ตอนที่ 1264 ขึ้นสังเวียน (1)
“มันคือสามกลยุทธสังหารของเฉียนฉู่!”
“ในปีหนึ่งๆ มีคนตายอย่างน้อยเป็นร้อยเพราะกระบวนท่านี้”
“นั่นช่วยไม่ได้ กริชของเขาทั้งรวดเร็วและโหดเหี้ยม ทำให้ยากที่จะปัดป้อง คู่ต่อสู้ที่มีวรยุทธระดับเดียวกันยังแทบจะต้านทานเขาไม่ไหวเลย!”
“เจ้าหน้าอ่อนนั่นเสร็จแน่!”
ฝูงชนพากันตั้งข้อสังเกตอย่างสุขุมขณะเฝ้ามองกริช 2 เล่มนั้นพุ่งหวือเข้าใส่จางเซวียน
แม้พละกำลังของเฉียนฉู่จะยังเทียบไม่ได้กับหงหย่างซึ่งเป็นนักสู้ร้อยทิศ แต่เขาก็เป็นผู้โด่งดังคนหนึ่งในสังเวียนใต้ดินของตลาดมืด
เขาเป็นที่รู้จักเพราะกริชที่ดูเหมือนจะใช้โจมตีได้ไม่หยุดหย่อน อีกทั้งสามกลยุทธสังหารอันเหี้ยมโหดนั้นด้วย ด้วยความเชี่ยวชาญใน 2 สิ่งนี้ เขาได้สังหารผู้คนไปมากมายนับไม่ถ้วนตลอดหลายปีที่ผ่านมา
เจ้าหน้าอ่อนที่มาใหม่นั่นกล้ายั่วโมโหเขา ทำให้เฉียนฉู่เลือกใช้กระบวนท่าที่แข็งแกร่งที่สุดของตัวเอง ด้วยวิธีนี้ ก็เรียกได้ว่ากิโยตินมาจ่อรอที่หัวของนักสู้ผู้มาใหม่แล้ว
เมื่อเกิดความคิดนั้น สายตาของฝูงชนก็หันกลับไปจับจ้องจางเซวียน แม้กริช 2 เล่มนั้นจะกำลังพุ่งเข้าใส่เขาอย่างรวดเร็ว หมอนั่นก็ไม่หันกลับมามอง ราวกับไม่รับรู้ถึงอันตรายที่อยู่ข้างหลัง
ภาพที่เห็นทำให้ชายหนุ่มที่มีบาดแผลบนใบหน้าอ้าปากอย่างอย่างร้อนรน หมายจะเตือนผู้มาใหม่ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้พูดอะไร ภาพตรงหน้าก็พร่ามัวไปหมด
เขาบอกไม่ได้แน่นอนว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ดูเหมือนผู้มาใหม่จะใช้เท้าเตะกริชเหล่านั้น
ฟึ่บ!
พริบตาต่อมา มันก็หันหลังกลับและพุ่งกลับไปด้วยความเร็วที่สูงกว่าเดิม
ฉึก!
“อะไรกัน?” ด้วยความประหลาดใจ ยังไม่ทันที่เฉียนฉู่จะรู้ตัว กริชนั้นก็ปักเข้าที่ข้อมือทั้งสองของเขา แรงปะทะของกริชทำให้เฉียนฉู่กระเด็นไปจนข้อมือของเขาปะทะเข้ากับผนัง โดยมีกริชทั้ง 2 เล่มปักอยู่ที่ข้อมือสองข้าง ทำให้ร่างของเขาเป็นรูปไม้กางเขน เฉียนฉู่ดิ้นจนสุดแรง แต่เพราะกริชนั้นตรึงแน่นเข้ากับผนัง เขาจึงดิ้นไม่หลุด
“เกิดอะไรขึ้นกันนี่”
“แค่เตะเบาๆ แต่ไม่เพียงแต่จะทำลายพละกำลังจากกริชของเฉียนฉู่ ยังส่งมันกลับไปหาเฉียนฉู่และตรึงเขาเข้ากับผนังด้วย หมอนั่นจะต้องทรงพลังขนาดไหน?”
“หมอนั่นไม่ใช่คนธรรมดาหรือ? หรือว่าตลาดมืดจะได้ต้อนรับนักสู้สิบทิศคนใหม่เร็วๆ นี้?”
“ยังเร็วเกินไปที่จะพูด แต่ด้วยท่วงท่าแบบนี้ เขาคงเอาชนะ 7-8 ยกได้โดยไม่ยาก!”
ต่างคนต่างคนลุกขนชันเมื่อมองเฉียนฉู่ที่ร้องโหยหวนอย่างทุกข์ทรมานอยู่กับผนัง
แม้การปะทะกันในช่วงเวลาสั้นๆ จะไม่มากพอที่จะวิเคราะห์พละกำลังของผู้มาใหม่ แต่เรื่องจริงก็คือเขาสามารถเอาชนะเฉียนฉู่ได้อย่างง่ายดาย เรื่องนี้เพียงพอที่จะบอกได้แล้วว่าเขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่ใครจะประมาทได้
บางทีอาจจะได้เป็นนักสู้สิบทิศคนต่อไปด้วยซ้ำ
“น่าสนใจจริงๆ”
หงหย่างที่นั่งอยู่ในมุมชำเลืองมองแผ่นหลังของผู้มาใหม่ที่กำลังออกไป ก่อนจะหลับตาลงอีกครั้ง
การตอบโต้เมื่อครู่นี้อาจดูน่าประทับใจ แต่กับเขา มันก็ไม่ได้มีอะไรมาก
ถึงเขาจะไม่อาจเอาชนะเฉียนฉู่ได้ในหมัดเดียว แต่ทั้งหมดที่เขาต้องทำก็แค่ต่อยซ้ำเท่านั้น
สังเวียนนั้นมีขนาดไม่ใหญ่นัก และบริเวณโดยรอบก็ได้รับการรักษาความปลอดภัยโดยค่ายกล ชนิดพิเศษ ทำให้มีลักษณะคล้ายกับกรง เมื่อผู้เข้าท้าดวลขึ้นสังเวียนแล้ว จะไม่มีทางออกมาได้จนกว่าการดวลจะสิ้นสุด
“เซ็นสัญญาชี้เป็นชี้ตายนี่ก่อน”
ก่อนที่จางเซวียนจะก้าวขึ้นสังเวียน เจ้าหน้าที่คนหนึ่งของสังเวียนมรณะที่ยืนอยู่ด้านหน้าก็ยื่นสัญญามาให้เขา
จางเซวียนก้มหน้าลงเพื่ออ่านสัญญาก่อนจะปิดผนึกมันด้วยหยดเลือดของเขา จากนั้น ก็เหมือนกับการปิดกั้นบางอย่างที่อยู่รอบตัวเขาถูกปลดปล่อย เขาได้ยินเสียงเชียร์ดังสนั่นราวกับพายุจากฝูงชนโดยรอบ
เมื่อเงยหน้ามอง ก็เห็นอัฒจันทร์ผู้ชมเต็มไปด้วยฝูงชนราว 5-6 ร้อยคน มีผู้คนจากทั่วทุกหัวระแหง ทั้งชายและหญิง หนุ่มสาวและคนแก่ ทุกคนนัยน์ตาแดงก่ำจากความตื่นเต้นที่ไม่อาจกดข่มไว้ได้ภายในตัวพวกเขา
ดูเหมือนการชมการท้าดวลแบบชี้เป็นชี้ตายนี้จะมีเสน่ห์กับผู้คนมากมาย นอกเหนือจากนั้น การชมการท้าดวลลักษณะนี้จะทำให้พวกเขาได้รับความรู้เรื่องการต่อสู้ด้วย จางเซวียนคิด
ในการดวลแบบชี้เป็นชี้ตาย นักรบจะสู้จนสุดกำลัง ใช้กระบวนท่าที่แข็งแกร่งที่สุดของพวกเขาเพื่อเอาตัวรอด การต่อสู้ที่เข้มข้นแบบนี้จะเป็นประโยชน์ในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักรบคนอื่นๆ ให้พวกเขาได้ขัดเกลาและปรับปรุงประสิทธิภาพการต่อสู้ของตัวเอง
บางที นี่อาจเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ตลาดมืดเติบโตอย่างรวดเร็ว
ตอนที่จางเซวียนก้าวขึ้นไปบนสังเวียน ชายหนุ่มคนหนึ่งก็ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามเรียบร้อยแล้ว เขายืนกอดอก เห็นได้ชัดถึงความสง่างามและกิริยาอาการที่ไม่ใส่ใจสิ่งรอบข้าง ราวกับการต่อสู้ครั้งนี้เป็นแค่การแสดงสำหรับเขา
ชายหนุ่มคนนั้นดูเหมือนจะเป็นคู่ต่อสู้ในยกนี้, เมิ่งฝูชิง
“เอาล่ะ อย่ามัวเสียเวลาอยู่เลย รีบๆ จบมันซะ” เมื่อคิดคำนวณเวลาคร่าวๆ จางเซวียนรู้ดีว่าเขาเหลือเวลาไม่มากนักก่อนการประมูลจะเริ่ม เพราะไม่อยากเสียเวลาแม้แต่เสี้ยววินาที จึงยืดหลังอย่างเกียจคร้านก่อนจะประสานมือ “ขออภัยด้วย”
ฟึ่บ!
ในชั่วพริบตา ร่างของจางเซวียนก็อยู่ตรงหน้าชายหนุ่มคนนั้น แขนของเขาพุ่งออกไปโจมตีอีกฝ่าย
กระบวนท่านี้มีความแข็งแกร่งไม่มากนัก แต่ชายหนุ่มรู้สึกราวกับมีตาข่ายขนาดใหญ่คลุมตัวเขา ทำให้เขาหลบหนีไปไหนไม่ได้
นึกไม่ถึงว่าจางเซวียนจะโจมตีเขาอย่างกะทันหันแบบนี้ ชายหนุ่มนัยน์ตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึง “คุณ ผมไม่ใช่”
เขาพยายามจะหลบไปด้านข้างเพื่อเลี่ยงการโจมตี แต่แล้วก็ต้องพรั่นพรึงเมื่อพบว่าไม่อาจหลบไปไหนได้ ราวกับติดหล่ม
พลั่ก!
ฝ่ามือของจางเซวียนปะทะเข้ากับใบหน้าของชายหนุ่ม เกิดเสียงดังสนั่นไปทั่วสังเวียน ก่อนที่เขาจะทันได้พูดอะไร ก็ร่วงลงไปกองกับพื้นและสลบไป
การสลบไปนั้นเรียกได้ว่าเป็นการหมดสภาพ จึงเป็นธรรมดาที่ยกนี้จะเป็นชัยชนะของเขา
หลังจากน็อกชายหนุ่มสลบไปแล้ว จางเซวียนก็รออยู่นาน แต่ไม่มีใครประกาศผล ด้วยความงง เขาเอาสองมือไพล่หลังและถามว่า “ผมควรเป็นผู้ชนะในยกแรกนี้ใช่ไหม?”
ทุกคนยังคงเงียบกริบ
ด้วยความงุนงง จางเซวียนมองไปรอบๆ แล้วก็พบว่าฝูงชนต่างเงียบกริบ สีหน้าที่บ่งบอกความตื่นเต้นของพวกเขาแปรเปลี่ยนเป็นความงงงันอย่างหนัก
จางจิ่วเซี่ยวก็อยู่ท่ามกลางฝูงชน ฝ่ามือของเขาอยู่ที่ใบหน้า เขาพยายามจะตะโกนอะไรบางอย่าง แต่ด้วยค่ายกลที่ขวางกั้นเอาไว้ จางเซวียนจึงไม่ได้ยินอะไรเลย
“เกิดอะไรขึ้น?” เมื่อเห็นฝูงชนมีทีท่าตรงกันข้ามกับที่เขาคาดไว้ จางเซวียนยิ่งงงหนัก ขณะที่เขากำลังจะพูด ค่ายกลที่เปิดทางขึ้นสู่สังเวียนก็พลันเปิดออก และชายหนุ่มอีกคนหนึ่งเดินเข้ามา เมื่อเห็นชายที่สลบอยู่กับพื้น เขาก็เบิ่งตาโตด้วยความประหลาดใจ
“คุณคือคู่ต่อสู้คนที่สองของผมหรือ?”
เพื่อจะให้ได้เป็นนักสู้สิบทิศ ผู้นั้นจะต้องเอาชนะคู่ต่อสู้ติดต่อกันให้ได้ 10 คน ในความเห็นของจางเซวียน ชายหนุ่มที่เพิ่งเข้ามานี้น่าจะเป็นคู่ต่อสู้คนที่สองของเขา
“ผมคือเมิ่งฝูชิง!”
“คุณคือเมิ่งฝูชิง? แล้วหมอนั่นล่ะ” เมื่อได้ยินประโยคนั้น จางเซวียนตาโตด้วยความตกตะลึง
ถ้าชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าคือคู่ต่อสู้ที่เขาจะต้องปะทะด้วย แล้วคนที่เขาเล่นงานจนสลบไปเมื่อครู่นี้เป็นใคร?
“นั่นกรรมการ!” เมิ่งฝูชิงอ้าปากค้าง
“บนสังเวียนนี่มีกรรมการด้วยหรือ?” จางเซวียนกระพริบตาปริบๆ
“คุณเคยเจอการดวลอย่างเป็นทางการที่ไหนที่ไม่มีกรรมการหรือเปล่าล่ะ?” เมิ่งฝูชิงตอบโต้
“…” จางเซวียนใบ้กิน
บ้าบออะไรกันนี่!
โดยทั่วไป กรรมการก็ควรจะยืนอยู่ด้านล่างสังเวียน ไม่ใช่ขึ้นมาอยู่บนสังเวียน ด้วยเหตุนี้ เมื่อจางเซวียนเห็น ‘เมิ่งฝูชิง’ อีกคนหนึ่งยืนอยู่บนสังเวียน สีหน้าถมึงทึงนั้นทำให้เขาคิดว่าอีกฝ่ายเป็นคู่ต่อสู้ของเขา!
น็อกกรรมการสลบตั้งแต่ยังไม่ทันเจอคู่ต่อสู้ของตัวเอง นี่มัน…
ในที่สุดจางเซวียนก็เข้าใจสิ่งที่จางจิ่วเซี่ยวกำลังตะโกนอยู่ เขาถามด้วยอาการเหนียมๆ “ผมจะขาดคุณสมบัติหรือเปล่า?”
เขานึกว่าตัวเองเจ๋งมากแล้วที่จัดการคู่ต่อสู้คนแรกได้ แต่ท่วงท่าอัน ‘ชาญฉลาด’ ของเขากลับกลายเป็นการน็อคกรรมการสลบเสียนี่ คงเป็นเรื่องที่แย่มากหากเขาต้องถูกตัดสิทธิการดวลเพราะเรื่องนี้!
เมื่อหายจากอาการประหลาดใจ เมิ่งฝูชิงตอบอย่างไม่รู้สึกรู้สา “โดยทั่วไป ที่นี่ก็ไม่มีกฎเกณฑ์อะไรหรอก อย่ามัวเสียเวลาเลย เริ่มกันเถอะ”
ก็อย่างที่รู้กันว่าตลาดมืดนั้นเป็นดินแดนที่ไม่มีขื่อมีแป ในสังเวียนที่อื่น การน็อกกรรมการสลบนั้นจะต้องถูกลงโทษอย่างหนัก แต่ที่สังเวียนมรณะแห่งนี้ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่
ฟึ่บ!
เมิ่งฝูชิงมุ่งพุ่งเข้าใส่จางเซวียน
ในขณะที่เขากำลังสำแดงกระบวนท่า มือของเขาก็เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว เกิดเป็นภาพติดตาที่มีรูปร่างเหมือนกับดอกบัว
เทคนิคการต่อสู้ระดับเซียนขั้นกลาง, บัวอรหันต์พันมือ!
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเมิ่งฝูชิงมีพละกำลังไม่เบา แม้จะยังอ่อนด้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับเฉียนฉู่ แต่ก็มีนักรบเพียงสองสามคนเท่านั้นในระดับเดียวกันที่สามารถรับมือกับเขาได้ ทันทีที่เขาเริ่มเคลื่อนไหว ก็ได้ใช้พลังปราณปิดกั้นพื้นที่โดยรอบเอาไว้ ทำให้จางเซวียนต้องเผชิญหน้ากับเขาโดยตรง
“ไม่เลวเลย” จางเซวียนตั้งข้อสังเกตขณะยกฝ่ามือขึ้นเพื่อปะทะกับการโจมตีของอีกฝ่าย
พลั่ก!
มันคือกระบวนท่าเดียวกันกับที่เขาใช้เล่นงานกรรมการเมื่อครู่นี้ มันมีแรงปะทะที่ดูเหมือนจะไม่หยุดหย่อนจนกว่ามันสมองของคู่ต่อสู้จะไหลออกมาจนหมด
การโจมตีแบบนี้ไม่ใช่เทคนิคการต่อสู้หรือกระบวนท่าที่ลึกซึ้งใดๆ เป็นเพียงแค่การตบแบบง่ายๆ
แต่ด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง มันดูเหมือนจะมีพลังลึกลับที่ทำให้ผู้ที่เผชิญหน้ากับมันไม่อาจหลีกเลี่ยง
พลั่ก!
สองฝ่ามือปะทะกัน ใบหน้าของเมิ่งฝูชิงพลันซีดเผือด เขาถอยกรูดไปหลายก้าวก่อนจะเข่าอ่อน ทำให้ทรุดลงกับพื้น ครู่ต่อมานัยน์ตาของเขาก็เหลือกลาน เขาสลบไป
“แข็งแกร่งจริงๆ !”
“กระบวนท่าอะไรกันนี่?”
“ผมพอรู้จักเพลงฝ่ามืออยู่บ้าง การที่สามารถเล่นงานเมิ่งฝูชิงได้ในกระบวนท่าเดียวนั้น หมอนั่นจะต้องชนะติดต่อกันอย่างน้อยสัก 5 ยกแน่ๆ !”
“ก็ไม่เสมอไปหรอก ยิ่งกระบวนท่าแข็งแกร่งขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งสิ้นเปลืองพลังปราณมากขึ้นเท่านั้น สังเวียนแห่งนี้ไม่ได้ใช้เฉพาะประสิทธิภาพการต่อสู้ แต่ยังต้องมีลูกอึดด้วย ถ้าเขาใช้พลังงานมากเกินไปในยกแรกๆ ก็เสี่ยงกับการที่จะหมดแรงเร็ว”
เสียงแลกเปลี่ยนความคิดเห็นดังอื้ออึงอยู่ในอัฒจันทร์ผู้ชม
แม้จางเซวียนออกจะหุนหันพลันแล่นไปบ้าง ถึงกับเล่นงานกรรมการจนสลบทันทีที่ก้าวขึ้นสังเวียน แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเขามีพละกำลังแข็งแกร่ง
แต่ในสังเวียนมรณะ ความแข็งแกร่งเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอจะทำให้ไปได้ไกล ความทนทานถือเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญมาก
ในแต่ละปี มีผู้คนมากมายก้าวขึ้นสู่สังเวียนมรณะเพื่อไขว่คว้าตำแหน่งนักสู้สิบทิศ แต่ผู้ที่ประสบความสำเร็จนั้นมีนับหัวได้
“ผมคือถานซื่อโหย่ว คุณคือคู่ต่อสู้ของผมใช่ไหม?”
หลังจากเล่นงานเมิ่งฝูชิงจนสลบแล้ว ไม่นานชายหนุ่มคนหนึ่งก็ก้าวขึ้นมาบนสังเวียน
ชายหนุ่มที่ชื่อถานซื่อโหย่วคนนี้แข็งแกร่งกว่าเมิ่งฝูชิงเล็กน้อย แต่ก็ยังห่างไกลนักกับจางเซวียน เจอเสยใบหน้าเข้าไปหมัดเดียว ก็ลงไปกองกับพื้น
เหตุการณ์แบบเดียวกันเกิดขึ้นกับคู่ต่อสู้อีก 3 คนถัดไป จางเซวียนเริ่มออกอาการเหน็ดเหนื่อยเล็กน้อย เหงื่อเกาะพราวที่หน้าผาก และสองมือของเขาก็เริ่มสั่น
ทันทีที่เขาเอาชนะคู่ต่อสู้คนที่ 5 ได้สำเร็จ ก็ได้ยินเสียงดังลั่น “คุณผ่านยกที่ 5 แล้ว ต้องการจะไปต่อหรือไม่?”
ผู้เข้าท้าดวลทั่วไปมักจะหยุดเมื่อเสร็จสิ้นยกที่ 5 เพราะหลังจากนั้นจะมีเดิมพันเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้ยกต่อไปมีความเหน็ดเหนื่อยกว่ายกก่อนๆ และจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะพิการหรือหมดสภาพการดวลก็จะไม่จบ
“ผมจะไปต่อ” จางเซวียนตอบ
เป้าหมายของเขาในการมาสังเวียนมรณะก็เพื่อกอบโกยเอาหินวิเศษขั้นสูงแบบเข้มข้นเป็นพิเศษให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แต่สิ่งที่เขาได้รับตอนนี้เรียกได้ว่าเป็นแค่เมล็ดถั่วเท่านั้น เป็นธรรมดาที่เขาไม่อาจถอยได้ โดยเฉพาะเมื่อเงินทองยังรอคอยอยู่ตรงหน้า!
“ดีมาก คู่ต่อสู้ของคุณในยกที่ 6 คือขุ่ยคิง ก็เหมือนกับคุณนั่นแหละ เขาชนะมา 5 ยกแล้ว” เสียงนั้นบอกจางเซวียน
ห้ายกแรกนั้นจะไม่มีเดิมพันเข้ามาเกี่ยวข้อง การจับคู่ส่วนใหญ่จึงเป็นการเจอกันระหว่างนักสู้หน้าใหม่ด้วยกัน แต่นับจากยกที่ 6 เป็นต้นไป ผู้คร่ำหวอดสังเวียนตัวจริงจะเริ่มปรากฏตัว การจับคู่นั้นจะจับคู่เอาผู้ที่ชนะจำนวนยกได้เท่ากัน ผู้ที่เอาชนะติดต่อกันได้ 6 ยกจะต้องเผชิญหน้ากับผู้ที่ชนะติดต่อกัน 6 ยก หรือผู้ที่ได้ชัยชนะมา 7 ยกก็จะต้องเผชิญหน้ากับผู้ที่ผ่านมา 7 ยก เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ
ด้วยระบบนี้ คู่ต่อสู้คนต่อไปของจางเซวียนจึงเป็นผู้ที่เอาชนะติดต่อกันมาได้ 5 ยกเหมือนกับเขา
ฟึ่บ!
ชายหนุ่มเดินช้าๆ ขึ้นมาบนสังเวียนโดยมีสายตาของจางเซวียนจับจ้องอยู่
แตกต่างจากคู่ต่อสู้คนก่อนๆ ที่เขาได้เผชิญหน้า ชายหนุ่มคนนี้มีรังสีของการสังหารแผ่วๆ บ่งบอกว่าเขาเป็นนักสู้ที่อันตราย
“ผมเฝ้าดูการต่อสู้ของคุณ คุณเอาชนะคู่ต่อสู้ทุกคนได้ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว ถือว่าไม่เลวเลย” ขุ่ยคิงพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มชวนขนลุกขณะที่สายตาคมกริบของเขาประเมินจางเซวียนอย่างเฉียบแหลม “แต่การโจมตีของคุณคงจะสิ้นเปลืองพลังปราณไปพอสมควรสินะ ใช่ไหม? ผมอยากจะเห็นนักว่าคุณจะใช้มันได้อีกกี่ครั้ง!”
ควั่บ!
ด้วยการสะบัดข้อมือ หอกเล่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในมือของขุ่ยคิง และโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย เขาก็ใช้มันเข้าโจมตีจางเซวียน
เจ้าหนูเฒ่าเจ้าเล่ห์! โจมตีเราตอนที่กำลังพูดอยู่
ในชั่วพริบตา หอกนั้นก็มาจ่ออยู่ตรงหน้าจางเซวียน
“คุณอยากดวลศิลปะเพลงหอกกับผมหรือ?” นัยน์ตาของจางเซวียนเป็นประกายวาบขณะจับจ้องหอกที่กวัดแกว่งอยู่ตรงหน้า
“คุณควรจะรู้นะ ว่าผมคือตัวพ่อแห่งศิลปะเพลงหอก!”
