ตอนที่ 1381 ปะทะฟงสืออี้
ฟงสืออี้เป็นผู้ได้อันดับ 1 ในการทดสอบประตูขุนเขา โดดเด่นกว่าแม้แต่จางหยู่จากตระกูลจาง
จางเซวียนเคยพบเขาครั้งหนึ่งระหว่างการรวมตัวกันของนักเรียนในโซนหัวกะทิก่อนที่จะถูกหลัวชวนฉิงพาตัวไปอย่างกะทันหัน
ก่อนหน้านี้ เขารู้เพียงแค่ว่าฟงสืออี้เป็นศิษย์สายตรงของผู้อาวุโสสุดยอดคนหนึ่งจากสภาปรมาจารย์สำนักงานใหญ่ แต่ระหว่างการเดินทางตามล่าน้ำเต้าตงฉู่ ก็ได้รู้จากคนอื่นๆ ว่าแท้ที่จริงเขาเป็นศิษย์สายตรงของหยางชวน หรือในอีกแง่หนึ่ง บุคคลสมมติที่เขาใช้ชื่ออีกฝ่ายตลอดมา!
และการที่ฟงสืออี้มารอเขาอยู่หลายวันนั้น…
คงไม่ใช่ว่าอีกฝ่ายค้นพบว่าเขาปลอมแปลงตัวตนและมาที่นี่เพื่อจะมาสอบสวนเขาหรอกนะ?
“เขา…พูดหรือเปล่าว่ามาตามหาผมทำไม?” จางเซวียนถามอย่างร้อนใจ
หากมาเฉพาะฟงสืออี้ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าหยางชวนมาด้วยล่ะก็ เขาคงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องเผ่น
ในฐานะผู้อาวุโสสูงสุดที่แข็งแกร่งที่สุดและทำตัวเป็นปริศนาที่สุดของสภาปรมาจารย์สำนักงานใหญ่ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหยางชวนจะต้องเป็นนักรบที่เหนือกว่าระดับเซียนขั้น 9 ไม่มีทางที่เขาจะรับมือกับคนระดับนั้นได้
“อ๋อ เขาไม่ได้พูดอะไร แต่เขาอดทนมากเลยนะ ทั้งที่รู้ว่าคุณไม่อยู่ ก็ยังไม่ยอมกลับไป ยืนกรานที่จะรออยู่ที่นี่มา 2-3 วันแล้ว…” ซุนฉางพูดพร้อมกับขมวดคิ้ว
“นั่นเป็นความพยายามที่จะต้อนเราให้จนมุม…” จางเซวียนอ้าปากค้าง
ที่ผ่านมา เขาไม่เคยพูดจากับฟงสืออี้มาก่อน ดังนั้น นอกจากเรื่องที่ว่าเขาเป็นศิษย์สายตรงของหยางชวน ก็ไม่น่ามีเรื่องอื่นที่จะทำให้อีกฝ่ายตั้งใจมารอเขาหลายวันขนาดนี้
“อ้อ จางจิ่วเซี่ยวก็อยู่ด้วยนะ เหมือนกับฟงสืออี้นั่นแหละ เขารอคุณมาหลายวันแล้ว” ซุนฉางพลันนึกอีกเรื่องหนึ่งได้และรายงาน
“จิ่วเซี่ยว? เขามาทำอะไรที่นี่ เขารู้จักมักคุ้นกับฟงสืออี้หรือ?” จางเซวียนถึงกับชะงัก
จางจิ่วเซี่ยวเป็นแค่นักเรียนในโซนทั่วไป เข้าถึงแค่เงื่อนไขพื้นฐานของการเป็นนักเรียนในปูชนียสถานนักปราชญ์เท่านั้น ดูเหมือนเขาไม่น่าจะมีโอกาสคุ้นเคยกับอัจฉริยะหมายเลข 1 ของโซนหัวกะทิได้
“นายน้อย คุณจะพบพวกเขาหรือเปล่า? ไม่อย่างนั้น ผมก็จะส่งข้อความไปบอกพวกเขาว่าคุณกำลังอยู่ระหว่างการปลีกวิเวก” ซุนฉางเสนอเมื่อเห็นอาการอิหลักอิเหลื่อของจางเซวียน
“ไม่เป็นไร ผมจะพบพวกเขา” จางเซวียนตอบ
อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ไม่มีประโยชน์ที่จะยื้อเรื่องราวต่างๆ ออกไป เขาควรจะพบอีกฝ่ายเพื่อให้ได้รู้ว่าอีกฝ่ายตั้งใจจะทำอะไร
อีกอย่าง เมื่อพิจารณาจากการที่ศาลเจ้าแห่งผู้หยั่งรู้และสมาคมผู้พลิกฟื้นจิตวิญญาณพังพินาศไปแล้ว อีกฝ่ายก็คงจะได้รู้ข่าวเรื่องนี้พร้อมกับข่าวการกลับมาของเขา คงไม่มีทางที่เขาจะซ่อนตัวจากใครๆ ได้อีกต่อไป
เมื่อตัดสินใจได้ จางเซวียนก็เดินออกมายังห้องโถงใหญ่โดยไม่ลังเล
เมื่อเข้าไป ก็เห็นชายหนุ่มสองคนนั่งรออยู่อย่างอดทนในที่นั่งของแขก คนหนึ่งลุกขึ้นยืนอย่างตื่นเต้นเมื่อเห็นเขาและร้องว่า “ปรมาจารย์จาง ในที่สุดคุณก็กลับมาเสียที! คุณทำให้พวกเรารอตั้งนาน ผมเชื่อว่าคุณคงคุ้นเคยกับศิษย์พี่ฟงคนนี้แล้ว ผมนึกไม่ถึงเลยว่าเขาจะเป็นศิษย์สายตรงของปรมาจารย์หยางเช่นกัน ในเมื่อมาจากสายเดียวกับคุณ ผมจึงตั้งใจพาเขามาพบคุณเป็นพิเศษ…”
แน่นอนว่าชายหนุ่มที่เพิ่งลุกขึ้นยืนคือจางจิ่วเซี่ยว
“ศิษย์สายตรงของปรมาจารย์หยาง?” จางเซวียนทวนคำพร้อมถลึงตาใส่จางจิ่วเซี่ยว
ถ้าความคิดฆ่าคนได้ จางจิ่วเซี่ยวคงจะตายเป็นร้อยเป็นพันหนแล้ว
ตลอดเวลาที่ผ่านมา จางเซวียนสงสัยมาตลอดว่าใครเป็นตัวการเปิดเผยเรื่องที่เขาเป็นศิษย์สายตรงของหยางชวน ใครจะไปคิดว่าตัวการคือคนใกล้ตัวนี่เอง!
จางจิ่วเซี่ยวอยู่ในเมืองหลวงแห่งจักวรรดิฉิงหย่วนในช่วงเวลาเดียวกับเขา ทั้งยังสนิทสนมกับปรมาจารย์อู๋และคนอื่นๆ การที่จะไต่ถามเรื่องครูบาอาจารย์ของจางเซวียนก็ไม่ใช่เรื่องยาก
ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เขาจะรู้ความสัมพันธ์ระหว่างจางเซวียนกับ ‘หยางชวน’
ไอ้การจะรู้ก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่…มันเรื่องอะไรที่จะต้องเอาไปพูดกับคนอื่นด้วย
ถ้า…สมมุตินะ ถ้าเรื่องนี้เข้าหูปรมาจารย์หยางตัวจริงล่ะก็ เขาไม่พังพินาศหรือ?
จางเซวียนนวดหว่างคิ้วอย่างหงุดหงิด ความโกรธพลุ่งขึ้นมา แต่ก็หาที่ระบายไม่ได้ สุดท้ายจึงได้แต่กดข่มความเดือดดาลไว้และหัวเราะเจื่อนๆ “คุณ…เป็นศิษย์สายตรงของปรมาจารย์หยางเช่นกันหรือ?”
ฟงสืออี้ลุกขึ้นยืน และแทนที่จะตอบคำถาม เขายกมือขึ้นและผายมือไปที่ใจกลางห้อง “ผมอยากขอท้าดวลกับคุณ”
“ท้าดวล?” จางเซวียนถามพร้อมกับขมวดคิ้ว
“ใช่แล้ว” ฟงสืออี้ไม่เสียเวลาอธิบายเจตนา เขาขับเคลื่อนพลังปราณ และรังสีอันเข้มข้นก็สั่นสะเทือนออกจากตัวเขา พร้อมที่จะทำลายอากาศที่อยู่โดยรอบให้แหลกเป็นชิ้นๆ
“นี่มัน…พื้นที่ลวงตาขั้นต้น?” จางเซวียนตาโตด้วยความประหลาดใจ
ครั้งล่าสุดที่เขาพบฟงสืออี้ อีกฝ่ายยังเป็นนักรบสุดยอดการควบคุมขั้นสูง แต่ในระยะเวลาอันสั้นเพียง 20 วัน เขาก็ยกระดับวรยุทธขึ้นได้ถึง 2 ขั้น มาถึงขั้นพื้นที่ลวงตาขั้นต้นแล้ว ช่างน่าสะพรึงเหลือเกิน!
แม้ด่านคอขวดที่นักรบจะต้องก้าวข้ามเพื่อให้สำเร็จวรยุทธขั้น 7 พื้นที่ลวงตาจะมีความยากเย็นน้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับขั้น 8 การแบ่งแยกมิติ แต่ก็ยังถือว่าเหลือเชื่อสำหรับนักรบคนหนึ่งที่จะทำได้ภายในระยะเวลาเพียง 20 วัน
ที่น่าอัศจรรย์กว่านั้นคือ อีกฝ่ายมีอายุเพียง 20 กว่าๆ เท่านั้น น่าจะตกราว 24 หรือ 25 ปี ด้วยความปราดเปรื่องระดับนี้ ไม่นานเขาก็คงจะได้เป็นเจ้าสำนักที่ไหนสักแห่งในทวีปแห่งปรมาจารย์
เห็นความลังเลของจางเซวียน ฟงสืออี้หัวเราะอย่างเย็นชาและพูดว่า “ผมยกระดับวรยุทธได้ระดับหนึ่งในช่วงเวลานี้ แต่ดูเหมือนคุณก็พัฒนาได้มากเช่นกัน ครั้งล่าสุดที่เราพบกัน คุณยังเป็นนักรบการละทิ้งช่องว่างขั้นต้นอยู่เลย แต่ผ่านไปเพียง 20 วัน คุณก็กลายเป็นนักรบการละทิ้งช่องว่างขั้นสูงสุดแล้ว คุณเอาชนะจางจั๋วและคนอื่นๆ ได้ด้วยวรยุทธการละทิ้งช่องว่างขั้นต้น เพราะฉะนั้นตอนนี้คุณย่อมแข็งแกร่งกว่าเดิมแล้วใช่ไหม? ในเมื่อคุณไม่ลังเลที่จะท้าทายคนจากตระกูลจาง ทำไมถึงลังเลที่จะสู้กับผมล่ะ?”
ถึงจางเซวียนจะประหลาดใจกับอัตราการยกระดับวรยุทธของฟงสืออี้ แต่อีกฝ่ายก็ประหลาดใจกับเขาเช่นกัน
ฟงสืออี้จำได้ว่าจางเซวียนเป็นแค่นักรบจิตวิญญาณต้นกำเนิดขั้นสูงสุดตอนที่เข้ารับการทดสอบประตูขุนเขา แต่ภายในเวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งเดือน ระดับวรยุทธของเขาก็พุ่งขึ้นไปอีก 1 ขั้นเต็มๆ เป็นการละทิ้งช่องว่างขั้นสูงสุด ด้วยอัตราการยกระดับวรยุทธขนาดนี้ แม้แต่ตัวเขาก็ยังเทียบไม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้น อีกฝ่ายก็ยังมีประสิทธิภาพการต่อสู้ถึงขนาดที่สามารถท้าทายนักรบที่มีระดับขั้นเหนือกว่าเขาได้ด้วย อย่างที่ได้เห็นจากการที่เขาเอาชนะจางจั๋วกับคนอื่นๆ
อันที่จริง ความตั้งใจเดิมของฟงสืออี้คือมาพบจางเซวียนด้วยเรื่องข่าวลือที่ว่าเขาเป็นศิษย์สายตรงของหยางชวน แต่เมื่อได้รู้ถึงความอัศจรรย์ต่างๆ นานาของอีกฝ่าย เลือดของเขาก็พลุ่งพล่านด้วยความตื่นเต้น และเกิดความอยากที่จะท้าดวลกับอีกฝ่ายขึ้นมาทันที
“ในเมื่อคุณร้องขอด้วยความจริงใจ ก็คงไม่สุภาพนักหากผมจะปฏิเสธ” รู้ดีว่าไม่มีทางปัดเรื่องนี้ทิ้งไปได้ จางเซวียนเดินไปยังส่วนกลางห้องและผายมือ “เชิญตามสบาย”
ตราบใดที่หยางชวนไม่ได้ปรากฏตัว ก็ไม่มีอะไรที่เขาจะต้องหวาดกลัว
คมมีดจ่ออยู่ที่คอหอยของเขาแล้ว ไม่ว่าเขาจะผลักมันออกไปหรือถอยห่างอย่างไรก็ไม่มีประโยชน์ ดังนั้นจึงต้องตอบโต้
ถ้าฟงสืออี้อยากจะมีเรื่องกับเขา เขาก็จะต้องเอาชนะหมอนั่นให้ได้!
เห็นจางเซวียนตอบรับการดวล ฟงสืออี้ก้าวออกมาและสะบัดข้อมือเบาๆ
ฟึ่บ!
อาณาเขตแผ่กระจายไปทั่วทั้งห้องโถงใหญ่นั้น การรับรู้จิตวิญญาณใดๆ ที่พยายามจะซึมซาบเข้าสู่ปราการนั้นจะหายวับไปในทันที ราวกับตกไปอยู่ในมิติอื่น ในเวลาเดียวกัน ฟงสืออี้ก็คว่ำฝ่ามือลง ทำให้เกิดพลังการโจมตีที่แข็งทื่อไปทั่วพื้นที่โดยรอบ คู่ต่อสู้จะรู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่ท่ามกลางพื้นที่สูญญากาศ ไม่อาจหายใจได้สะดวก
“แข็งแกร่งจริงๆ” จางเซวียนหรี่ตา
แม้ฟงสืออี้จะเป็นแค่นักรบพื้นที่ลวงตาขั้นต้น แต่พละกำลังที่เขาแสดงออกมานั้นเทียบเท่ากับนักรบพื้นที่ลวงตาขั้นสูงอย่างปี้หงอิงเลยทีเดียว
แน่นอนว่าปี้หงอิงยังอ่อนด้อยกว่าเมื่อเทียบกับหลัวชวนฉิงและคนอื่นๆ แต่ในระดับของเธอ เธอก็ถือได้ว่าเป็นอัจฉริยะชั้นยอดของปูชนียสถานนักปราชญ์ เหนือชั้นกว่านักเรียนอีกหลายคน…การที่ฟงสืออี้มีพละกำลังเทียบเท่ากับเธอทั้งที่มีวรยุทธอ่อนด้อยกว่าถึง 2 ขั้นนั้นถือว่าเป็นนักรบที่น่าสะพรึงมาก
จางเซวียนเกิดความแน่นหน้าอก เขารู้ดีว่าจะต้องตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายกว่านี้หากยังคงล่าถอย จึงคำรามลั่น “จัดการ!”
เสียงของเขามีพลังราวกับค้อนทุบลงบนจิตวิญญาณ ราวกับเป็นลูกบอล ในทันทีนั้น รอยร้าวก็ลุกลามไปทั่วอาณาเขตก่อนที่มันจะแตกสลายไปพร้อมกับเสียงดังสนั่น
ด้วยการศึกษาหนังสือเกี่ยวกับมือบรรเลงบทเพลงปีศาจที่ปี้หงอิงนำมา เขาได้ทำความเข้าใจและเชี่ยวชาญในบทเพลงบรรเลงปีศาจจนถึงระดับของมือบรรเลงบทเพลงปีศาจระดับ 8 ดาวแล้ว แต่ยังไม่อาจสำแดงพละกำลังเต็มพิกัดของมือบรรเลงบทเพลงปีศาจระดับ 8 ดาวได้เพราะข้อจำกัดของวรยุทธ แต่ถึงอย่างนั้น การโจมตีของเขาก็ถือว่าน่าสะพรึง หากปราศจากสภาวะจิตที่เข้มแข็ง ก็คงไม่อาจต้านทานมันได้
หลังจากทำลายอาณาเขตด้วยการคำราม จางเซวียนก็กระดิกนิ้วและส่งกระแสดาบฉีเข้าใส่ฟงสืออี้
รู้ดีว่าวรยุทธของตัวเองนั้นต่ำกว่าอีกฝ่ายมาก ถือเป็นเรื่องอันตรายหากเขาจะยื้อต่อไป จางเซวียนจึงรวบรวมพละกำลังสูงสุดของแก่นเพลงดาบที่เน้นการโจมตีและพุ่งเข้าโจมตีอีกฝ่าย
ซรืดดดดด!
ในระหว่างการโจมตีนั้น กระแสดาบฉีระเบิดพื้นที่โดยรอบไปทั่ว ทำให้เกิดสภาพเป็นเหมือนทะเล มันไม่ใช่ดาบฟาดฟันทะเลของเคล็ดวิชาวิชาสามดาบแห่งหลินชู่ แต่การผสมผสานกันของกระแสแสดาบฉีนับไม่ถ้วนภายในทะเลนั้นถือว่าน่ายำเกรงไม่เบา มันรวมตัวกันเหมือนกับน้ำวนและปะทะเข้ากับฟงสืออี้ด้วยพละกำลังมหาศาล
“ไร้เทียมทานจริงๆ !” ฟงสืออี้ตาโตเมื่อเห็นท่วงท่านั้น “ภายใต้สถานการณ์ปกติ ไม่มีทางที่นักรบซึ่งมีวรยุทธต่ำกว่าระดับเซียนขั้น 7 จะต้านทานอาณาเขตของนักรบพื้นที่ลวงตาได้เพียงแค่ใช้การคำราม แต่เขาก็ทำลายอาณาเขตของเราได้ก่อนจะสร้างอาณาเขตของตัวเองขึ้นอีกครั้งโดยใช้กระแสดาบฉีเพื่อกดข่มเรา…”
เหตุผลที่นักรบสุดยอดการควบคุมมีความทรงพลังนั้นก็เพราะพวกเขาสามารถสั่งการได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดภายในอาณาเขตของตัวเอง
ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นแค่นักรบการละทิ้งช่องว่างขั้นสูงสุด ยังไม่ได้สำเร็จการสร้างอาณาเขต ก็ย่อมถือว่าตกอยู่ในสภาพเสียเปรียบหากเผชิญหน้ากับเขา ในแง่นั้น อีกฝ่ายจึงเลือกใช้การสร้างอาณาเขตด้วยกระแสดาบฉีเพื่อบรรเทาพละกำลังของเขาที่จะพุ่งเข้าใส่
นั่นเป็นกระบวนท่าที่เขานึกไม่ถึงมาก่อน ช่างเป็นความชาญฉลาดจริงๆ !
ฟึ่บ!
ทันทีที่กระแสดาบฉีพุ่งเข้าใส่ ฟงสืออี้ก็ถูกบีบให้ถอยไป 2 ก้าว
ส่วนอีกด้านหนึ่ง จางเซวียนก็ถอยไป 8 ก้าวเช่นกัน
ในการปะทะเพียงช่วงสั้นๆ นี้ ก็ชัดเจนแล้วว่าใครที่เป็นผู้ได้เปรียบในแง่ของพละกำลัง
“สำหรับคนที่มีวรยุทธต่ำกว่าผมถึง 2 ขั้น แล้วสามารถต้านทานการโจมตีของผมได้ ต้องยอมรับว่าคุณเก่งกาจมาก แต่มาดูกันว่าคุณจะทำได้แบบนี้ด้วยหรือเปล่า!” ฟงสืออี้นัยน์ตาเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น เขาพุ่งเข้าใส่จางเซวียนอีกครั้ง
ฟิ้ววว!
ร่างของเขาเปลี่ยนเป็นภาพลวงตาอย่างรวดเร็ว ภายในชั่วพริบตา เขาก็ข้ามระยะทาง 10 เมตรมายืนตรงหน้าจางเซวียน
“ความเร็วของเขาช่างเหลือเชื่อ…” จางเซวียนถึงกับระแวง
ในแง่ของความเร็วฉับพลัน อีกฝ่ายไม่ได้ด้อยไปกว่าศิลปะการเคลื่อนไหวเทียบฟ้าเลย
เหตุผลที่หลัวชวนฉิงเคลื่อนไหวได้เร็วกว่าเขาก็เพราะระดับวรยุทธที่สูงกว่าและความสามารถในการควบคุมกฎเกณฑ์แห่งมิติ แต่สำหรับฟงสืออี้ที่เคลื่อนไหวได้รวดเร็วเช่นกันนั้น…สมกับเป็นศิษย์สายตรงของปรมาจารย์หยาง, อัจฉริยะจากสภาปรมาจารย์สำนักงานใหญ่ ความสามารถของเขาคู่ควรกับตำแหน่งของเขาจริงๆ !
จากการปะทะครั้งก่อน ชัดเจนว่าเป็นการไม่ฉลาดนักหากจางเซวียนจะเผชิญหน้ากับการโจมตีของฟงสืออี้โดยตรง เพราะความเหลื่อมล้ำในพละกำลังของพวกเขา ดังนั้น เพื่อตอบโต้การเคลื่อนไหวอย่างกะทันหันของอีกฝ่าย จางเซวียนจึงสำแดงศาสตร์แห่งการเคลื่อนไหวเทียบฟ้าเพื่อล่าถอย
แต่ถึงจะถอยได้รวดเร็วขนาดไหน การเดินหน้าของฟงสืออี้ก็เร็วกว่า อีกฝ่ายยื่นนิ้วออกมา ดูเหมือนพร้อมจะจิ้มลำคอของเขาให้เป็นรูได้ทุกขณะ
จางเซวียนเปลี่ยนศิลปะการเคลื่อนไหวไปหลายรูปแบบ หวังว่าจะทำให้ฟงสืออี้วอกแวก แต่ก็ราวกับเป็นเงาตามตัว อีกฝ่ายตามติดจนเขาเริ่มตื่นตระหนกขึ้นทีละน้อย
“ถ้าเป็นแบบนี้ เราต้องแพ้แน่…”
ถึงจางเซวียนจะสามารถปัดป้องไม่ให้นิ้วของอีกฝ่ายเข้ามาใกล้ลำคอของเขาได้ แต่ก็เสี่ยงกับการที่จะสูญเสียการควบคุมได้ทุกขณะ ไม่ช้าเขาก็คงจะแพ้
“เราต้องยอมเสี่ยง!” จางเซวียนสูดหายใจลึกและตัดสินใจ นัยน์ตาของเขาเด็ดเดี่ยวขึ้นมาทันที
เขาหยุดกึกขณะที่เกร็งกล้ามเนื้อบริเวณลำคอ
ฟึ่บ!
การหยุดชะงักอย่างกะทันหันทำให้นิ้วของฟงสืออี้จิ้มเข้าไปที่ลำคอของจางเซวียน แต่สิ่งที่คาดหวังไว้ไม่ได้เกิดขึ้น กลับตรงกันข้าม เกิดเสียงราวกับอาวุธปะทะกับโลหะดังขึ้น
เคล็ดวิชาร่างนวโลหะ!
หลังจากร่ำเรียนเคล็ดวิชาร่างนวโลหะที่ประมวลขึ้นใหม่จากหนังสือเทคนิควรยุทธของหยวนเสี่ยวแล้ว กายเนื้อของเขาก็แข็งแกร่งขึ้นมาก เทียบได้กับของล้ำค่าระดับกึ่งเซียนขั้นสูงเลยทีเดียว
พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ถ้าฟงสืออี้ไม่ได้มีอาวุธระดับเซียนขั้นสูงอยู่ในมือ ก็ไม่มีทางที่จะทำให้เขาได้รับบาดเจ็บได้
“ถึงตาเราแล้ว!”
ฟงสืออี้กำลังชะงักกับนิ้วของเขาที่ไม่อาจทำอันตรายลำคอของจางเซวียนได้ รู้ดีว่านี่เป็นโอกาสที่จะโจมตี จางเซวียนจึงกำหมัดแน่นและปล่อยหมัดนั้นออกไป
หมัดนั้นไม่ได้มีเพียงพละกำลังจากพลังปราณ แต่ยังเป็นพละกำลังจากกายเนื้อและจิตวิญญาณของเขาด้วย แม้จะยังไม่ทันถึงที่หมาย อาณาเขตของพื้นที่ลวงตาของอีกฝ่ายก็แตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เหมือนกับฟองสบู่ที่แตกออก
“คุณ…เป็นแบบนี้ไปได้อย่างไร?” ฟงสืออี้ถึงกับงงงัน
