Skip to content

Library Of Heaven’s Path 1384


ตอนที่ 1384 ศิลปะเพลงดาบฝ้ายปลิว

“คุณ…”

นึกไม่ถึงว่าจะถูกสอยร่วงจากการต่อยครั้งเดียวของฟงสืออี้ ทั้งที่ตัวเขาใช้พละกำลังเต็มพิกัดแล้ว จางหยู่พยายามดึงตัวเองขึ้นจากพื้นและจ้องหน้าฟงสืออี้ด้วยแววตาคลุ้มคลั่ง

เขาคือบุคคลที่ได้รับพรจากสวรรค์ แม้แต่ในตระกูลอันทรงพลังอย่างตระกูลจาง ก็เป็นที่รู้กันว่าเขาคือผู้ไร้เทียมทานในระดับอายุของเขา เขาคิดว่าต่อให้ตัวเองจะเทียบชั้นกับฟงสืออี้ไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็คงต่อสู้กันได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ ใครจะไปคิดว่าเขาจะถูกสอยร่วงตั้งแต่ยังไม่ได้ขึ้นสังเวียนด้วยซ้ำ!

และที่สำคัญ ยังถูกมองด้วยสายตาดูถูกดูหมิ่นด้วย!

อาการเหยียดหยามของฟงสืออี้ทำให้เขาเกรี้ยวกราดอยู่ข้างใน

แต่ถึงจะโมโหขนาดไหน จางหยู่ก็รับรู้ได้อย่างรวดเร็วว่าฟงสืออี้สำเร็จวรยุทธขั้น 7-พื้นที่ลวงตาแล้ว นำหน้าเขาไปก้าวหนึ่ง แม้จะเป็นเพียงก้าวเล็กๆ แต่ความแตกต่างระหว่างทั้ง 2 ขั้นนั้นก็ถือว่าไม่อาจเทียบกันได้

จางหยู่พยายามระงับอารมณ์ไว้ ในสมองของเขาเกิดความสงสัยขึ้นมากมาย “ถ้าฟงสืออี้สำเร็จวรยุทธขั้นพื้นที่ลวงตาแล้วจริงๆ ทำไมถึงยังอยากท้าทายปรมาจารย์จาง?”

ถ้าจางเซวียนแข็งแกร่งพอๆ กับพวกเขา ก็ยังพอเข้าใจได้ว่าทำไมฟงสืออี้ถึงพยายามจะท้าทายจางเซวียนเพื่อสำแดงแสนยานุภาพของตัวเอง แต่การที่อีกฝ่ายสำเร็จวรยุทธขั้นพื้นที่ลวงตาแล้ว ก็ย่อมถือเป็นนักรบชั้นสูงของปูชนียสถานนักปราชญ์ แม้แต่ศิษย์พี่บางคนก็ยังรับมือกับเขาไม่ไหว ดูไม่สมเหตุสมผลเลยที่ฟงสืออี้จะมาเดือดร้อนกับนักเรียนใหม่เพียงคนเดียว ทั้งที่ตัวเขาเองก็มีพละกำลังมากมาย

พลั่ก!

ขณะที่จางหยู่กำลังสับสน ก็เกิดเสียงดังลั่น แล้วร่างหนึ่งก็กระเด็นลงมากองอยู่ข้างๆ เขา

นั่นคือจางจั๋ว ซึ่งเขาคิดว่าจะเอาชนะเฉิงเล่อเหยาได้โดยปราศจากปัญหา!

ตอนนี้ จางจั๋วหัวหน้าบวมเหมือนหัวหมู เป็นสภาพที่ดูไม่ได้อย่างแรง รังสีอันดุเดือดที่เขาแผ่ออกมาก่อนหน้านี้หายวับไปอย่างไร้ร่องรอย เขากองอยู่กับพื้นด้วยท่วงท่าประหลาด

จางหยู่เลิกคิ้วขึ้นทันทีอย่างไม่อยากเชื่อ เขารีบหันไปที่สังเวียนและเห็นเฉิงเล่อเหยาเดินลงจากสังเวียนด้วยใบหน้าซีดเผือดเล็กน้อย แต่นัยน์ตาของเธอนั้นลิงโลด เธอมุ่งหน้าไปที่จางเซวียนก่อนจะประสานมือและโค้งคำนับให้อย่างงาม

“เป็นไปไม่ได้…นี่มันเป็นไปไม่ได้! เธอเอาชนะจางจั๋วได้อย่างไร?”

การที่เขาถูกฟงสืออี้สอยกระเด็นในหมัดเดียวนั้นยังพอเข้าใจได้ เพราะถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นนักรบพื้นที่ลวงตาแล้ว แต่จางจั๋วถือไพ่เหนือกว่าในการต่อสู้ด้วยซ้ำ! น่าหงุดหงิดเหลือเกินที่ต้องลงเอยแบบนี้!

พูดได้เลยว่าความพ่ายแพ้ของจางจั๋วนั้นเหลือเชื่อเสียยิ่งกว่าความพ่ายแพ้ของเขาเสียอีก

“เป็นไปไม่ได้?” เมื่อได้ยินคำนั้น เฉิงเล่อเหยายืดอกขึ้นอย่างโกรธเกรี้ยวและคำราม “ถ้าฉันยังเอาชนะจางจั๋วไม่ได้ทั้งที่ได้รับคำชี้แนะจากปรมาจารย์จางแล้ว นั่นจะไม่หมายความว่าฉันใช้เวลาไปโดยเสียเปล่าหรือ? คำชี้แนะของปรมาจารย์จางไม่ใช่สิ่งที่ใครจะเรียนรู้ก็ได้นะ!”

จางเซวียนเป็นท่านอาจารย์ของหัวหน้าน้อยของพวกเธอ ถือเป็นการดูถูกกันอย่างมากที่เปรียบเทียบคำชี้แนะของเขากับคนที่ไม่ได้สำคัญอะไรเลยอย่างจางหยู่

“แต่…” จางหยู่กำหมัดแน่นอย่างไม่พอใจ

การที่เขาจะพ่ายแพ้นักรบพื้นที่ลวงตาอย่างฟงสืออี้ก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ถึงกับแพ้นักรบการละทิ้งช่องว่างด้วย…เขารับไม่ได้ เรื่องนี้เขารับไม่ได้!

ไม่ได้การละ สุดท้ายใครๆ ก็คงจะรู้ว่าเราให้คำชี้แนะจางจั๋ว แล้วชื่อเสียงของเราจะป่นปี้แค่ไหนเมื่อรู้ว่าเราพ่ายแพ้ให้กับคนอ่อนแอกว่าอย่างจางเซวียน? จางหยู่หรี่ตาอย่างดุร้าย

เราควรท้าเขาดวลดีไหม? หากเราเอาชนะเขาได้ด้วยพละกำลัง ก็จะกลบข่าวลือพวกนั้นได้…

ถึงตอนนี้ เสียงของฟงสืออี้ดังมาจากสังเวียนอีกครั้ง “ปรมาจารย์จาง แสดงให้ผมดูหน่อยสิว่าพละกำลังเต็มพิกัดของคุณนั้นไร้เทียมทานอย่างที่คุณพูดหรือเปล่า!”

“ได้เลย” เห็นอีกฝ่ายตั้งหน้าตั้งตาจะทดสอบพละกำลังของเขาให้ได้ จางเซวียนกระโจนขึ้นไปบนสังเวียนอย่างไม่ลังเลและเคาะนิ้วไปข้างหน้า

ฟิ้ววววว!

ดาบกว่า 100 เล่มพุ่งออกมาล้อมรอบตัวเขา ทุกเล่มชี้ไปที่ฟงสืออี้ แต่ละเล่มมีรังสีอันน่าเกรงขาม

“เยี่ยมมาก!” เมื่อรู้สึกได้ถึงความทรงพลังของศิลปะเพลงดาบ ฟงสืออี้ไม่กล้าดูถูกมันอีกต่อไป

เขารีบใช้ดาบในมือวาดรูปครึ่งวงกลมและใช้เป็นสื่อกลางในการปล่อยกระแสดาบฉีของเขา สร้างสิ่งที่เหมือนกับปราการแสงขึ้น

“นั่นคือ…ศิลปะเพลงดาบฝ้ายปลิวของสภาปรมาจารย์สำนักงานใหญ่ใช่ไหม?” จางหยู่อุทานอย่างเคร่งขรึม

“ศิลปะเพลงดาบฝ้ายปลิว?” ใครคนหนึ่งท่ามกลางฝูงชนถามขึ้นด้วยความสงสัย

“มันเป็นเทคนิคการต่อสู้ระดับเซียนขั้นสูงที่ถูกคิดค้นขึ้นโดยปรมาจารย์คนหนึ่งในสภาปรมาจารย์สำนักงานใหญ่ ขณะที่กำลังเฝ้ามองปุยฝ้ายที่ร่วงหล่นจากกลางอากาศ ในแง่ของการป้องกันตัว จัดเป็นรองเพียงแค่ศิลปะเพลงดาบน้ำไหลของหัวหน้าปูชนียสถานคนที่ 3 เท่านั้น เมื่อถูกสำแดงออกมา โลกที่เต็มไปด้วยปุยฝ้ายซึ่งปลิวอยู่จะเปลี่ยนไปราวกับดอกไม้ร่วง เกิดเป็นภาพที่เหมือนกับเทคนิคสุดยอดของสภาหยินหยาง นั่นคือเพลงดาบหิมะโปรย…” จางหยู่อธิบาย

ถึงตอนนี้ เขารู้แล้วว่าฟงสืออี้ทรงพลังขนาดไหน แม้จะยังไม่ได้ใช้พละกำลังในฐานะของนักรบพื้นที่ลวงตา แต่ก็แทบเป็นไปไม่ได้สำหรับเขาที่จะเอาชนะอีกฝ่ายได้เมื่อศิลปะเพลงดาบฝ้ายปลิวถูกเปิดใช้งานแล้ว

เว้นเสียแต่…เขาจะเปิดใช้งานความสามารถของสายเลือด

แต่หากไม่ใช่สถานการณ์ที่เหลื่อมล้ำระหว่างความเป็นความตาย ก็จะดีที่สุดหากไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพละกำลังนั้น ไม่อย่างนั้นเขาจะต้องสูญเสียพลังของตัวเองไปมากมายโดยไม่จำเป็น ถึงแม้เขาจะมีสถานภาพสูงส่งในตระกูลจาง ซึ่งทำให้เข้าถึงทรัพยากรได้มากและสามารถฟื้นตัวจากผลกระทบของการเปิดใช้งานสายเลือดได้อย่างรวดเร็ว แต่นั่นก็ยังถือเป็นปัญหาใหญ่

ทั้งที่เขามีความเข้าใจอย่างล้ำลึกในศิลปะเพลงดาบ ก็ยังเลือกที่จะใช้ศิลปะเพลงดาบที่เป็นการป้องกันตัวตั้งแต่แรก นั่นหมายความว่าจางเซวียนมีพละกำลังมากพอที่จะเล่นงานฟงสืออี้ได้อย่างนั้นหรือ?

ท่ามกลางความตกตะลึงของเขา จางหยู่ดูเหมือนจะดำดิ่งเข้าไปในความรู้สึกบางอย่าง เขาหันไปมองชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงข้ามฟงสืออี้ด้วยความสงสัย

ถ้าคนที่เก่งกาจอย่างฟงสืออี้เลือกที่จะใช้ศิลปะการป้องกันตัวตั้งแต่เริ่มดวล นั่นหมายความว่าจางเซวียนมีพลังมากกว่าเขาหรือเปล่า?

แต่ถึงจางเซวียนจะมีพลังมากแค่ไหน เขาก็เป็นแค่นักรบการละทิ้งช่องว่างเท่านั้น ถึงอย่างไรพละกำลังก็ย่อมมีข้อจำกัด จางหยู่ส่ายหน้าขณะหันกลับไปมองสังเวียนอีกครั้ง ไม่อยากพลาดการดวลแม้แต่พริบตาเดียว

เขาเห็นฟงสืออี้เคาะข้อมือซ้าย แล้ว ‘วิ้ง!’ กระแสพลังปราณก็ก่อตัวเป็นประกายแสงอยู่ตรงหน้า

“นั่นคือโล่กลุ่มดาวกระบวยใหญ่!” จางหยู่อ้าปากค้างอย่างไม่อยากเชื่อ

ถ้าศิลปะเพลงดาบฝ้ายปลิวของฟงสืออี้ทำให้เขางงงันมากพออยู่แล้ว การเปิดใช้ปราการแสงก็ยิ่งทำให้เขาคิดอะไรไม่ออกมากขึ้นอีก

โล่กลุ่มดาวกระบวยใหญ่เป็นศาสตร์ลับที่ปรมาจารย์ระดับ 9 ดาวคนหนึ่งของสภาปรมาจารย์สำนักงานใหญ่คิดค้นขึ้นขณะเฝ้าดูกลุ่มดาวทั้ง 7 ดวงซึ่งประกอบกันขึ้นเป็นกลุ่มดาวกระบวยใหญ่ เทคนิคนี้เป็นที่รู้กันถึงความสามารถในการป้องกันตัวสำหรับผู้ที่อยู่ในวรยุทธระดับเดียวกัน

ถึงกับสำแดงเทคนิคนี่พร้อมกันกับศิลปะเพลงดาบฝ้ายปลิว…ฟงสืออี้คิดจะป้องกันตัวเองจากอะไรกัน?

ฟึ่บ!

แต่ถึงอย่างนั้น ความตกตะลึงก็ยังไม่หยุด ฟงสืออี้กระดิกนิ้วและหักตราหยกที่อยู่ในแหวนเก็บสมบัติของเขา

‘วิ้ง!”

ลำแสงสีม่วงครอบคลุมไปทั่วร่าง

“นั่นคือเครื่องรางปกป้องที่หลอมโดยนักรบขั้นพื้นที่ลวงตา แม้มันจะไม่ทรงพลังเท่ากับเครื่องรางปกป้องกลุ่มดาว แต่ก็มากเกินพอที่จะรับมือกับการโจมตีของนักรบระดับเซียนขั้น 7 ได้…” จางหยู่อ้าปากค้าง

นี่พวกคุณกำลังสู้กันจริงๆ หรือเปล่า?

ทำไมฟงสืออี้ถึงงัดเครื่องมือป้องกันตัวออกมามากมาย ถึงกับใช้เครื่องรางปกป้องด้วย?

จางเซวียนน่าสะพรึงขนาดไหนกันถึงทำให้เขาหวาดกลัวได้ขนาดนั้น?

ครืดดดด!

ขณะที่จางหยู่กำลังสงสัย ร่างของฟงสืออี้ก็ขยายใหญ่ขึ้นอีกครั้ง ในชั่วพริบตา เขาก็ปรับเปลี่ยนกล้ามเนื้อจนกลายเป็นชายผู้มีร่างสูงใหญ่

“เดี๋ยวก่อน…นั่นมันศิลปะการปรับเปลี่ยนร่างกายคางคกทองคำของสภาปรมาจารย์สำนักงานใหญ่ใช่ไหม? ว่ากันว่ามันถูกคิดค้นขึ้นโดยปรมาจารย์คนหนึ่งขณะที่กำลังเฝ้าดูการฝึกวรยุทธของคางคกทองคำตัวหนึ่ง เทคนิคนี้จะทำให้ผู้นั้นมีผิวหนังที่หนาขึ้น สร้างความสามารถในการป้องกันตัวและเพิ่มพละกำลังด้วย!” จางหยู่แทบจะทึ้งผมด้วยความคลุ้มคลั่ง

“นี่เขากำลังป้องกันตัวเองจากอะไร!”

สิ่งแรกที่นักรบทุกคนจะต้องเริ่มเรียนรู้ก็คือวิธีการป้องกันตัว มีแต่ผู้ที่สามารถป้องกันตัวเองได้เท่านั้นถึงจะเอาชนะคู่ต่อสู้ได้ จางหยู่เข้าใจตรรกะข้อนี้ดี เขาจึงใช้เวลาบ่อยครั้งในการศึกษาศิลปะการป้องกันตัวที่มีอยู่ในโลก จึงมีความรู้ที่มากมายเอาการเกี่ยวกับศิลปะเหล่านี้

แต่…การใช้ศิลปะการป้องกันตัวอันน่าทึ่งมากมายพร้อมกันในครั้งเดียวนี่ แปลว่าฟงสืออี้เสียสติไปแล้ว หรือจางเซวียนร้ายกาจถึงขนาดที่ต้องใช้กลวิธีการป้องกันตัวหลายอย่างพร้อมๆ กันขนาดนี้?

“คุณพร้อมหรือยัง?” จางเซวียนไม่ใส่ใจความงุนงงของฝูงชนที่อยู่ด้านล่าง เขาถามยิ้มๆ

“ผมพร้อมแล้ว คุณเริ่มได้เลย” ฟงสืออี้สูดหายใจลึกก่อนพยักหน้า

แม้เขาจะรู้สึกว่าจางเซวียนน่าจะโอ้อวดเกินจริง แต่เพื่อปลอดภัยไว้ก่อน เขาจึงเลือกที่จะใช้กลวิธีป้องกันตัวทุกวิถีทางเท่าที่จะทำได้

“ดีเลย กอดตัวเองไว้ให้ดีนะ!” เมื่อพูดจบ จางเซวียนก็เคาะนิ้วไปข้างหน้า

พลังปราณในร่างกายของเขาซึมซาบเข้าสู่ดาบและพุ่งขึ้นสู่กลางอากาศ ในชั่วพริบตานั้น มันก็พุ่งเข้าหากัน รวมตัวขึ้นเป็นทะเลดาบฉีอันกว้างใหญ่ที่พร้อมจะทำให้ฟงสืออี้จมอยู่ภายในนั้น

“เอ่อ…” จางหยู่ถึงกับอ้าปากค้าง เขาถอยกรูดไป 8 ก้าวโดยไม่รู้ตัวขณะเหงื่อท่วม

เขาทำการคำนวณอย่างรวดเร็ว และพบว่าต่อให้ตัวเขาใช้พละกำลังเต็มพิกัดในการป้องกันตัว ก็ยังไม่อาจต้านทานการโจมตีครั้งนี้ได้

จางเซวียนเป็นแค่นักรบการละทิ้งช่องว่างจริงๆ หรือ?

ทำไมถึงมีประสิทธิภาพการโจมตีอันน่าทึ่งขนาดนี้?

จางหยู่ปากคอแห้งผากด้วยความหวาดกลัว เขามองเห็นทางหางตาว่าปรมาจารย์เฟยกำลังจ้องสังเวียนด้วยอาการอ้าปากค้าง และราวกับมีใครบีบคอเขาไว้ เขาตัวสั่นไม่หยุด

จางหยู่ประหลาดใจกับปฏิกิริยาของปรมาจารย์เฟย เขาหันไปถามปรมาจารย์เฟยว่า “คุณเองก็ต้านทานศิลปะเพลงดาบนั้นไม่ได้เหมือนกันหรือ?”

ปรมาจารย์เฟยหลับตาลงช้าๆ ก่อนจะส่ายหน้า ดูเหมือนกำลังระงับความพรั่นพรึงที่อยู่ในใจไว้ เขาตอบพร้อมกับยิ้มเจื่อนๆ “ผมเกรงว่าจะเป็นอย่างนั้น หากเขาสำแดงศิลปะเพลงดาบนี้กับผมในการดวลล่ะก็ มีโอกาสที่ผมอาจเสียชีวิตได้!”

“ทรงพลังขนาดนั้นเชียวหรือ?” นัยน์ตาของจางหยู่แทบถลน

โชคดีที่เขาไม่ได้ท้าทายจางเซวียนก่อนหน้านี้ ไม่อย่างนั้นคงจะต้องตกอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ยิ่งกว่าจางจั๋วหลายเท่า

“ไม่แปลกใจแล้วที่เขาทำให้จางชุนกับจางเฟิงพ่ายแพ้ได้…ผมไม่คิดเลยว่าตัวผมก็คงจะพ่ายแพ้เช่นกัน ชัดเจนแล้วว่าเขาคือคนที่น่าสะพรึงที่สุดในรุ่นของพวกคุณ!” ปรมาจารย์เฟยอุทาน

“อะไรนะ? จางชุนกับจางเฟิงพ่ายแพ้ให้เขา?” จางหยู่รู้สึกราวกับสายฟ้าฟาดเข้าใส่อย่างจัง

เขาวุ่นอยู่กับการฝึกฝนวรยุทธตลอดหลายวันที่ผ่านมา จึงไม่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในปูชนียสถานนักปราชญ์

“ใช่แล้ว จางชุนมาหาผมเมื่อวานเพื่อขอข้อมูลของจางเซวียน เขาบอกว่าถูกจางเซวียนซ้อมและอยากจะล้างแค้น…และเท่าที่เห็น ดูเหมือนเขาจะยังไม่ฟื้นตัวดีจากอาการบาดเจ็บที่ได้รับ!” ปรมาจารย์เฟยพูดพร้อมกับพยักหน้า

จางเซวียนเป็นนักเรียนใหม่ และปรมาจารย์เฟยก็มีหน้าที่ดูแลนักเรียนใหม่ทั้งหมด จึงเป็นธรรมดาที่หากจางชุนอยากรู้เรื่องราวอะไรเกี่ยวกับจางเซวียน วิธีที่ดีที่สุดก็คือมาพบเขา เพราะเรื่องนี้ที่ทำให้เขาได้รู้ว่าจางเซวียนจัดการเล่นงานจางชุนจนย่ำแย่

ACAC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!
Exit mobile version