ตอนที่ 1404 หอคอยปรมาจารย์
คำพูดของเขาดูขัดกัน จางเซวียนตั้งข้อสังเกตพร้อมกับส่ายหน้า
เขาคิดว่าหูอี้เหว่ย, ในฐานะพ่อบ้านของปรมาจารย์หยาง ควรจะเป็นบุคคลผู้สง่างามและไร้เทียมทาน ใครจะไปคิดว่าเขาจะเป็นคนที่เชื่อถือไม่ได้
แต่พูดไป ก็ออกจะเป็นเรื่องบังเอิญเล็กน้อยที่สภาวะครรภ์เป็นพิษแต่กำเนิดเกิดทำงานขึ้นมาทันทีที่หูอี้เหว่ยทาบนิ้วลงบนชีพจรของเขา โชคดีที่เขากดข่มมันไม่ให้เข้าไปปะปนกับพลังปราณเทียบฟ้าและพลังสายฟ้าที่เขาได้ซึมซับไว้ก่อนหน้านี้ได้ ไม่อย่างนั้น คงจะเป็นเรื่องกระอักกระอ่วนมากหากเขาต้องถูกตราหน้าว่าเป็นกูรูยาพิษเพราะสิ่งที่เกิดขึ้น
ในเมื่อหูอี้เหว่ยจากไปด้วยความเร็วที่ยิ่งกว่าหลัวชวนฉิง จางเซวียนก็ไม่อยากจะคิดเรื่องนี้อีกต่อไป เขาหันไปส่งโทรจิตถามซุนฉาง “คุณบอกว่าหินวิเศษขั้นสูงสุดเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผู้อาวุโสเก่อนำมาเป็นค่าชดใช้ มันเกิดอะไรขึ้น?”
“อ๋อ เรื่องเป็นอย่างนี้…” ซุนฉางรีบรายงานจางเซวียนถึงเรื่องที่ผ่านมา
“คุณ-คุณประกาศตัวตนของตัวเองและถึงกับผ่านการประเมินของห้องรับรองอาจารย์ด้วยหรือ?” จางเซวียนแทบเข่าอ่อนเมื่อได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด
พ่อบ้านของเขาคนนี้ช่างกล้าหาญเสียจริง!
ทั้งที่เป็นตัวปลอม ก็ยังกล้าชี้นิ้วกล่าวหาตัวจริงว่าเป็นตัวปลอมเสียนี่
โชคดีแค่ไหนแล้วที่ยังมีชีวิตอยู่!
“เอาเถอะ ผมจะไม่เอาเรื่องเอาราวกับเรื่องนี้ แต่คุณควรจะถ่อมเนื้อถ่อมตัวให้มากกว่านี้ในอนาคต อย่างที่คุณรู้ ท่านอาจารย์ของผมเป็นคนเก็บเนื้อเก็บตัวและรักความสงบสุข คงไม่เหมาะสมนักหากพ่อบ้านของเขาจะทำตัวโอ้อวด เข้าใจใช่ไหม?”
นี่คือเหตุผลที่เหล่าบรรพบุรุษเตือนไว้นักหนาถึงเรื่องการโกหก ไม่ว่าจะอยากรับผลของมันหรือไม่ มันก็จะต้องย้อนกลับมาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
ถึงเขาจะหงุดหงิดใจกับการกระทำของซุนฉาง แต่ถ้าพูดกันอย่างยุติธรรม อีกฝ่ายก็แค่เล่นไปตามเกมของเรื่องโกหกที่เขาสร้างขึ้น จึงไม่ถูกต้องนักหากจะป้ายความผิดทั้งหมดให้อีกฝ่าย ถึงอย่างไร เรื่องที่เกิดก็เกิดไปแล้ว ไม่มีทางที่เขาจะรื้อฟื้นเรื่องเก่าได้ ทั้งหมดที่ต้องทำก็คือรีบทำตัวให้บรรลุเงื่อนไขเพื่อปลดฉนวนของตราสัญลักษณ์หัวหน้าปูชนียสถาน ก่อนที่ปรมาจารย์หยางจะรับรู้ถึงการมีตัวตนอยู่ของเขา
“ปรมาจารย์จาง การทดสอบสายฟ้าก่อนหน้านี้น่ะ…” ปรมาจารย์จานเดินเข้ามาและเริ่มเรื่อง
พูดกันตามตรง เขาเองก็งงสุดขีดกับสิ่งที่ได้เห็น
ด้วยความใหญ่โตของการทดสอบสายฟ้า คงจะไม่น่าแปลกใจหากมันทำลายหอสมบูรณ์แบบจนพังพินาศ แต่ใครจะไปคิดว่าเจ้าหนุ่มคนนี้จะทำให้มันหวาดกลัวจนหนีไปได้!
“มันเป็นเทคนิคที่ท่านอาจารย์ของผมได้ถ่ายทอดให้ ทำให้ผมสามารถยับยั้งพละกำลังของการทดสอบสายฟ้าได้ แต่ในเวลาเดียวกันก็ทำให้ผมบาดเจ็บสาหัสด้วย ผมต้องการเวลาพักฟื้นจากอาการบาดเจ็บสักระยะหนึ่ง” จางเซวียนอธิบาย
พร้อมกันนั้น ใบหน้าของเขาก็ซีดเผือดขึ้นมาทันที ร่างของเขาโงนเงน พร้อมจะล้มพับลงได้ทุกขณะ
ซุนฉางผู้มีสายตาเฉียบแหลมเห็นสัญญาณนั้นและรีบเข้ามาพยุง
“มันคือเทคนิคที่ท่านอาจารย์ของเราถ่ายทอดให้คุณหรือ? ทำไมเขาถึงไม่ถ่ายทอดให้ผมด้วย?” ฟงสืออี้ที่อยู่ข้างๆ พึมพำอย่างหงุดหงิดถึงการปฏิบัติอย่างไม่ยุติธรรมระหว่างตัวเขากับศิษย์พี่
เขาแทบตายเพราะพละกำลังของการทดสอบสายฟ้าเมื่อครั้งที่เผชิญหน้ากับการทดสอบการละทิ้งช่องว่าง แต่กลับกลายเป็นว่าท่านอาจารย์ของเขามีเทคนิคที่ทำให้ยับยั้งการทดสอบสายฟ้าได้ และท่านอาจารย์ก็สอนให้เฉพาะกับศิษย์พี่เท่านั้น!
แบบนี้ไม่ได้การ เขาจะต้องคุยกับท่านอาจารย์เพื่อทำความเข้าใจเรื่องนี้ให้กระจ่าง
หรือไม่ก็จะต้องขอให้ศิษย์พี่สอนเทคนิคนี้ให้เขา!
พวกเขาเป็นศิษย์อาจารย์เดียวกัน ดังนั้น ถ้าศิษย์พี่ทำได้ เขาก็ต้องทำได้เหมือนกัน
“เอ่อ…” เมื่อได้ยินคำนั้น ใบหน้าของปรมาจารย์จานถึงกับกระตุกไม่หยุด
“หัวหน้าจาน ตอนนี้คงไม่ใช่โอกาสเหมาะนักที่จะถามเรื่องนี้ คือผมอยากเข้าสู่ปูชนียสถานฝ่ายใน ไม่ทราบว่ามีเงื่อนไขอะไรบ้าง?” รู้ดีว่าอีกฝ่ายจะต้องจับได้ว่าเขาแกล้งทำเป็นหมดแรง จางเซวียนจึงรีบเปลี่ยนเรื่อง
จากการแนะนำของซุนฉาง เขาได้รู้ว่าปรมาจารย์จานเป็นรองหัวหน้าปูชนียสถานนักปราชญ์ เขาจึงใช้ทีท่าที่แสดงความเคารพเอาไว้ก่อน
แม้ตัวเขาจะเป็นผู้มีสิทธิ์ขึ้นสู่การเป็นหัวหน้าปูชนียสถานนักปราชญ์ แต่ก็ยังอ่อนด้อยในเรื่องพละกำลังและความสามารถที่จะเข้ารับตำแหน่งนั้น ดังนั้นจึงไม่เหมาะสมหากจะโอ้อวดสถานภาพของตัวเอง จางเซวียนจึงทำตัวเหมือนนักเรียนทั่วไปต่อหน้าอีกฝ่าย
“คุณอยากเข้าสู่ปูชนียสถานฝ่ายในหรือ?” นึกไม่ถึงว่าจะได้ยินคำถามแบบนี้ ปรมาจารย์จานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า “มีเงื่อนไข 2 ข้อ ข้อแรกคืออายุของคุณจะต้องไม่เกิน 40 ปี ส่วนข้อ 2 คุณจะต้องมีความเชี่ยวชาญระดับ 8 ดาวในอาชีพรองรับของคุณ ปรมาจารย์จางลงทะเบียนเข้าสู่ปูชนียสถานของเราในฐานะปรมาจารย์ เพราะฉะนั้น เพื่อเข้าสู่ปูชนียสถานฝ่ายใน คุณจะต้องผ่านการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 8 ดาวให้ได้เสียก่อน!”
เมื่อได้ยินคำนั้น จางเซวียนพยักหน้า
จากคำพูดของปรมาจารย์จาน อาชีพรองรับย่อมหมายถึงอาชีพหลักที่ผู้นั้นใช้ปูทางสู่การเข้ามาเรียนในปูชนียสถานนักปราชญ์ อย่างปี้หงอิง เธอได้รับการเสนอชื่อจากสมาคมมือบรรเลงบทเพลงปีศาจ จึงต้องผ่านการทดสอบเป็นมือบรรเลงบทเพลงปีศาจระดับ 8 ดาวให้ได้เสียก่อนเพื่อจะเข้าสู่ปูชนียสถานฝ่ายใน
ในเมื่อจางเซวียนได้รับการเสนอชื่อจากสภาปรมาจารย์ อาชีพรองรับหลักของเขาจึงเป็นปรมาจารย์ พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ การมีอาชีพรองรับอื่นๆ ที่เชี่ยวชาญถึงระดับ 8 ดาวนั้นถือว่าไม่เพียงพอ เขาจะต้องเป็นปรมาจารย์ระดับ 8 ดาวให้ได้เสียก่อนถึงจะเข้าสู่ปูชนียสถานฝ่ายในได้
เพื่อผ่านการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 8 ดาว เราจะต้องมีอาชีพรองรับระดับ 8 ดาวแปดอาชีพ ตอนนี้ อาชีพรองรับระดับ 8 ดาวที่เรามีคือผู้พลิกฟื้นจิตวิญญาณ นายแพทย์ และผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกล ส่วนนักฝึกอสูรและมือบรรเลงบทเพลงปีศาจนั้น เราคงจะได้ตราสัญลักษณ์มาโดยไม่ยาก แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังขาดอยู่อีก 3 อาชีพ! จางเซวียนรีบคิดคำนวณและถอนหายใจ
เขาหันไปถามปรมาจารย์จาน “หัวหน้าจาน ผมยังขาดอาชีพรองรับอยู่ 2-3 อาชีพในการที่จะเข้ารับการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 8 ดาว มีวิธีไหนที่รวดเร็วกว่านี้ที่จะผ่านการทดสอบหรือไม่?”
ด้วยข่าวที่แพร่สะพัดออกไป แถมหูอี้เหว่ยก็รู้เรื่องนี้แล้ว เป็นไปได้ว่าอีกไม่นานปรมาจารย์หยางตัวจริงก็คงจะได้ข่าว
ซึ่งหากเขายังไม่ได้เป็นปรมาจารย์ระดับ 8 ดาวเมื่อปรมาจารย์หยางมาถึง คงจะต้องเจอปัญหาใหญ่แน่
แต่ก็นั่นแหละ ด้วยความปราดเปรื่องของเขา เขามั่นใจว่าต่อให้ปรมาจารย์หยางตัวจริงก็คงจะพอใจที่ได้รับเขาเป็นศิษย์สายตรง เรื่องอาจไม่เลวร้ายอย่างที่เขาหวาดกลัว แต่นั่นก็เป็นขั้นตอนสุดท้าย…อีกอย่าง คงไม่ฉลาดนักที่จะปล่อยชีวิตตัวเองไว้ในกำมือของโชคชะตา
แถมตอนนี้หลัวลั่วชิงก็ถูกตระกูลของเธอลงโทษ โทษฐานที่เปิดเผยว่าตัวเองไม่เต็มใจจะแต่งงานกับทายาทน้อยของตระกูลจาง เขาจึงต้องรีบสร้างพละกำลังให้แข็งแกร่งเพียงพอที่จะช่วยเหลือเธอ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญสูงสุดสำหรับเขาที่จะต้องหาร่างกายส่วนบนของไอ้โหดให้พบ เพื่อที่อย่างน้อยก็จะได้มีไม้ตายอันทรงพลังไว้รับมือกับสถานการณ์เลวร้าย
ที่สำคัญไปกว่านั้น ยังมีโอกาสที่เขาอาจจะได้พบหลัวลั่วชิงหากเขาได้เข้าสู่ปูชนียสถานฝ่ายใน
“คุณอยากผ่านการทดสอบให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้หรือ?” ปรมาจารย์จานขมวดคิ้ว
“ด้วยธรรมชาติของอาชีพปรมาจารย์ ผู้นั้นจะต้องบรรลุเงื่อนไขเรื่องอาชีพรองรับก่อนที่จะได้รับการเลื่อนขั้น ในสถานการณ์ปกติ คุณจะต้องผ่านขั้นตอนอย่างเป็นระบบ คือผ่านการทดสอบอาชีพรองรับแต่ละอาชีพก่อนจะเข้ารับการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 8 ดาว แต่ปูชนียสถานนักปราชญ์มีวิธีที่รวดเร็วกว่านั้น นั่นคือการท้าทายหอคอยปรมาจารย์!”
“หอคอยปรมาจารย์?”
ถึงจะได้อ่านหนังสือมามากมายในปูชนียสถานนักปราชญ์ แต่จางเซวียนก็ไม่เคยได้ยินเรื่องหอคอยปรมาจารย์มาก่อน
“อันที่จริง หอคอยปรมาจารย์ก็คือการทดสอบ มีทั้งหมด 9 ชั้น, 8 ชั้นแรกคืออาชีพรองรับต่างๆ ที่คุณได้ร่ำเรียนมา แต่ละชั้นจะได้รับการอารักขาโดยนักปราชญ์รุ่นเยาว์ของอาชีพนั้น ตราบใดที่คุณได้การยอมรับจากอีกฝ่าย ก็จะถือว่าคุณสอบผ่าน แล้วทางเดินไปสู่ชั้นต่อไปก็จะถูกเปิดออก ส่วนชั้น 9 ผู้อารักขาคือปรมาจารย์ระดับ 8 ดาวรุ่นเยาว์ของปูชนียสถานนักปราชญ์ ถ้าคุณผ่านการทดสอบในส่วนของเขา คุณก็จะได้ตราสัญลักษณ์ปรมาจารย์ระดับ 8 ดาว” ปรมาจารย์จานอธิบาย
“แต่ผมบอกคุณได้เลยว่าการทดสอบที่คุณจะเผชิญในแต่ละชั้นนั้นมีความยากอย่างที่จินตนาการไม่ถูกเลยทีเดียว อีกอย่าง นักปราชญ์รุ่นเยาว์คือตัวแทนของกลุ่มนักเรียนที่ปราดเปรื่องที่สุดในแต่ละอาชีพ ดังนั้น การจะได้การยอมรับและผ่านพวกเขาไปได้ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย อันที่จริง ตลอดหลายหมื่นปีที่ผ่านมาตั้งแต่ก่อตั้งปูชนียสถานนักปราชญ์ มีเพียง 3 คนเท่านั้นที่ผ่านการทดสอบหอคอยปรมาจารย์ไปได้!”
“3 คน?” จางเซวียนถึงกับผงะ
การจะได้การยอมรับจาก 8 นักปราชญ์รุ่นเยาว์นั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นภารกิจที่ยากมาก เขาออกจะประหลาดใจเล็กน้อยที่ได้ยินว่ายังมีคนจำนวนหนึ่งที่ผ่านการทดสอบไปได้
“ใช่แล้ว คนแรกที่ผ่านการทดสอบคือหัวหน้าปูชนียสถานคนที่ 7 ของเรา ในตอนนั้นเขาอายุเพียง 30 ต้นๆ ใช้เวลา 3 วันในการผ่านด่านทั้งหมดของหอคอยและกลายเป็นปรมาจารย์ระดับ 8 ดาว เหตุการณ์นั้นยังคงเป็นตำนานที่บรรดานักเรียนยังคงชื่นชมยกย่องอยู่!”
“คนที่สองที่ผ่านการทดสอบคือหัวหน้าตระกูลจางคนปัจจุบัน, เซียนดาบชิงเหมิง ก็เหมือนกับหัวหน้าปูชนียสถานคนที่ 7 เขาใช้เวลาเพียง 3 วันในการผ่านด่านต่างๆ ของหอคอยปรมาจารย์ และตอนนั้นเขาก็อายุ 30 ต้นๆ เช่นกัน”
“ส่วนคนสุดท้าย…” ถึงตอนนี้ ปรมาจารย์จานได้แต่ส่ายหน้าก่อนจะพูดต่อ “สถิติของเธอน่าสะพรึงยิ่งกว่าบรรพบุรุษทั้งสองคนเสียอีก!”
“น่าสะพรึง?”
“ใช่ ในเวลาเพียง 4 ชั่วโมง เธอก็ผ่านด่านจากชั้น 1 ไปถึงชั้น 9 ได้โดยที่นักปราชญ์รุ่นเยาว์ทั้งหมดยอมจำนนให้เธอ!”
แม้เหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้นมา 2-3 ปีแล้ว แต่ความอัศจรรย์ใจและความตื่นเต้นก็ยังคงอยู่ในดวงตาของปรมาจารย์จานเมื่อเขารำลึกถึง “ที่สำคัญ ตอนที่เธอผ่านการทดสอบหอคอยปรมาจารย์ เธออายุเพียง 17 ปีเท่านั้น!”
