ตอนที่ 1507 ปรมาจารย์หยางพบซุนฉาง
“เขาไม่ใช่ลูกศิษย์ของคุณ?” ปรมาจารย์จานถึงกับผงะ
ผู้อาวุโสคนอื่นๆ ที่อยู่บริเวณนั้นต่างก็อึ้งไป
เรื่องที่จางเซวียนเป็นศิษย์สายตรงของปรมาจารย์หยางนั้นถือเป็นข่าวใหญ่ ถึงขนาดที่ไม่มีใครในปูชนียสถานนักปราชญ์ที่ไม่รู้เรื่องนี้ ทำไมปรมาจารย์หยางถึงปฏิเสธ?
“ผมเพิ่งได้ยินชื่อนี้เพียงไม่ถึง 1 วันที่ผ่านมานี่เอง ตัวผมมีลูกศิษย์เพียงคนเดียวเท่านั้น ฟงสืออี้” ปรมาจารย์หยางส่ายหน้าพร้อมกับแก้ไขความเข้าใจผิด
ดูเหมือนการหลอกลวงของจางเซวียนจะน่าทึ่งสุดๆ ไม่น่าเชื่อว่าแม้แต่ระดับปรมาจารย์จานก็ยังหลงเชื่อคำพูดของเขา!
เรื่องนี้ทำให้ปรมาจารย์หยางอยากรู้เรื่องราวของชายหนุ่มมากขึ้นอีก
หมอนั่นจะต้องมีความสามารถขนาดไหนถึงฝ่าด่านวรยุทธไปสู่ขั้นพื้นที่ลวงตา และออกจากตระกูลจางรวมทั้งปูชนียสถานนักปราชญ์ไปได้โดยปราศจากรอยขีดข่วน ทั้งยังทำให้ทุกคนเชื่อได้ด้วยว่าเป็นศิษย์สายตรงของเขา!
เมื่อเห็นแล้วว่าปรมาจารย์หยางไม่ได้ล้อเล่น ปรมาจารย์จานรู้ตัวทันทีว่าถูกหลอก เขาตวาดก้อง “เรื่องนี้อธิบายได้ทุกอย่าง ใครจะไปคิดว่าหมอนั่นจะอาจหาญถึงขนาดปลอมตัวเป็นศิษย์สายตรงของปรมาจารย์หยางและเที่ยวหลอกใครๆ ไปทั่ว นี่เป็นอาชญากรรมขั้นร้ายแรงอีกเรื่องหนึ่งที่เขาก่อขึ้น เขาจะต้องถูกลงโทษอย่างหนักเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่คนอื่นๆ”
ที่ผ่านมา เขาถูกยับยั้งไว้ด้วยตัวตนของจางเซวียน ทำให้ไม่รู้จะจัดการกับอีกฝ่ายอย่างไร แต่เมื่อทุกอย่างปรากฏชัดแล้วว่าหมอนั่นไม่ใช่ศิษย์ของปรมาจารย์หยาง ก็ไม่มีอะไรที่เขาจะต้องลังเลอีก
“คุณบอกว่าเขาจะต้องถูกลงโทษอย่างหนักหรือ?” ได้ยินคำนั้น ปรมาจารย์หยางมองหน้าปรมาจารย์จานด้วยสีหน้าประหลาดก่อนจะตั้งคำถาม “คุณไม่รู้หรือว่าเขาเป็นใคร?”
“เขาเป็นใคร? เขาจะเป็นใครไปได้ล่ะ?” ปรมาจารย์จานสะบัดแขนเสื้ออย่างโกรธเกรี้ยว “ไม่ว่าเขาจะเป็นใครก็ตาม ตราบใดที่เขาไม่ใช่ลูกศิษย์ของคุณ ผมก็จะต้องทำให้เขาชดใช้ความเสียหายที่บังอาจสร้างความวอดวายให้กับปูชนียสถานนักปราชญ์!”
“เอาที่คุณสบายใจก็แล้วกัน ผมก็แค่หวังว่าคุณจะไม่ต้องเสียใจภายหลังกับการตัดสินใจของตัวเอง” ปรมาจารย์หยางส่ายหน้าก่อนจะเงียบไป
เขาแค่รับรู้หน้าตาของตราสัญลักษณ์อันนั้นจากคำบอกเล่าของผู้อาวุโสที่ 1 จึงไม่อาจแน่ใจได้ว่ามันเป็นตราสัญลักษณ์หัวหน้าปูชนียสถานจริงหรือไม่ พูดอีกอย่างก็คือ ทุกเรื่องยังเป็นปริศนาอยู่
เขาไม่คิดว่าจะเป็นการเหมาะสมหากจะยืนยันในสิ่งที่ยังไม่แน่นอน
“ปรมาจารย์หยาง คุณพูดแบบนั้นหมายความว่าอย่างไร?” ปรมาจารย์จานจานอดมองอีกฝ่ายด้วยความสงสัยไม่ได้
“ช่างมันเถอะ พูดไปตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์” ปรมาจารย์หยางไม่อยากพูดเรื่องนี้ เขาเหลียวมองไปโดยรอบอย่างรวดเร็วก่อนจะตั้งคำถาม “ก่อนหน้านี้ คุณพูดว่าจางเซวียนสร้างค่ายกลทะลุมิติและหลบหนีไป มันเกิดขึ้นได้อย่างไรกัน?”
“เรื่องเป็นอย่างนี้…” ปรมาจารย์จานมีสีหน้าอับอาย เขารีบรายงานเหตุการณ์ทั้งหมดอีกครั้ง
“คุณบอกว่าเขาขอยืมธงค่ายกลของคุณ และใช้พลังงานจากการโจมตีจากค่ายกลของนักปราชญ์เพื่อสร้างและเปิดใช้งานค่ายกลทะลุมิติ จากนั้นก็หนีไป…” ปรมาจารย์หยาง, ผู้อาวุโสที่ 1 และคนอื่นๆ มองหน้ากันด้วยความอัศจรรย์ใจ
พวกเขาเข้าใจเรื่องราวดี แต่เมื่อนำทุกอย่างรวมกัน ก็รู้สึกงงงันจนแทบไม่อยากเชื่อ
ด้วยระดับวรยุทธและความเข้าใจในกฎเกณฑ์แห่งมิติของพวกเขา ทุกคนรู้ดีว่าการสร้างค่ายกลทะลุมิตินั้นยากเย็นแค่ไหน
เป็นเรื่องธรรมดาหากการสร้างค่ายกลทะลุมิติภายในระยะเวลาอันสั้นจะเกิดความผิดพลาด แต่ที่สำคัญกว่านั้น ความผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อยที่เกิดขึ้นอาจทำให้ผู้นั้นถูกช่องว่างของมิติฉีกร่างเป็นชิ้นๆ ได้เลยทีเดียว
การผนึกกำลังกันของเหล่าผู้อาวุโสเพื่อสร้างค่ายกลของนักปราชญ์นั้นถือเป็นอันตรายที่รับมือด้วยได้ยาก แต่เขาก็สามารถเปลี่ยนภัยคุกคามให้เป็นพลังงานที่ช่วยส่งเสริมการสร้างค่ายกลทะลุมิติและหนีรอดไปได้ ทั้งยังมีเวลามากพอที่จะสร้างกลไกการทำลายตัวเองของค่ายกลด้วย…
นี่ยังเป็นความสามารถของมนุษย์อยู่หรือเปล่า?
เซียนดาบชิงกับเซียนดาบเหมิงหันไปมองปรมาจารย์หยาง ปรมาจารย์หยางเข้าใจเจตนาที่อยู่เบื้องหลังสายตาของทั้งคู่ เขาส่ายหน้าและพูดว่า “แม้แต่ตัวผมก็ทำแบบนั้นไม่ได้”
ตัวเขามีพละกำลังอันน่าทึ่ง ควรคู่กับการได้รับการยกย่องว่าเป็นชายที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาคนรุ่นใหม่ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่อาจสร้างค่ายกลที่ไร้เทียมทานขึ้นได้ภายในระยะเวลาอันสั้น อีกทั้งเป็นช่วงเวลาที่กำลังตกอยู่ในอันตรายด้วย
“แล้วพวกคุณรู้ไหมว่าเขาทะลุมิติไปที่ไหน?” เซียนดาบเหมิงถามอย่างร้อนใจ
ยิ่งจางเซวียนพิสูจน์ให้เห็นว่าตัวเขาโดดเด่นไร้เทียมทานขนาดไหน เธอก็ยิ่งแน่ใจว่าชายหนุ่มเป็นลูกชายของเธอ เมื่อรู้ว่าต้องคลาดกันอีกครั้ง ก็อดร้อนใจไม่ได้
“เขาทำลายค่ายกลทะลุมิติอย่างสิ้นซาก ไม่หลงเหลือร่องรอยอะไรไว้เลย ผมไม่รู้ว่าเขาไปที่ไหน” ปรมาจารย์จานตอบพร้อมกับส่ายหน้า
“พาผมไปดูบริเวณที่ติดตั้งค่ายกลทะลุมิติหน่อย” ปรมาจารย์หยางสั่งการ
“ได้ เชิญทางนี้!”
ปรมาจารย์จานนำทางไป ไม่ช้าพวกเขาก็มาถึงหลุมขนาดใหญ่ การระเบิดของค่ายกลยังทิ้งร่องรอยเป็นปื้นสีดำเอาไว้
ปรมาจารย์หยางลอยตัวอยู่เหนือหลุมนั้น เขาตรวจสอบหลุมอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า “ผมพอกะระยะทางคร่าวๆ ของค่ายกลได้จากพลังงานที่ยังอบอวลอยู่บริเวณนี้ เขาทะลุมิติไปไกลหลายล้านลี้ทีเดียว แต่ส่วนทิศทางและจุดหมายนั้น เกรงว่าจะเหนือความสามารถของผม”
“เขาทะลุมิติไปหลายล้านลี้? คงไม่ใช่กลับไปที่ตระกูลจางหรอกนะ ใช่ไหม?” ผู้อาวุโสที่ 1 อุทาน ใบหน้าของเขาซีดเผือดด้วยความพรั่นพรึง
ถึงหมอนั่นจะไม่ได้แข็งแกร่งอะไรมากมาย แต่ก็มีไม้เด็ดซุกซ่อนไว้หลายอย่าง จนทำให้เขารับมือด้วยได้ยาก ในเมื่อทุกคนพากันเดินทางมายังปูชนียสถานนักปราชญ์กันหมด ตระกูลจางก็ย่อมตกอยู่ในภาวะอ่อนแอ ถ้าหมอนั่นกลับไปสร้างความพินาศวอดวายที่ตระกูลจางอีก ก็คงยากที่จะบอกได้ว่าคนที่เหลืออยู่ในตระกูลจะยับยั้งเขาได้หรือไม่
“ในเมื่อเขาออกจากตระกูลจางมาแล้ว ผมไม่คิดว่าเขาจะกลับไปที่นั่นหรอก” ปรมาจารย์หยางพูด
จางเซวียนทะลุมิติจากตระกูลจางมาสู่ปูชนียสถานนักปราชญ์ จึงไม่น่าเป็นไปได้ที่เขาจะทะลุมิติกลับไป เพราะการทำอย่างนั้นถือว่าเสี่ยงมาก
และที่สำคัญยิ่งกว่า…ตระกูลจางก็อยู่ในสภาพนั้นแล้ว เหลืออะไรให้เขาทำลายอีก?
เซียนดาบเหมิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตั้งคำถาม “จางเซวียน…มีญาติหรือคนสนิทไหม? จากที่พวกคุณพูดมา ดูเหมือนเขากำลังมุ่งหน้าไปหาใครสักคนที่เขาสนิทสนมด้วย”
“เท่าที่ผมรู้ เขาไม่มีญาตินะ…อ้อใช่ เขามีลูกน้องคนหนึ่งอยู่ที่ปูชนียสถานนักปราชญ์ ผมจะพาตัวเขามาเดี๋ยวนี้!” ปรมาจารย์จานตาโตเมื่อนึกได้ถึงเงื่อนงำสำคัญ เขารีบสั่งการ
เขาเคยคิดว่าซุนฉางเป็นพ่อบ้านของปรมาจารย์หยาง ดังนั้น แม้ก่อนหน้านี้จางเซวียนจะสร้างความเสียหายไว้มากมาย เขาก็ไม่กล้าจับตัวอีกฝ่าย แต่ในเมื่อตอนนี้ปรมาจารย์หยางยืนยันแล้วว่าไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ กับจางเซวียน เขาก็ไม่จำเป็นต้องยั้งมืออีกต่อไป
“ขอรับ ปรมาจารย์จาน!”
ผู้อาวุโสเก่อกับคนอื่นๆ รับคำอย่างไม่ลังเลและรีบบินไป
“ในเมื่อซุนฉางเป็นลูกน้องของจางเซวียน คุณพาเขามาที่นี่ได้ไหม? ฉันอยากซักถามอะไรเขาสักหน่อย” เซียนดาบเหมิงพูด
เธออยากจะยืนยันให้แน่ใจว่าจางเซวียนใช่ลูกชายของเธอหรือไม่ ในฐานะพ่อบ้านของจางเซวียน ซุนฉางคนนั้นน่าจะรู้อะไรอยู่ไม่น้อย
ไม่นาน ผู้อาวุโสเก่อกับคนอื่นๆ ก็พาชายร่างอ้วนกลับมาด้วย
ชายร่างอ้วนถูกสกัดกั้นวรยุทธเอาไว้ แก้มห้อยย้อยของเขาสั่นพะเยิบพะยาบขณะพยายามดิ้นรนให้พ้นจากพันธนาการ ทันทีที่เห็นหน้าปรมาจารย์จาน เขาก็ตะโกนก้อง “จานน้อย, ทำแบบนี้หมายความว่าอย่างไร?”
“บังอาจ!”
ก่อนหน้านี้ เพราะเห็นว่าซุนฉางเป็นพ่อบ้านของปรมาจารย์หยาง ปรมาจารย์จานจึงไม่อยากถือสาการที่อีกฝ่ายเรียกเขาอย่างไม่เคารพ แต่เมื่อรู้แล้วว่าทุกอย่างเป็นเรื่องโกหก เขาจึงอดโมโหไม่ได้เมื่อได้ยินคำเรียกขานของชายร่างอ้วน
“ก็ใช่น่ะสิ คุณกล้าดีอย่างไรถึงบังอาจจับตัวผม? ปล่อยผมไปเดี๋ยวนี้นะ แล้วผมจะไม่เอาความ ไม่อย่างนั้น ถ้านายท่านของเรารู้เรื่องล่ะก็ จะไม่มีใครช่วยคุณได้!” ซุนฉางคำรามด้วยความโกรธ
คนพวกนี้เสียสติไปแล้วหรือเปล่า?
ไม่รู้หรือว่าเราเป็นใคร? กล้าดีอย่างไรมาเล่นงานเรา ให้อภัยไม่ได้!
“นายท่าน? ฮ่าฮ่าฮ่า!” เห็นชายร่างอ้วนยังคงเล่นละครอย่างต่อเนื่อง พยายามจะขู่ให้พวกเขาหวาดกลัวด้วยเรื่องโกหกที่ไม่มีอยู่จริง ปรมาจารย์จานหัวเราะลั่น เขาจ้องหน้าซุนฉางอย่างดูถูกและคำรามเยาะ “งั้นบอกผมมาซิ นายท่านที่คุณพูดถึงน่ะเป็นใคร?”
“นายท่านของเราคือปรมาจารย์หยาง, หยางชวน ผู้อาวุโสสูงสุดของสภาปรมาจารย์ และเป็นผู้เชี่ยวชาญที่แข็งแกร่งที่สุดในทวีปแห่งปรมาจารย์ด้วย ใครกันทำให้คุณบังอาจเล่นงานผมซึ่งเป็นถึงพ่อบ้านของปรมาจารย์หยาง อยากให้หัวหลุดกระเด็นหรือไง? รีบปล่อยผมไปเดี๋ยวนี้!” ซุนฉางคำรามลั่น
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!” เมื่อหวนนึกถึงว่าเขาเคยหวาดกลัวถ้อยคำเหลวไหลเหล่านี้มาก่อน ปรมาจารย์จานหัวเราะออกมาทั้งที่ยังอารมณ์เสีย
ปรมาจารย์หยางยืนอยู่ต่อหน้า แต่หมอนี่ยังกล้าปลอมตัวเป็นพ่อบ้านของเขาอีก นี่จะเล่นละครกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุดเลยหรือ?
ได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่ ปรมาจารย์หยางหมดความอดทน เขาเดินเข้าไปตั้งคำถาม “คุณบอกว่าคุณเป็นพ่อบ้านของปรมาจารย์หยาง แล้วรู้หรือเปล่าว่าปรมาจารย์หยางหน้าตาเป็นอย่างไร?”
“คุณอยากรู้จักหน้าตานายท่านของเราหรือ? นายท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญอันดับ 1 ของโลก รูปร่างหน้าตาของเขาน่ะเป็นความลับสุดยอดของสภาปรมาจารย์ แล้วคุณยังมาอยากรู้ว่าเขาหน้าตาเป็นอย่างไร…”
ซุนฉางเหยียดริมฝีปากเยาะ พูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่แสดงอาการดูถูก
“คุณคู่ควรพอที่จะได้รับรู้หรือ?”
