากับหินวิเศษ 200 ก้อนแล้ว ส่วนหม้อเก้ามังกรก็ยิ่งหนัก ต้องแลกด้วยหินวิเศษถึง 320 ก้อน!

อาณาจักรขั้น 1 ไม่มีปัญญาซื้อแน่ ต่อให้เป็นอาณาจักรชวนหยวน ก็คงต้องจนกรอบไปอีกหลายปี หากซื้อสินค้าเหล่านี้

“นี่คือตรารับรองการตรวจสอบสมบัติหรือ?”

ทั้งหม้อทองแดงสวรรค์สร้างและหม้อเก้ามังกรล้วนมีตราหยกอยู่ที่ก้นหม้อ ซึ่งบอกชื่อของนักตรวจสอบสมบัติและรายละเอียดของการประเมินเอาไว้ รวมถึงลายเซ็นด้วย

“ใช่ ของล้ำค่าส่วนใหญ่ในซุ้มชั้นหนึ่งของเราจะต้องผ่านมือของนักตรวจสอบสมบัติ เพื่อให้ได้การรับรองเสียก่อน เราจะไม่หลอกลวงลูกค้า!” พนักงานต้อนรับพูดอย่างภาคภูมิใจ

“อือ” จางเซวียนพยักหน้า แค่คิด เส้นสายของการหยั่งรู้ก็ปรากฎขึ้นในดวงตาของเขา

ดวงตาหยั่งรู้

เขาอยากดูว่าที่นี่มีของล้ำค่าที่อยู่เหนือกว่าความสามารถของเขาหรือไม่

จางเซวียนใช้เวลาไม่นานตรวจสอบของล้ำค่าในห้องนั้น และสุดท้ายก็ต้องส่ายหน้า

มีของล้ำค่าอยู่มากมาย แต่ไม่มีชิ้นไหนที่อยู่เหนือความสามารถของเขาอย่างเครื่องรางเกล็ดมังกร ที่เพิ่งได้มา

“ท่านอาจารย์ นักตรวจสอบสมบัติหลิ่วชาง…”

ขณะที่จางเซวียนกำลังมองไปรอบๆ เพื่อดูว่ามีของล้ำค่าชิ้นไหนหลงหูหลงตาไปหรือไม่ หยวนเทาก็ร้องออกมาอย่างตกใจ

เมื่อมองตาม จางเซวียนก็เห็นคนคุ้นหน้า

เขาคือชายที่พยายามจะแย่งซื้อเครื่องรางเกล็ดมังกรนั่นเอง

ตอนนี้ เขาไม่หลงเหลือรังสีของความถือดีและหยิ่งผยองอยู่เลย เดินตามผู้อาวุโสคนหนึ่งต้อยๆ ราวกับนักเรียนผู้สงบเสงี่ยมเจียมตัว

ผู้อาวุโสคนนั้นมีอายุราว 50 ปี และมีบุคลิกของผู้มีอำนาจ มองปราดเดียวก็ชัดเจนว่าเขาอยู่ในตำแหน่งอันทรงอำนาจมาระยะหนึ่งแล้ว

ที่อยู่ตรงหน้าทั้งคู่คือพืชชนิดหนึ่ง ขนาดไม่ใหญ่โตนัก และมีดอกสีม่วงอยู่ด้านบน

ท่ามกลางกลีบดอกเหล่านั้นมีท่อน้ำเลี้ยงสีเหลืองซีด มันส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ออกมา ที่ทำให้ผู้ได้กลิ่น เข้าสู่สภาวะเงียบสงบได้ทันทีที่สูดดมเข้าไป

นอกจากสมบัติล้ำค่า ซุ้มชั้นหนึ่งยังขายสมุนไพรหายากด้วย

“ลำต้นสีขี้เถ้า ใบเหลืองซีด กลีบดอกมีท่อน้ำเลี้ยงสีเหลือง หรือว่า…จะเป็นหญ้าสงบใจ?” จ้าวเฟยอู่ตั้งคำถามหลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง

“คุณชายมีสายตาแหลมคมนัก นี่คือหญ้าสงบใจ ทั่วทั้งสมาพันธุ์นานาอาณาจักรก็มีเพียงต้นเดียวซุ้มชั้นหนึ่งของเราซื้อมาด้วยราคาสูงลิ่ว ว่ากันว่ามีประโยชน์มากในการเยียวยาจิตวิญญาณ ถึงกับร่ำลือว่ามันอาจปลุกจิตวิญญาณหลับไหลได้ด้วย!”

พนักงานต้อนรับหัวเราะเบาๆ

“ปลุกจิตวิญญาณหลับไหล?” เมื่อได้ยินคำนั้น จางเซวียนเลิกคิ้วสูงและกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version