Skip to content

Library Of Heaven’s Path 1345


ตอนที่ 1345 ความลับของตระกูลจาง (2)

“ผมรู้!”

ไม่เพียงแต่เขาจะรู้ว่ามีหัวหน้าปูชนียสถานอยู่ในปูชนียสถานนักปราชญ์เท่านั้น แต่เขายังเป็นตัวเลือกที่จะก้าวเข้าสู่ตำแหน่งนั้นด้วย

“มีเกณฑ์การคัดเลือกอยู่ชุดหนึ่งเพื่อตัดสินว่าใครมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะได้เป็นหัวหน้าปูชนียสถาน ผู้ที่ขาดคุณสมบัติจะไม่มีทางได้รับมรดกตกทอดของปูชนียสถานโดยเด็ดขาด คุณคงเคยได้ยินเรื่องนี้เหมือนกันใช่ไหม?” หยวนเสี่ยวถาม

จางเซวียนพยักหน้ารับ

ในการที่จะได้เป็นหัวหน้าปูชนียสถานนักปราชญ์ ผู้นั้นจะต้องมีดวงตาหยั่งรู้ เป็นปรมาจารย์ มีความชอบธรรม วางตัวอ่อนน้อมและมีบุคลิกถ่อมเนื้อถ่อมตัวอยู่เสมอ มีความโดดเด่นไม่เป็นสองรองใครและสามารถเป็นที่ยึดเหนี่ยวหัวใจของใครๆได้ เพราะผ่านหลักเกณฑ์ต่างๆเหล่านี้มาแล้ว นักปราชญ์ขุยจึงได้มอบตราสัญลักษณ์หัวหน้าปูชนียสถานให้กับเขา

หากปราศจากปัจจัยเหล่านี้ ก็ไม่มีทางที่เขาจะได้เป็นตัวเลือกของตำแหน่งหัวหน้าปูชนียสถาน

“ก็เป็นแบบเดียวกันกับตำแหน่งหัวหน้าตระกูลนักปราชญ์ มีแต่ผู้ที่มีสายเลือดซึ่งมีความบริสุทธิ์ถึงขั้นเท่านั้นที่จะมีคุณสมบัติเพียงพอจะได้เป็นหัวหน้าตระกูลคนต่อไป ผู้อื่นไม่อาจแอบอ้างหรือช่วงชิงเอาหน้าที่นี้ไปจากหัวหน้าตระกูลได้เพียงเพราะความแข็งแกร่ง ยกตัวอย่างหัวหน้าตระกูลจาง อันที่จริง เซียนดาบชิงเหมิงเป็นเพียงตัวแทนหัวหน้าตระกูลชั่วคราวเท่านั้น หัวหน้าตระกูลตัวจริงคือทายาทน้อย ตลอดหลายพันปีที่ผ่านมา เขาเป็นคนเดียวที่มีสายเลือดบริสุทธิ์ถึงขั้นที่จะได้เป็นหัวหน้าตระกูลจาง!” หยวนเสี่ยวพูด

“เรื่องนี้เป็นไปในทำนองเดียวกันกับตระกูลหลัว ถึงพี่ชวนฉิงจะมีสายเลือดบริสุทธิ์เช่นกัน แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะทำให้ได้รับมรดกและตำแหน่งของหัวหน้าตระกูล หัวหน้าตระกูลหลัวตัวจริงคือน้องสาวของเขา เพียงแต่ว่าน้องสาวของเขายังอายุน้อยเกินไปในตอนนี้ พี่ชายจึงช่วยจัดการแทนในช่วงเวลานี้ไปก่อน

จางเซวียนถึงบางอ้อ

สถานการณ์ของตระกูลนักปราชญ์ก็เหมือนกันกับสถานการณ์ของเขาในตอนนี้

แม้ปูชนียสถานนักปราชญ์จะมีรองหัวหน้าซึ่งทำหน้าที่ดูแลกิจธุระต่างๆ แต่เมื่อใดก็ตามที่จางเซวียนปลดฉนวนของตราสัญลักษณ์หัวหน้าปูชนียสถานและกลายเป็นหัวหน้าปูชนียสถานตัวจริง ก็จะไม่มีใครสามารถฉกฉวยตำแหน่งไปจากเขาได้

นี่คือกฎเกณฑ์ที่ปรมาจารย์ขงตั้งขึ้น เป็นหนึ่งในคุณค่าและความชอบธรรมที่เขาได้สั่งสอนไว้ ไม่มีใครกล้าฝ่าฝืนความคิดของปรมาจารย์ขง โดยเฉพาะในสถานที่ที่มรดกตกทอดของเขาได้รับการถ่ายทอดลงมา

ไม่อย่างนั้น ฝูงชนก็จะหันหลังให้กับผู้นั้น แถมยังจะถูกวิพากษ์วิจารณ์และดูถูกถึงการกระทำอันผิดศีลธรรมของเขาไปตลอดระยะเวลาหลายปีด้วย

“ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่ตระกูลนักปราชญ์ตระกูลไหนจะทำร้ายหัวหน้าตระกูลของตัวเองเพราะความพยายามที่จะยึดอำนาจจากเขา ยังไม่ต้องพูดถึงความบริสุทธิ์ของสายเลือดของทายาทน้อย เมื่อเขาเติบโตเต็มที่ก็มีแต่จะนำพาตระกูลจางไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง ทำให้สมาชิกทุกคนมีเกียรติยศและศักดิ์ศรีเพิ่มขึ้น แล้วใครจะโง่เง่าถึงขนาดทำลายอนาคตของตัวเองด้วยการทำร้ายทายาทน้อย?” หยวนเสี่ยวอธิบาย

“เอ่อ” จางเซวียนเกาหัวอย่างละอายใจ

เขานึกไม่ถึงว่าแม้แต่ตระกูลนักปราชญ์ผู้ทรงพลังก็จะมีขนบธรรมเนียมกำหนดไว้มากมายขนาดนี้ ถ้าทุกสิ่งที่หยวนเสี่ยวพูดเป็นความจริง ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ที่จะมีใครลอบทำร้ายทายาทน้อยของตระกูลจาง

“ฉันได้ยินเรื่องนี้มาจากท่านอาจารย์ตั้งแต่หลายปีก่อน และพูดตามตรงนะ ฉันก็ตรวจสอบไม่ได้ว่ารายละเอียดนั้นที่ฉันจดจำได้นั้นถูกต้องหรือเปล่า” ปี้หงอิงส่ายหน้า “ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับตระกูลที่ยิ่งใหญ่อย่างตระกูลจาง อย่างน้อยๆก็คงจะมีทารกหลายพันคนที่เกิดในปีเดียวกัน เราไม่อาจตัดความเป็นไปได้ที่ว่าทารกที่ท่านอาจารย์ของฉันเข้าไปช่วยเหลือนั้นอาจจะเป็นบุตรของสหายของเซียนดาบชิงเหมิงก็ได้”

ด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนานหลายหมื่นปี ตระกูลจางได้เติบโตขึ้นจนเป็นจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่ ประชากรที่มีอยู่ในตระกูลนั้นมากมายจนนับไม่ถ้วน และโครงสร้างของทั้งครอบครัวหลักและครอบครัวสาขาก็ซับซ้อนอย่างน่าทึ่ง ในแต่ละปี ทางตระกูลจะมีสมาชิกใหม่หลายพันคน จึงไม่มีทางที่จะแน่ใจได้ว่าเด็กน้อยที่ท่านอาจารย์ของปี้หงอิงได้รักษานั้นเป็นทายาทน้อยจริงหรือเปล่า

อีกอย่าง ก็ออกจะน่าหัวเราะที่จะคิดว่าอัจฉริยะผู้ไร้เทียมทานของตระกูลจางที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อนจะต้องตกอยู่ในสภาพใกล้ตายตั้งแต่ไม่นานหลังจากเขาเกิด!

“ก็จริง” ทุกคนพยักหน้า

“เอาล่ะ เลิกพูดเรื่องตระกูลจางกันเสียที” รู้ดีว่าพูดไปก็เปล่าประโยชน์ โดยเฉพาะเมื่อไม่มีทางพิสูจน์ข้อมูลได้ ปี้หงอิงหันไปถามหลัวชวนฉิง “พี่หลัว ฉันได้ยินว่าองค์หญิงน้อยออกจากปูชนียสถานนักปราชญ์ไปได้ระยะหนึ่งแล้ว เธอกลับมาหรือยัง?”

เมื่อได้ยินคำนั้น จางเซวียนก็ตาโตขึ้นทันที เขารีบหันไปมองหลัวชวนฉิง

คำพูดของปี้หงอิงทำลายความโกรธและขุ่นเคืองที่จางเซวียนมีต่อเธอไปหมด เหลือไว้แต่ความสำนึกในบุญคุณ

“เธอกลับมานานแล้ว” หลัวชวนฉิงตอบพร้อมกับพยักหน้า

“กลับมาแล้วหรือ? เยี่ยมเลย! ถ้ามีโอกาส พาฉันไปพบเธอหน่อยนะ ถึงจะเป็นนักเรียนในปูชนียสถานฝ่ายในเหมือนกัน แต่ฉันก็ไม่มีโอกาสได้พบเธอเลย!” ปี้หงอิงพูดด้วยความตื่นเต้น

แม้จะเป็นเวลาถึง 2 ปีแล้วหลังจากที่องค์หญิงน้อยเข้าสู่ปูชนียสถานนักปราชญ์ และเธอก็ได้สร้างสถิติไว้มากมายนับไม่ถ้วน แต่ก็มีคนเพียงไม่กี่คนที่เคยได้พบเธอ

มีเรื่องร่ำลือนับไม่ถ้วนถึงการปรากฏตัวของเธอรอบๆปูชนียสถานนักปราชญ์ บ้างก็ยกย่องถึงความงามอันยากจะหาใครเทียบ บ้างก็ยำเกรงในความปราดเปรื่องของเธอ

“เธอเข้าปลีกวิเวกตั้งแต่กลับมา ฝึกฝนวรยุทธอย่างเอาเป็นเอาตายไม่หยุดหย่อน อย่างกับได้ไปทำร้ายอัจฉริยะผู้ทรงพลังสักคนหนึ่งอย่างนั้นแหละ แม้แต่ผมก็ยังไม่ได้พบเธอ นับประสาอะไรกับคนอื่น” หลัวชวนฉิงส่ายหน้าและถอนหายใจเฮือกใหญ่

“ฝึกฝนวรยุทธอย่างเอาเป็นเอาตายและไม่หยุดหย่อน? แต่เธอก็ทรงพลังอยู่แล้วนี่” จางเซวียนพึมพำกับตัวเองขณะที่รู้สึกเจ็บแปลบในอก

เมื่อครั้งอยู่ที่พระราชวังชิวอู๋ สาวน้อยลังเลอยู่เนิ่นนานกว่าจะยอมรับคำสารภาพรักของเขา เป็นไปได้ว่าเธอรู้ดีว่าเป็นเรื่องยากสำหรับเธอที่จะฝ่าฝืนการหมั้นหมาย และมันคงจะไม่ใช่จุดจบที่งดงามสำหรับทั้งคู่ แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังอาจหาญพอที่จะมอบความศรัทธาให้และตกลงปลงใจกับเขา

แต่การตกลงปลงใจนี้ก็ต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยน นั่นหมายความว่าเธอจะต้องขัดคำสั่งของเหล่าผู้อาวุโสในตระกูล และการที่จะทำอย่างนั้นได้ เธอก็ไม่มีทางเลือกนอกจากจะต้องจมดิ่งอยู่กับการฝึกฝนวรยุทธอย่างเต็มที่ เพื่อหวังว่าจะใช้ความแข็งแกร่งของเธอกำหนดโชคชะตาของตัวเองให้ได้

ไม่อย่างนั้นก็มีแต่จะต้องล่องลอยไปตามกระแสของคนอื่นๆ

เมื่อรู้สึกถึงอารมณ์ที่ปั่นป่วนขึ้นมาของจางเซวียน หลัวชวนฉิงหรี่ตามอง “ดูเหมือนคุณจะสนใจในตัวน้องสาวของผมนะ”

“ผม”

ในชั่วขณะหนึ่ง จางเซวียนอยากจะบอกไปอย่างเปิดอกว่า น้องสาวของคุณตกลงปลงใจยอมเป็นคนรักของผมแล้ว

แต่ในวินาทีสุดท้าย เขาก็ล้มเลิกความคิดนั้น

ยังไม่ต้องคิดว่าหลัวชวนฉิงจะเชื่อคำพูดของเขาหรือไม่ หากอีกฝ่ายเชื่อ เรื่องนี้ก็คงจะกลายเป็นหายนะ

แค่คิดดูก็แย่แล้ว คู่หมั้นของทายาทน้อยแห่งตระกูลจางตกหลุมรักกับนักรบที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้าซึ่งมาจากภูมิหลังอันแสนธรรมดาสามัญ

เรื่องนี้จะต้องเป็นข่าวครึกโครม และหากผิดพลาดไป เขาคงจะทำให้หลัวลั่วชิงต้องลำบากใจขึ้นอีก

เธอกำลังฝึกฝนวรยุทธอย่างหนักเพื่ออนาคตของทั้งคู่ จึงเป็นธรรมดาที่เขาจะไม่ยอมปล่อยให้ความหุนหันพลันแล่นชั่ววูบของตัวเองดึงเธอให้ตกลงมา

ขอแค่ให้เราปลดฉนวนได้และกลายเป็นหัวหน้าปูชนียสถานนักปราชญ์ให้ได้เสียก่อน ก็จะไม่มีใครกล้าสบประมาทเราอีก จางเซวียนสูดหายใจลึกและข่มความร้อนรนเอาไว้

สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเขาในตอนนี้คือการฝึกฝนวรยุทธอย่างเงียบๆ และพยายามปลดฉนวนของตราสัญลักษณ์หัวหน้าปูชนียสถานให้ได้เร็วที่สุด

เขาไม่ได้เกรงกลัวปัญหา แต่คงจะให้อภัยตัวเองไม่ได้หากเขาสร้างปัญหาให้หลัวลั่วชิงมากขึ้นอีก

จางเซวียนรีบปรับสภาพจิตของเขาให้กลับสู่ความสุขุมดังเดิมก่อนจะตอบ “ชื่อเสียงขององค์หญิงน้อยนั้นร่ำลือไปไกล ผมได้ยินวีรกรรมของเธอมาตั้งแต่เมื่อครั้งผมอยู่ในจักรวรรดิฉิงหย่วน และพูดตามตรง ผมไม่ได้มีความรู้สึกใดนอกจากชื่นชมและยกย่องเธอ นั่นคือเหตุผลที่ผมอยากรู้ว่าเธอทำอะไรบ้าง”

“ฮึ่มมม ถ้าเป็นอย่างนั้นได้ก็ดี! ถ้าผมรู้ว่าคุณมีความคิดแบบอื่นกับน้องสาวของผมล่ะก็ ต่อให้เราคุ้นเคยกันก็เถอะ วางใจได้เลยว่าผมจะซ้อมคุณจนถึงขั้นที่คุณลุกขึ้นมาไม่ถูกเลยทีเดียวแหละ!” หลัวชวนฉิงคำรามด้วยน้ำเสียงข่มขู่

“รู้แล้ว รู้แล้ว” จางเซวียนพยักหน้าพร้อมกับยิ้มเจื่อนๆ

ต้องมาถูกว่าที่พี่ชายภรรยาในอนาคตข่มขู่เอา นี่มันหมายความว่าอย่างไร!

ในเวลาเดียวกัน เขาก็รู้สึกดีใจอย่างมากที่ยั้งปากตัวเองเอาไว้ทัน ไม่อย่างนั้นก็คงจะต้องลงไปนอนฟกช้ำดำเขียวทั้งตัวอยู่กับพื้นแล้ว

“เอาล่ะ เลิกพูดเรื่องนี้กันเถอะ” อวิ๋นเหลียนไห่หัวเราะหึๆก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง “ปรมาจารย์จาง ในรุ่นของคุณน่ะ นอกจากจางหยู่ ยังมีนักเรียนอีกคนหนึ่งที่มีความสามารถมากทั้งๆที่ไม่ได้มาจากตระกูลนักปราชญ์ ถ้าผมจำไม่ผิด เขาชื่อฟงสืออี้! คุณรู้จักเขาหรือเปล่า?”

“ฟงสืออี้? ผมรู้จักเขา เขาได้อันดับ 1 ในการทดสอบครั้งนี้ ตามที่ผมรู้มา ดูเหมือนเขาจะเป็นศิษย์สายตรงของหนึ่งในผู้อาวุโสของสภาปรมาจารย์สำนักงานใหญ่”

“ใช่ มีผู้อาวุโสผู้ยิ่งใหญ่อยู่ 3 คนในสภาปรมาจารย์สำนักงานใหญ่ และตำแหน่งที่อยู่ของพวกเขาก็มักจะเป็นความลับ การได้เป็นศิษย์สายตรงของเขานั้น ต้องบอกว่าฟงสืออี้โชคดีมาก ยิ่งไปกว่านั้น ผู้อาวุโสที่ดูแลเขายังเป็นผู้อาวุโสที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดา 3 ผู้อาวุโสผู้ยิ่งใหญ่ด้วย, ปรมาจารย์หยาง!” อวิ๋นเหลียนไห่ตั้งข้อสังเกตด้วยความอิจฉา

“ปรมาจารย์หยาง?” ชื่อที่คุ้นหูทำให้จางเซวียนหันหน้าไปมองอวิ๋นเหลียนไห่โดยสัญชาตญาณ

“ใช่แล้ว ปรมาจารย์หยาง, หยางชวน!” อวิ๋นเหลียนไห่ตอบ

“หยางชวน?” จางเซวียนถึงกับตัวแข็ง

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version