ตอนที่ 452 ซื้อสมุนไพรในราคาย่อมเยา (1)
แต่แล้วเขาก็รีบส่ายหน้า
จางเซวียนเคยอ่านเจอเรื่องหญ้าสงบใจจากหนังสือเล่มหนึ่ง สรรพคุณหลักของมันคือการทำให้ใจสงบ โดยผู้นั้นจะสามารถเข้าถึงสภาวะเงียบสงบดั่งหนองน้ำนิ่งได้ง่ายขึ้น ไม่ได้ส่งผลในการปลุกจิตวิญญาณหลับไหล
อีกอย่าง ความรู้ความเข้าใจเรื่องสมุนไพรของเขาก็ไม่น่าผิดพลาด
“ปลุกจิตวิญญาณหลับไหล? เป็นไปไม่ได้หรอก?”
จ้าวเฟยอู่ขมวดคิ้ว
เธออ่านหนังสือเกี่ยวกับสมุนไพรมามาก จึงรู้ดีว่าสรรพคุณของหญ้าสงบใจไม่ได้เลิศเลออย่างที่พนักงานต้อนรับพูดไว้
“หญ้าสงบใจทั่วไปไม่มีสรรพคุณแบบนั้นจริงๆ แต่ต้นนี้แตกต่างออกไป เพราะมันคือ ‘หญ้าสงบใจฮ่องเต้’ เติบโตขึ้นได้ด้วยการซึมซับพลังจิตวิญญาณที่อยู่ในหินวิเศษ ดังนั้น จึงใช้ได้ผลดีแม้แต่กับนักรบเหนือมนุษย์”
“ซึมซับพลังจิตวิญญาณที่อยู่ในหินวิเศษ? กินหินวิเศษเป็นอาหารหรือ?”
“ถูกต้อง หญ้าสงบใจฮ่องเต้จะเติบโตได้ในค่ายกลพิเศษที่ซึมซับพลังจิตวิญญาณบริสุทธิ์จากหินวิเศษเอาไว้ ซึ่งกว่าจะโตได้ขนาดนี้ มันต้องซึมซับพลังจิตวิญญาณจากหินวิเศษมากกว่า 100 ก้อน ด้วยกำลังคนและกำลังทรัพยากรที่ใช้ในการฟูมฟักมัน มันจึงเป็นของล้ำค่าอย่างสุดจะประเมินได้!” พนักงานต้อนรับอธิบาย
จางเซวียนถึงกับผงะ “แค่หญ้าต้นเดียว ต้องใช้หินวิเศษ 100 ก้อน?”
ตัวเขาฝ่าด่านวรยุทธ ยังใช้หินวิเศษไม่มากขนาดนั้นเลย
ไม่น่าเชื่อว่าหญ้าต้นเดียวจะได้รับการดูแลดีกว่าเขาเสียอีก มนุษย์คนหนึ่งด้อยค่ากว่าหญ้าหนึ่งต้นเสียด้วยซ้ำ
“ใช่แล้ว เพราะได้รับการดูแลดีขนาดนี้ สรรพคุณของมันจึงพุ่งสูงขึ้นถึงขั้นที่มีผลต่อจิตวิญญาณ ของมนุษย์” พนักงานต้อนรับพูด
ถึงจางเซวียนจะตื่นเต้น แต่ก็ไม่ได้ถือเอาคำพูดของพนักงานต้อนรับเป็นจริงเป็นจังนัก เขาใช้ดวงตาหยั่งรู้พิจารณามัน
เขาจะตัดสินด้วยตัวเองว่าหญ้าต้นนี้ปลุกจิตวิญญาณหลับไหลได้จริงหรือไม่
แต่ไม่ช้าก็ตาโต
แม้สมุนไพรชนิดนี้จะมีราคาแพง แต่ก็ไม่ได้เหนือกว่าระดับวรยุทธของจางเซวียน ตามที่ดวงตาหยั่งรู้ของเขามองเห็น…มันมีประโยชน์ต่อจิตวิญญาณหลับไหลจริงๆ !
แต่ก็ไม่ได้เหมือนกับที่พนักงานต้อนรับพูด เพราะมันปลุกจิตวิญญาณหลับไหลไม่ได้ สรรพคุณของมันคือช่วยให้จิตวิญญาณที่หลับไหลอยู่นั้นมั่นคงกว่าเดิม ป้องกันไม่ให้มันเสื่อมสภาพลงไป
แม้จะเข้าใจกันว่าจิตวิญญาณหลับไหลคือจิตวิญญาณที่กำลังอยู่ในภาวะเหมือนคนนอนหลับ แต่อันที่จริง มันอ่อนแอเกินกว่าที่จะปลุกให้ตื่นได้
ก็เหมือนกับผู้ป่วยหนักที่ไร้เรี่ยวแรงจะลุกขึ้นจากเตียง
ผลกระทบรุนแรงที่ลู่ชงได้รับจากการปะทะทำให้จิตวิญญาณของเขาค่อยๆ เสื่อมสภาพ แม้จางเซวียนจะรีบช่วยชีวิตเขาไว้ แต่ลู่ชงก็ยังได้รับความบอบช้ำสาหัส ความแข็งแกร่งของจิตวิญญาณลดลงเหลือไม่ถึงหนึ่งในร้อยส่วนของที่เคยมี ดังนั้น มันจึงไม่สามารถทำหน้าที่ในร่างกายของเขาได้ ส่งผลให้ลู่ชงอยู่ในภาวะโคม่า
ถึงหญ้าสงบใจจะปลุกลู่ชงให้ตื่นขึ้นไม่ได้ แต่มันจะทำให้จิตวิญญาณของเขามั่นคงและแข็งแกร่งขึ้นทีละน้อย
“เราต้องเอามันมาให้ได้!”
จางเซวียนไม่รู้ว่าจะปลุกลู่ชงได้อย่างไร แต่เรื่องเดียวที่แน่ใจก็คือจะปล่อยให้จิตวิญญาณของลู่ชงอ่อนแอลงไปเรื่อยๆ ไม่ได้
ในเมื่อเขาเจอหญ้าสงบใจแล้ว ก็แน่นอนว่าต้องไม่ปล่อยให้หลุดมือ
จางเซวียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันไปถามพนักงานต้อนรับ “เอ่อ…แล้วราคาเท่าไหร่?”
“หญ้าสงบใจต้นนี้เป็นหนึ่งในสินค้าราคาแพงที่สุดในซุ้มชั้นหนึ่งของเรา มีราคาเท่ากับหินวิเศษ 500 ก้อน!” พนักงานต้อนรับตอบ
“500 ก้อน?” จางเซวียนถึงกับกระตุก
แค่ 5 ก้อนก็ยังหาไม่ได้ อย่าว่าแต่ 500 ก้อนเลย…
ล้อเล่นหรือเปล่า!
เอา 500 เหรียญทองไปแทนดีไหม?
สมาคมนักตรวจสอบสมบัติ… ทำไมนะ ทำไมถึงไม่เปลี่ยนชื่อเป็นสมาคมนักปล้นกลางวันแสกๆ ? ข้าวของแพงเสียขนาดนี้ คิดว่าใครจะมีปัญญาซื้อ?
มีลูกค้าไม่กี่คนหรอกที่ซื้อได้
ขณะที่จางเซวียนกำลังคิดว่าจะหั่นราคาจากหินวิเศษ 500 ก้อนมาเป็น 500 เหรียญทองได้อย่างไร เสียงทุ้มลึกเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นตรงหน้า “ได้ ผมจะซื้อหญ้าสงบใจต้นนี้ ว่าแต่…ช่วยห่อไผ่เขียวสด, หญ้าทวีคูณ, ร่มหยินหยาง…ที่ผมเพิ่งดูให้ด้วยนะ”
จางเซวียนเงยหน้าดู และเห็นว่าผู้พูดก็คือผู้อาวุโสที่มากับนักตรวจสอบสมบัติหลิ่วชาง
สำหรับเขา ดูเหมือนหินวิเศษ 500 ก้อนจะเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยพอพอๆ กับเงิน 500 เหรียญทอง
“ได้เลย!”
ได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย พนักงานต้อนรับที่เดินตามผู้อาวุโสอยู่ก็รีบจัดการตามที่เขาสั่ง
ลูกค้าซื้อมากเท่าไหร่ พนักงานต้อนรับก็ได้ส่วนแบ่งมากขึ้นเท่านั้น
“ผมต้องขอโทษด้วย แต่มีคนซื้อแล้ว…คุณลองชมสินค้าอื่นๆ เถอะ เผื่อจะมีอย่างอื่นที่คุณสนใจ”
เมื่อเห็นว่าหญ้าสงบใจถูกขายไปแล้ว พนักงานต้อนรับที่ดูแลจางเซวียนอยู่ส่ายหน้าอย่างผิดหวัง
“ไม่ดูอะไรแล้วล่ะ ผมอยากได้สมุนไพรต้นนั้น…”
ไม่มีสินค้าชิ้นไหนเตะตาจางเซวียนอีก เขารีบเดินขึ้นไปและพูดว่า “รอเดี๋ยว!”
“ไม่ใช่ว่าคุณยังอยากได้มันอยู่นะ?” เห็นจางเซวียนจ้ำพรวดและตะโกนว่า ‘รอเดี๋ยว’ พนักงานต้อนรับที่ดูแลเขาถึงกับสะพรึง
ก็อีกฝ่ายพูดชัดเจนแล้วว่าจะซื้อ ถ้าคุณเข้าไปตื๊ออีก ก็ไม่ต่างอะไรกับขโมย แต่ที่สำคัญกว่านั้น…คุณรู้หรือเปล่าว่าเขาเป็นใคร?
พรวดพราดเข้าไป ไม่ได้ดูตาม้าตาเรือเลยว่าอีกฝ่ายเป็นใคร จะสะเพร่าไปหน่อยไหม?
เสียงของจางเซวียนดังลั่นฟังชัดเสียจนทุกคนที่อยู่ตรงนั้นหันมามอง เมื่อเห็นหน้าจางเซวียน นักตรวจสอบสมบัติหลิ่วชางก็ถลึงตาใส่
เขาเพิ่งพยายามจะซื้อของที่อีกฝ่ายกำลังซื้ออยู่ หรือว่าหมอนั่นผูกใจเจ็บจนตามมาเอาคืน?
“คุณมีอะไร?”
นักตรวจสอบสมบัติหลิ่วชางก้าวออกมาขวางทางจากเวียนไว้
จางเซวียนคร้านจะวุ่นวายกับเขา จึงหันไปทางผู้อาวุโสและพูดว่า “ผมต้องการหญ้าสงบใจต้นนี้”
“ก็เราหมายตาไว้แล้ว คุณไปซื้อของอย่างอื่นสิ!” นักตรวจสอบสมบัติหลิ่วชางโบกมือ
“ถึงหมายตาไว้แล้ว แต่คุณยังไม่ได้จ่ายนี่ ใช่ไหม? ก็เป็นธรรมดาที่จะตั้งราคาสูงขึ้นได้อีก ตราบใดที่ผมเสนอราคาสูงกว่าคุณ ผมก็เอามันไปได้” จางเซวียนตอบหน้านิ่ง
“คุณ…” นักตรวจสอบสมบัติหลิ่วชางโมโหจนเกือบปรี๊ด
คำพูดเหล่านี้ช่างคุ้นหูเหลือเกิน มันคือสิ่งที่เขาเพิ่งพูดกับอีกฝ่ายไปเมื่อครู่ก่อน
ดูเหมือนหมอนี่ตั้งใจมาป่วน
เพราะถ้าไม่ใช่ จะเอาคำพูดของเขามาย้อนทำไม?
จ้าวเฟยอู่กับจินชงไห่สบตากันและยิ้มเจื่อนๆ
จางเซวียนก็กัดไม่ปล่อยจริงๆ
แต่ผู้อาวุโสคนนี้ก็ดูไม่เหมือนคนที่ขัดสนเงินทอง จะซื้อของที่เขาหมายตาไว้แล้ว คงไม่ง่ายหรอก!
“แล้วคุณเสนออะไรล่ะ? บอกไว้ก่อนนะ เราจะซื้อหญ้าสงบใจต้นนี้ด้วยหินวิเศษ 500 ก้อน!” นักตรวจสอบสมบัติหลิ่วชางตอบอย่างพยายามข่มอารมณ์ไว้
แค่หินวิเศษ 15 ก้อน หมอนี่ยังยื้อแล้วยื้ออีก ก็แปลว่าคงมีเงินไม่มาก ไม่มีที่จะเสนอราคาสูงกว่าและคว้าสมุนไพรต้นนี้ไปได้แน่
“คุณจะมอบหญ้าวิเศษต้นนี้ให้ผมได้ไหม?” จางเซวียนหันไปถามผู้อาวุโส
แม้นักตรวจสอบสมบัติหลิ่วชางจะมีสถานภาพสูงส่ง แต่เขาก็วางตัวนอบน้อมต่อหน้าผู้อาวุโสคนนี้ เห็นๆ กันอยู่ว่าผู้อาวุโสจะต้องเหนือกว่าเขาแน่
อีกอย่าง ผู้ที่จะซื้อหญ้าวิเศษก็คือผู้อาวุโส นักตรวจสอบสมบัติหลิ่วชางจึงไม่น่าจะมีสิทธิ์มีเสียงอะไร
ในเมื่อไม่มีสิทธิ์มีเสียง ก็แล้วเขาจะเจรจาทำไมให้เหนื่อยยาก?
“ผม…”
เมื่อถูกเมิน นักตรวจสอบสมบัติหลิ่วชางถึงกับหน้าแดงก่ำ
ผู้อาวุโสยืนดูการโต้เถียงของทั้งคู่ เขาเอาสองมือไพล่หลังไว้และตอบอย่างเรียบเฉย “เขาเป็นลูกศิษย์ของผม จึงมีสิทธิ์มีเสียงในการที่ผมจะขายสมุนไพรต้นนี้หรือไม่ ว่าแต่…ผมก็มีความจำเป็นต้องใช้สมุนไพรชนิดนี้ และไม่อยากพลาดมันไป เพราะฉะนั้น คุณจะให้ราคาสูงแค่ไหนก็ไม่ใช่ประเด็น!”
“ลูกศิษย์?”
ในเมื่อลูกศิษย์เป็นนักตรวจสอบสมบัติระดับ 2 ดาว อาจารย์ของเขาก็น่าจะเป็นระดับ 4 ดาวหรือ 3 ดาวเป็นอย่างน้อย
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงซื้อสมุนไพรที่มีราคาเท่ากับหินวิเศษ 500 ก้อนได้อย่างง่ายๆ
“ผมให้ราคาสูงแค่ไหนก็ไม่ใช่ประเด็น? อาจจะไม่เป็นอย่างนั้นก็ได้!” จางเซวียนพูด
“งั้นหรือ แล้วทำไมไม่บอกข้อเสนอของคุณมาล่ะ?”
ผู้อาวุโสมองจางเซวียนอย่างสนใจ
พนักงานต้อนรับที่เฝ้าดูเหตุการณ์อยู่ก็อยากรู้
ดูเหมือนชายหนุ่มจะไม่รู้ว่าผู้อาวุโสเป็นใคร แต่พวกเขารู้จักเป็นอย่างดี แม้ผู้อาวุโสคนนี้จะไม่ใช่ผู้ร่ำรวยที่สุดในเมืองหงไห่ แต่ก็ใกล้เคียงทีเดียว
ต่อให้ยื่นข้อเสนอที่ทำให้ผู้อาวุโสสนใจได้ มันก็คงมีราคาสูงลิ่ว
จ้าวเฟยอู่และคนอื่นๆ ก็อยากรู้
จางเซวียนเพิ่งซื้อเครื่องรางเกล็ดมังกรมาได้โดยใช้ทักษะการรักษาโรคของเขา และจนถึงตอนนี้ ทุกคนก็ยังไม่รู้แน่ว่าจางเซวียนร่ำรวยมากน้อยแค่ไหน แต่ในเมื่อเขาคิดจะซื้อหญ้าสงบใจต้นนี้ ก็คงต้องควักหนักหน่อย
เพราะถ้าไม่มีเงินจริงๆ มาจ่ายให้ ซุ้มชั้นหนึ่งไม่มีทางขายของราคาสูงขนาดนี้ให้เขาแน่
ต่อให้จางเซวียนออกปาก พนักงานต้อนรับเหล่านี้ก็ไม่มีอำนาจตัดสินใจ
เพราะเงินจำนวนมากขนาดนั้น สำหรับพวกเขาก็เกินเอื้อมอยู่แล้ว
ขณะที่ทุกคนงุนงงสงสัยกันอยู่ว่าจางเซวียนจะทำอะไรต่อไป เจ้าตัวปัญหาก็ยืดอกประกาศเสียงดังฟังชัด
“ผมเสนอราคา 500 เหรียญทอง!”
“ฮะ?”
นักตรวจสอบสมบัติหลิ่วชางแทบกระอักเลือดและลมจับ
เอาอีกแล้ว?
ต้องทำขนาดนี้เลยหรือ?
ตอนที่ฉันเสนอหินวิเศษ 50 ก้อนเพื่อซื้อของประหลาดนั่น แกก็เสนอ 50 เหรียญทอง มาครั้งนี้ กับหญ้าสงบใจที่แสนจะล้ำค่า แกก็ยังกล้าใช้วิธีเดิม…
จะคุยกันดีๆ ไม่ได้หรือ?
พนักงานต้อนรับทั้งสองคนที่คอยฟังอยู่ก็ถึงกับหน้าตาเหยเก
ชายหนุ่มพูดจาอย่างมั่นอกมั่นใจเสียจนพวกเขาคิดว่าจะต้องมีการเสนอเงินก้อนใหญ่ แต่ลงท้ายก็แค่ 500 เหรียญทอง…นี่เข้ามาป่วนใช่ไหม?
พนักงานต้อนรับคนที่ดูแลจางเซวียนตั้งแต่ต้นรู้สึกอับอายขายหน้าจนแทบจะมุดลงไปที่ไหนสักแห่ง
เขาคิดว่าจางเซวียนคงจะเสนอราคาสูงลิ่วจนไม่มีใครทาบติด ไม่นึกเลยว่าจะเป็นแบบนี้…
แค่ก แค่ก…
ถึงมีเงินไม่พอ ก็ไม่ควรจะเสนอราคาทุเรศทุรังขนาดที่ซื้อฝุ่นผงกำมือหนึ่งก็ยังไม่ได้
ขณะที่ฝูงชนแทบลมจับจากความบ้าบอของเหตุการณ์ครั้งนี้ จ้าวเฟยอู่ก็ตบหน้าผากอย่างแรงและพูดว่า “ผู้อาวุโสจิน เตรียมตัวออกโรงเถอะ ผมเกรงว่าถ้าเราไม่คุ้มกันเขาล่ะก็ ลงท้าย…เขาต้องถูกซ้อมจนตายแน่!”
“ได้!” ผู้อาวุโสจินชงไห่พยักหน้าและขับเคลื่อนพลังปราณอย่างลับๆ เตรียมพร้อมที่จะออกโรงทันทีที่จำเป็น เขาคิดแบบเดียวกันกับ ‘คุณชาย’
ผู้อาวุโสคนนี้น่าจะมีตำแหน่งสูงส่งไม่น้อย ไปยั่วโมโหเขาแบบนั้น ก็ถือว่าจางเซวียนจองหองเกินไปอันที่จริง แค่เขายังมีชีวิตอยู่ได้จนถึงตอนนี้ก็ปาฏิหาริย์เต็มทีแล้ว
“คุณจะซื้อหญ้าสงบใจด้วยเงิน 500 เหรียญทองหรือ?”
ก็ตามคาด ผู้อาวุโสถึงกับหน้าดำหน้าแดง รังสีของเขาเริ่มพลุ่งพล่านออกมาราวกับคลื่นยักษ์ แม้จะกะระดับวรยุทธของเขาได้ยาก แต่เท่าที่ดู พละกำลังของเขาก็ไม่น่าจะด้อยกว่าจินชงไห่
เป็นไปได้ว่า อย่างน้อยๆ ก็น่าจะเป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 3
“ใช่แล้ว!” จางเซวียนพยักหน้า
เห็นอีกฝ่ายยอมรับหน้าตาเฉยโดยไม่มีความอับอายแม้แต่น้อย ผู้อาวุโสพึมพำ “คุณคิดว่าซุ้มชั้นหนึ่งจะปฏิเสธหินวิเศษ 500 ก้อนของผม และขายสมุนไพรล้ำค่าให้คุณโดยแลกกับเงิน 500 เหรียญทองหรือ? คุณคิดว่าตัวเองเป็นใคร? เป็นเจ้าเมืองหงไห่หรือหัวหน้าสมาพันธุ์นานาอาณาจักร?”
“ผมไม่ได้เป็นทั้งสองอย่างนั่นแหละ ก็แค่อยากซื้อหญ้าสงบใจต้นนี้”
จางเซวียนส่ายหน้า “อันที่จริง ผมคิดจะซื้อต่อจากคุณ ไม่ใช่ซื้อจากซุ้มชั้นหนึ่งหรอก ผมเชื่อว่าสุดท้ายคุณจะต้องขายให้ผมในราคา 500 เหรียญทอง!”
“ซื้อต่อจากผม?”
ผู้อาวุโสแทบคลั่ง กล้ามเนื้อบนใบหน้าของเขากระตุกอย่างแรง
นี่แกคิดว่าฉันเสร่อจนถึงกับจะขายสมุนไพรราคาเท่ากับหินวิเศษ 500 ก้อนให้แกในราคา 500 เหรียญทองรึ?
ฝันไปเถอะ!
